- หน้าแรก
- เมื่อโลกใบนี้คือคำลวง แล้วฉันจะเชื่อใจใครได้บ้าง
- บทที่ 17 : วาระสุดท้ายของซินเดอเรลล่า (๒)
บทที่ 17 : วาระสุดท้ายของซินเดอเรลล่า (๒)
บทที่ 17 : วาระสุดท้ายของซินเดอเรลล่า (๒)
ภาพมายาในห้วงฝันแปรเปลี่ยน
เชี่ยซือกำลังเคี่ยวน้ำแกงอยู่หน้าเตา ส่วนสวีหลินยังคงนั่งคุมไฟอยู่หลังเตาเช่นเดิม
"แต่งงานกับข้าได้ไหม?"
"ไม่!"
"แล้วมีส่วนของข้าไหม?"
"ไม่มี!"
"ทำไมเจ้าถึงมองโลกในแง่ร้ายและหดหู่ขนาดนี้?"
เชี่ยซือแสยะยิ้มเย็นชา "เพราะข้ากำลังจะตายเร็วๆ นี้"
"เหลวไหล เจ้าก็ยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุขไม่ใช่หรือไง?"
"ข้าสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งสวรรค์ อีกไม่นานท่านคงมารับข้าไป"
สวีหลินหลับตาสูดหายใจลึก โมจิพูดถูก ศุภแสงวิญญาณ รับรู้ได้ลางๆ แล้วว่าเชี่ยซือกำลังจะตาย แต่สวีหลินต้องการเผชิญหน้ากับหัวข้อนี้ตรงๆ
"บัญชาสวรรค์มีอยู่จริงหรือ? ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกถึงมันเลย"
เชี่ยซือเอ่ยเย้าแหย่สวีหลิน "ใครใช้ให้เจ้าเป็นเจ้าโง่ที่ไม่เชื่อในชะตาลิขิตกันเล่า ถึงไม่ได้รับความเมตตาจากเบื้องบน
บอกตามตรงนะ ที่ข้ามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะความเมตตาจากโชคชะตาทั้งนั้น
ต่อให้ชีวิตข้าจะบัดซบแค่ไหน ตราบใดที่สวรรค์ยังไม่ต้องการให้ข้าตาย ข้าก็ไม่ตาย แต่เมื่อใดที่สวรรค์ต้องการตัวข้า ต่อให้ข้าทำดีแค่ไหน เภทภัยไร้เหตุผลก็จะฟาดเปรี้ยงลงมาใส่หัวทันที"
สวีหลินนิ่งเงียบไป วิวาห์อเวจี ของเขากับเชี่ยซือก็นับเป็นเภทภัยไร้เหตุผลเช่นกัน จนถึงทุกวันนี้เขายังไม่รู้เลยว่าทำไมคนที่ได้ชื่อว่า ประมุขลัทธิ ถึงเจาะจงเลือกเชี่ยซือมาเป็น เจ้าสาวผี ของเขา
เหตุผลที่ให้ไว้คืออะไรนะ? ดูเหมือนจะเป็นเพราะ 【สวีหลินหลงใหลในตัวเชี่ยซือ】?
"ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน ที่เจ้ารอดมาได้เพราะความอดทนไม่ย่อท้อของเจ้าเองต่างหาก จะไปเกี่ยวกับเทพยดาฟ้าดินที่จับต้องไม่ได้พวกนั้นได้อย่างไร พระเจ้าไม่เคยลืมตามองโลกใบนี้ด้วยซ้ำ"
ด้วยหลักการมีดโกนของอ็อกแคม ความเป็นอเทวนิยม และวัตถุนิยม สวีหลินย่อมไม่เชื่อเรื่อง "พระเจ้า" ในโลกนี้ ต่อให้มีจริง พวกมันก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในคราบเทพเจ้าเท่านั้น
มุมปากของเชี่ยซือยกขึ้นเล็กน้อยเจือแววเยาะหยัน นางมองว่าคำพูดของสวีหลินนั้นทั้งน่าสนใจและน่าขบขัน:
"หืม? งั้นข้าขอถามหน่อย ในบรรดาผู้อพยพที่หนาวตายหรืออดตายในช่วงข้าวยากหมากแพงและฤดูหนาวอันโหดร้าย มีใครบ้างที่ขาดความมุ่งมั่น? มีใครบ้างที่ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่?
แล้วทำไมเด็กสาวอ่อนแออย่างข้าถึงรอดมาได้ ในขณะที่คนอีกนับหมื่นต้องลงไปปรโลก?"
"เอ่อ..."
คำถามขวานผ่าซากของเชี่ยซือทำเอาสวีหลินไปไม่เป็นชั่วขณะ
เชี่ยซือรุกไล่ด้วยวาจาเชือดเฉือน "เจ้าคงไม่ได้จะบอกว่าพวกเขาพยายามไม่มากพอหรอกนะ?"
"ชีวิตมันเต็มไปด้วยความบังเอิญ พวกเขาแค่ไม่มีโชคเหมือนเจ้า"
"【โชค】? วาสนาสวรรค์ หรือชะตาลิขิต มันต่างกันตรงไหน? จะมาเล่นลิ้นทำไม
จะบอกอะไรให้นะ ต่อให้ข้าถูกจับโยนลงแม่น้ำกลางฤดูหนาวข้าก็ไม่ตาย แต่คนมากมายกลับตายเพียงเพราะเป็นหวัดธรรมดาๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ชะตากำหนดไว้หรอกหรือ?"
สวีหลินลอบถอนหายใจ โลกทัศน์ของพวกเขาต่างกันเกินไป ไม่มีทางเลยที่จะเอาชนะเชี่ยซือในประเด็นเรื่อง "โชคชะตา" ได้
ขนาดเถียงกับชาวเน็ตในโลกเดิมเขายังไม่เคยชนะ แล้วจะไปโน้มน้าวเด็กสาวต่างโลกที่มีความเชื่อฝังหัวคนละแบบได้อย่างไร
"สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน สวรรค์ไม่เข้าข้างคนที่ยอมแพ้หรอกนะ"
"เหรอ? แล้วพวกคุณชายเสเพลคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดล่ะ? พวกมันไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้เสพสุขไปชั่วชีวิต
แล้วหันมาดูพวกเราสิ ก็แค่บ่าวรับใช้ผู้ต่ำต้อยสองคน"
โดยไม่รู้ตัว เชี่ยซือได้นับรวมตัวเองเข้ากับสวีหลิน และเป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยกับเขามากมาย แถมยังถกปรัชญาชีวิตให้ฟังอีกต่างหาก
ก็นะ การเถียงกันเป็นหัวข้อที่คุยได้ลื่นไหลที่สุดนี่นา
"ข้าเถียงสู้เจ้าไม่ได้จริงๆ"
"หึ ข้าพูดถูกนี่นา เจ้าจะไปเถียงสู้ได้ยังไง"
เชี่ยซือเชิดหน้าขึ้นอย่างมีความสุข ฮัมเพลงทำนองรื่นเริงพลางคนน้ำแกงในหม้อ นางรู้สึกว่าสวีหลินเป็นคนฉลาด และการได้เอาชนะคนฉลาดด้วยเหตุผลก็ทำให้นางภูมิใจเป็นพิเศษ
"แต่เจ้าคิดอย่างไรล่ะ? ไม่ว่าสวรรค์จะกำหนดมาอย่างไร เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือ?"
มือที่กำลังคนแกงของเชี่ยซือชะงักไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางไม่เคยมีความคิดเป็นของตัวเองในเรื่องนี้ จึงย้อนถามเขากลับไปว่า "แล้วทำไมเจ้าถึงอยากมีชีวิตอยู่ล่ะ?"
สวีหลินตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด "ง่ายนิดเดียว เพราะข้าอยากจะมีความสุขในวันพรุ่งนี้ให้เหมือนกับวันนี้ไงล่ะ"
เสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ
เพราะนั่นคือเหตุผลในการอยากมีชีวิตอยู่ของเขาใน 'ชาติที่แล้ว' ไม่ใช่ชาตินี้
สิ่งที่เขาต้องการในวันพรุ่งนี้มันสูญสลายไปนานแล้ว สิ่งที่รอเขาอยู่มีเพียงชะตากรรมที่ขรุขระและคาดเดาไม่ได้ เขาต้องการมันจริงๆ หรือ?
สวีหลินไม่ได้ตื่นเต้นยินดีกับการข้ามมิติมาตั้งแต่แรกแล้ว
เชี่ยซือส่ายหน้า "แต่ข้าไม่มีความสุขเลยสักวัน แค่ดิ้นรนให้มีชีวิตรอดก็ใช้แรงไปจนหมดแล้ว"
ไม่เป็นไร สวีหลินยังมีอีกมุมมองหนึ่ง
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ชีวิตของปัจเจกบุคคลไม่ได้เป็นของตนเองโดยสมบูรณ์ แต่ยังยึดโยงกับสายใยทางสังคมที่สร้างขึ้น
"ข้าไม่อยากให้คนที่รักข้าต้องเสียใจ..."
แม้สวีหลินจะพยายามหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงมัน แต่คำถามเหล่านั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่อาจต้านทาน
ข้าข้ามมิติมาได้อย่างไร? ข้าตายไปแล้วหรือ?
แล้วพ่อแม่ของข้าล่ะ? พวกเขารู้หรือยังว่าข้าหายไป หรือรู้ว่าข้าตายแล้ว? แล้ว... พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง?
ครูบาอาจารย์ เพื่อนร่วมชั้น เพื่อนฝูง พวกเขาจะคิดถึงข้าอย่างไร? ไอ้พวกเวรนั่นจะได้โควตาเรียนต่อเพราะโศกนาฏกรรมของข้าหรือเปล่า... ความเศร้าโศกที่ไม่อาจพรรณนาถาโถมเข้ามาในใจ สวีหลินเงียบงันไปในทันที
อีกด้านหนึ่ง เชี่ยซือใช้นิ้วชี้เคาะคาง ครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะได้ข้อสรุป
"ดูเหมือนว่า... จะไม่มีใครรักข้าเลยนะ?"
"ข้ารักเจ้า"
เชี่ยซือระเบิดเสียงหัวเราะออกมา นางเท้ามือเล็กๆ กับขอบเตา หัวเราะตัวงอจนหยุดไม่ได้ นางปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาพลางเอ่ยแซวอย่างเอาแต่ใจ:
"งั้นเจ้าก็ร้องไห้คร่ำครวญเพื่อข้าให้หนำใจไปเลยสิ"
สวีหลินกดข่มความหดหู่ที่ยุ่งเหยิงในใจ ทันใดนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกชอบ ระบบ ขึ้นมา
อย่างน้อยการมีระบบ ก็ทำให้เขาไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อไปดี จริงไหม?
เพื่อให้การเดินทางข้ามมิตินี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น สวีหลินตั้งปณิธานว่าจะต้องช่วยเด็กสาวผู้หดหู่ตรงหน้าให้ได้
"มนุษย์มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด ข้าถึงได้กลัวตาย"
เชี่ยซือจดจ่ออยู่กับน้ำแกงในหม้อ ตอบคำถามสวีหลินอย่างไม่ใส่ใจนัก
"แต่มนุษย์ก็มีสัญชาตญาณความตายเหมือนกันนะ หลายคนทนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตาย"
สวีหลินมองใบหน้าเรียบเฉยของเชี่ยซือด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่านางจะพูดประโยคเชิงปรัชญาออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย
Eros และ Thanatos—สัญชาตญาณแห่งชีวิตและสัญชาตญาณแห่งความตาย—เป็นสองสัญชาตญาณหลักที่ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ได้กล่าวไว้
ถ้ามองในมุมนี้ แรงขับเคลื่อนสู่ความตายของเชี่ยซือก็นับว่ารุนแรงเอาการไม่ใช่หรือ? ภายนอกแสดงออกเป็นความเย็นชาต่อผู้อื่น ภายในกดทับความรู้สึกและมีความคิดอยากตาย
"แล้วทำไมเจ้าไม่ฆ่าตัวตายล่ะ?" สวีหลินถามออกไปตรงๆ
"ก็เพราะข้ากลัวเจ็บน่ะสิ"
เชี่ยซือยกมือปิดปากมองสวีหลินด้วยความตกใจ ราวกับไม่เข้าใจว่าเขาถามคำถามโง่เง่าพรรค์นั้นออกมาได้อย่างไร
"ในทางกลับกัน ถ้าข้ากำลังจะโดนแทงตาย ข้าก็คงขี้เกียจจะดิ้นรนเหมือนกัน เหตุผลเดิมคือข้ากลัวเจ็บ"
สวีหลินเคยได้ยินการทดลองทางความคิดอันหนึ่ง: หากความตายทำได้ง่ายดายเหมือนการกดปุ่มลบไอดี จะมีคนเลือกฆ่าตัวตายมากขึ้นหรือไม่?
"เลิกคุยเรื่องน่าเบื่อพวกนี้ได้ไหม?"
เชี่ยซือตักข้าวต้มใส่ถ้วย ยื่นให้สวีหลินพร้อมรอยยิ้ม นางตักให้ตัวเองอีกถ้วยแล้วมานั่งข้างๆ ชวนคุยสัพเพเหระระหว่างกิน
"เจ้ารู้ไหม? เมื่อไม่กี่วันก่อนคุณหนูไปร่วมงาน 'ชุมนุมกวีวสันตฤดู' ที่ลูกสาวเจ้าเมืองจัดขึ้น ได้ยินว่าเชิญคุณชายและคุณหนูตระกูลดังทั่วเมืองไปร่วมงานเพียบเลย..."
สวีหลินมองชามข้าวต้มรวมมิตรใบโตในมือ วัตถุดิบ ที่ใช้ปรุงเป็นเพียงเศษอาหารเหลือๆ นำมาต้มรวมกันโดยไม่ผ่านการเตรียมการใดๆ ข้าวก็เป็นข้าวเก่า แต่ถูกเคี่ยวจนข้นคลั่ก
ปากบอกว่าไม่มี แต่สุดท้ายนางก็ทำเผื่อเขา ผู้หญิงปากไม่ตรงกับใจ
หูฟังเสียงเชี่ยซือเจื้อยแจ้วเรื่องงานชุมนุมกวีวสันตฤดู สวีหลินพยายามกล้ำกลืนก้อนแป้งเหนียวหนืดในปากลงคออย่างยากลำบาก
รสชาติแย่มาก ประสบการณ์การกินแทบหาความรื่นรมย์ไม่เจอ
ชาติที่แล้วสวีหลินไม่ค่อยกินข้าวต้ม ถึงกินก็เป็นพวกโจ๊กเนื้อเนียน ข้าวต้มหวาน หรือโจ๊กผัก แต่ข้าวต้มรวมมิตรชามนี้ข้นจนตะเกียบปักตั้งตรงได้ ไม่มีการปรุงรส วัตถุดิบคุณภาพต่ำ หน้าตายิ่งดูไม่ได้
สวีหลินฝืนกลืนข้าวต้มที่เชี่ยซือทำให้ทีละคำๆ ไม่ใช่ว่าเขาเรื่องมาก แต่สัญชาตญาณของกระเพาะอาหารทำให้ลำคอเกิดอาการต่อต้าน
"ฝีมือทำอาหารของข้าแย่มาก เจ้าไม่ต้องฝืนกินก็ได้นะ" เชี่ยซือหลุบตาลงเหลือบมองสวีหลินแล้วเอ่ยขึ้น
สวีหลินส่ายหน้าแล้วตักข้าวต้มยัดเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง
เขาว่ากันว่าต่อมรับรสของคนเราดื้อรั้นกว่าสิ่งใด อาการคิดถึงบ้านมักเริ่มต้นที่กระเพาะอาหาร สวีหลินนึกถึงซุปฟักทองที่แม่เคยทำให้กินจับใจ
ความโศกเศร้าที่ถูกกดข่มไว้อย่างยากลำบากราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกกดลงใต้น้ำ จู่ๆ ก็ดีดตัวกลับขึ้นมาสู่ผิวน้ำอีกครั้ง
สวีหลินข้ามมิติมาแล้ว
เขาตระหนักได้จริงๆ แล้วว่าเขาข้ามมิติมาแล้ว
ทุกสิ่งที่คุ้นเคยจากไปตลอดกาล แทนที่ด้วยชะตากรรมใหม่ที่ไม่อาจล่วงรู้ สิ่งของที่กระเพาะไม่คุ้นชิน ผู้คนแปลกหน้า เหตุการณ์ประหลาด
ด้วยการกลืนข้าวต้มชามนี้ลงไป เขาจะลืมเลือนทุกสิ่งในอดีต ผู้ที่มัวเมาในฝันวันวานมีแต่จะต้องจมน้ำตาย
เชี่ยซือเริ่มรู้สึกว่าเจ้าหมอนี่ที่กำลังฝืนกินข้าวต้มฝีมือนางทั้งน้ำตาคลอเบ้าช่างดูน่าเวทนา
ทีแรกเขาเข้ามาช่วยเพราะสงสารนาง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขามานั่งซึ้งใจจนร้องไห้เสียเอง ช่างเป็นคนประหลาดแท้
บางทีเขาอาจจะเป็นคนประเภทเดียวกับนาง? ดวงวิญญาณโดดเดี่ยวที่ถูกสวรรค์ทอดทิ้ง
เชี่ยซือตัดสินใจชวนคุยเรื่องสุ่มๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของชายตรงหน้า
"ไม่ใช่ว่าคุณหนูเคยบ่นถึงบทกวีอมตะอะไรนั่นให้ฟังหรอกหรือ? ประมาณว่า 'กวนซานยากข้ามพ้น ใครเล่าจักเห็นใจคนหลงทาง'... แล้ววรรคต่อไปว่าอย่างไรนะ?"
"พานพบดั่งแหนลอย ล้วนเป็นอาคันตุกะต่างถิ่น"
"อ้อ ใช่ๆ ประโยคนั้นแหละ เจ้านี่มีความรู้ดีจัง ต้องเข้าใจกาพย์กลอนเป็นแน่
เอ๊ะ? อย่าร้องไห้สิ... โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง..."
ขณะที่ดึงตัวสวีหลินเข้ามากอดปลอบโยน เชี่ยซือที่ทำตัวไม่ถูกก็สบเข้ากับสายตาจริงใจของสวีหลิน
"เสี่ยวซือ เป็นแม่ให้ข้าได้ไหม?"
"?"