เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44 ศิลาภาษาดวงดาว

ตอนที่ 44 ศิลาภาษาดวงดาว

ตอนที่ 44 ศิลาภาษาดวงดาว


“หินภาษาดวงดาว?” ถังเทียนและอาโมรี่เบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้ในงานชุมนุมวิทยายุทธเมืองซิงฟงคราวนี้ พวกเขาได้รับรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆและยังได้ยินสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ในหมู่ดาวแต่ละกลุ่มจะกำเนิดหินวิญญาณที่มีลักษณะเฉพาะตัวก้อนหนึ่งพลังปราณและหมู่ดาวจะรวมเป็นหนึ่ง เพียงแค่แกครอบครองมันแกก็จะผสานเป็นหนึ่งเดียวกับหมู่ดาวบางคนคาดเดาว่ามันเป็นแหล่งที่มาของสมบัติดวงดาว แต่นี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นเมื่อแกมีหินภาษาดวงดาว แกสามารถปรับสร้างสถานที่ของแกได้ อำนาจของหินภาษาดวงดาวจะปกคลุมโดยรอบอย่างน้อยสองร้อยลี้และจะไม่ถูกโจมตีโดยสัตว์อสูร” ผู้เฒ่าเว่ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ด้วยความเคารพต่อหมู่ดาว สถานที่ปลอดภัยเพื่อความก้าวหน้ามันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งถ้าพวกเรามีหินภาษาดวงดาวแล้ว พวกเราก็สามารถที่จะคว้าอันดับหนึ่งได้”

“อา งั้นทางที่ดีพวกเราควรรีบเร่งตามหาหินภาษาดวงดาวกัน!” ถังเทียนยกมือของเขาทั้งสอง

อาโมรี่ก็ตะโกนเช่นเดียวกัน “อันดับหนึ่ง! อันดับหนึ่ง!”

ผู้เฒ่าเว่ยยังคงนิ่งอยู่ “พวกแกทั้งสองไม่รู้หรือว่าสำนักเทียนจิง เป่ยเยี่ยนและเหมิ่งโซ่วต่างก็ตามหาหินภาษาดวงดาวเหมือนกัน? ถ้าพวกเราจะต้องตัดสินใจเช่นเดียวกับพวกเขาพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาอย่างแน่นอน งานชุมนุมวิทยายุทธปกติได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์ในตอนนี้ คู่ต่อสู้แต่ละคนที่แกจะพบต่างอันตรายยิ่งนักถ้าหากมีโอกาสพวกเขาจะไม่ลังเลเลยที่จะสังหารแก! นี่ไม่ใช่การแข่งขันแล้วแต่มันเป็นการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย”

รอยยิ้มของถังเทียนจางหายไป เขาพยักหน้า “ฉันรู้แล้ว แต่แล้วอย่างไงล่ะ? อย่าบอกฉันนะว่าพวกเราควรจะถอย? ฉันไม่ต้องการถอย! ฉันต้องการเป็นที่หนึ่ง!”

เขากำหมัดแน่นพลางจ้องมองไปยังผู้เฒ่าเว่ยอย่างจริงจัง และกล่าวชัดถ้อยชัดคำ“ไม่ว่าจะอันตรายเพียงใด ฉันต้องการที่จะเป็นที่หนึ่ง!”

“ฉันเห็นด้วยกับถังพื้นฐาน!” อาโมรี่กล่าว

ผู้เฒ่าเว่ยสังเกตทั้งสองเป็นเวลานามพลางหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าฮ่าที่จริงแล้ว ฉันก็คาดคิดไว้แล้วเชียว! ว่าแกทั้งสองต่างฮึกเหิมกันเพียงใด! แม้แต่หัวใจที่สงบของฉันจะต้องเต้นไปพร้อมกับแก!งั้นก็ลุยกันเลย! ไปคว้าอันดับหนึ่งกัน!”

“วู้ฮู้!”

“ไชโย!”

ทั้งสองยกแขนของพวกเขาแสดงความร่าเริง

“หึหึ!” มุมปากของผู้เฒ่าเว่ยคดโค้งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “เนื่องจากพวกเราตัดสินใจที่คว้าอันดับหนึ่งนี้อย่างนั้นพวกเราจะต้องรีบเร่ง ในฐานะผู้อาวุโส ให้ฉันได้บอกมือใหม่อย่างพวกแกทั้งสองถึงวิธีการที่จะค้นหาหินภาษาดวงดาว”

มีสิ่งของชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นมาภายในมือของเขา เป็นวัตถุทรงกลมสีดำแต่ด้านนอกของวัตถุทรงกลมเป็นรางเลื่อน ด้านบนแกะสลักเป็นรูปแบบที่ซับซ้อนมีเข็มหนึ่งอันที่ดูคล้ายเป็นเข็มทิศติดอยู่ด้านนอกของรางเลื่อน

ถังเทียนพบว่าผู้เฒ่าเว่ยช่างน่าทึ่งยิ่งนัก เขามีสิ่งของแปลกๆมากมายดังนั้นเขาก็ชี้ไปที่มันพลางกล่าวถาม “นี้คืออะไร? เป็นสมบัติดวงดาวเช่นเดียวกันหรือ?”

“ถูกต้อง!” ปรากฏประกายแสงเยือกเย็นบนดวงตาของผู้เฒ่าเว่ย “เป็นสมบัติดวงดาวของหมู่ดาวเซกซ์แทนต์สมบัติขั้นเหล็กเรียกว่าเครื่องวัดสั่นสะเทือน เซกซ์แทนต์เป็นหมู่ดาวที่ซ่อนอยู่ระหว่างหมู่ดาวเจมินี่และหมู่ดาวไฮดราแกยังคงจำกระบอกตาแท้ ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่? ที่มาจากหมู่ดาวกล้องจุลทรรศน์ ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของหมู่ดาวแคปริคอร์นระหว่างหมู่ดาวนกกระเรียนและหมู่ดาวซาจิทาเรียสสมบัติดวงดาวของหมู่ดาวเซกซ์แทนต์และหมู่ดาวกล้องจุลทรรศน์เกือบทั้งหมดต่างใช้สำหรับการอำนวยความสะดวกและไม่ค่อยใช้ในการต่อสู้อย่างไรก็ตามไม่ควรดูแคลนสมบัติดวงดาวของหมู่ดาวดังกล่าว แกจะได้รู้ในอนาคตว่าสมบัติดวงดาวที่อำนวยความสะดวกเช่นนี้มักจะมีประโยชน์มากกว่าพวกที่ใช้ในการต่อสู้เสียอีก”

ถังเทียนและอาโมรี่ต่างกระตือรือร้นในการฟังและตระหนักได้ว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนักและก็ลึกซึ้งอย่างมากและน่าสนใจอย่างยิ่งกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการถึง

“เครื่องวัดสั่นสะเทือนช่วยให้สามารถตรวจจับคลื่นพลังโดยรอบระยะหนึ่งร้อยลี้คลื่นพลังปราณแท้จริง สมบัติ และ วิญญาณขุนพล” ผู้เฒ่าเว่ยอธิบายขณะที่เขากระตุ้นปราณแท้จริงลงไปในเครื่องวัดสั่นสะเทือนภายในมือของเขา

เครื่องวัดสั่นสะเทือน เริ่มเลื่อนและชี้ไปในทิศทางหนึ่งแล้วสั่นอย่างต่อเนื่อง

“หือ?” แววประหลาดใจฉายอยู่ภายในดวงตาของผู้เฒ่าเว่ย

“เกิดอะไรขึ้น?” ถังเทียนถามอย่างร้อนใจ

“มียอดฝีมือที่ทรงพลังกำลังต่อสู้กันอยู่ ก่อเกิดคลื่นพลังปราณแข็งแกร่ง”ท่าทางของผู้เฒ่าเว่ยกลายเป็นแปลกประหลาด เขาพลันลุกขึ้นยืน ปิดตาของเขาลงและอ้าแขนทั้งสองรับลมยามราตรี เพียงชั่วคู่ เขาก็ลืมตาของเขาขึ้นและส่ายหัว“อย่าได้สนใจพวกเขาเลย”

ผู้เฒ่าเว่ยปรับเครื่องวัดสั่นสะเทือน อีกคราคราวนี้เข็มก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

“เดินไปทางนี้”

ทั้งสามเก็บกระโจมของพวกเขาและเริ่มติดตามผู้เฒ่าเว่ย เกาะกลุ่มเดินไปข้างหน้า

พวกเขามิได้พบเจออันตรายใดภายในยามค่ำคืน ความเร็วของพวกเขารวดเร็วยิ่งและบางครั้งผู้เฒ่าเว่ยก็จะหยิบเครื่องวัดสั่นสะเทือนออกมาเพื่อตรวจสอบทิศทาง

ยามเมื่อถึงเวลาเช้า ราวกับว่าท้องฟ้าถูกทาด้วยสีหลากสีปรากฏอยู่บนเหนือหัวของพวกเขาทั้งสาม ทั้งสามมิได้รู้สึกเหนื่อยล้าแม้ว่าพวกเขาจะต้องเดินมาตลอดทั้งคืน พวกเขายังคงมีพลังเช่นปกติ ทันใดนั้นเปลือกตาของถังเทียนก็กระตุกและชี้ไปยังที่หนึ่งไกลออกไป “มีผู้คนอยู่ที่นั่น!”

ผู้เฒ่าเว่ยมองไปโดยเร็วพลางถอนสายตากลับมา “เป็นพวกสถาบันเทียนจิง สมบัติดวงดาวของพวกเขาดีกว่าของฉันมากนักไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะพบมัน”

“โอ้” ถังเทียนร้องตอบ

“พวกเขามีสมบัติดวงดาวมากมายได้อย่างไรกัน?” อาโมรี่กล่าวถามด้วยความสับสน “เมื่อฉันอยู่สถาบันเหมิ่งโซ่วฉันไม่เคยได้ยินว่าสถาบันฉันมีสมบัติดวงดาวเลย”

“แกสามารถซื้อพวกมันได้ตราบที่แกร่ำรวยพอ ขั้นเหล็กหรือทองแดงของสมบัติดวงดาวสามารถหาซื้อได้ที่ตลาดฉันได้ยินมาว่าสามารถซื้อได้กระทั่งสมบัติขั้นเงินเช่นเดียวกัน เพียงแต่ฉันมิเคยพบเห็นมาก่อนส่วนแกก็เป็นปกติที่แกจะไม่รู้ว่าสมบัติดวงดาวขั้นเหล็กเป็นสิ่งล้ำค่าจุดสำคัญมันอยู่ที่ว่าสถานที่อย่างหมู่ดาวอู่อันนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะหาซื้อมาได้”

ในที่สุดถังเทียนและอาโมรี่ก็เข้าใจ

“ไปกันเถอะ ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคล” ผู้เฒ่าเว่ยกล่าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ

เป็นที่แน่ใจแล้ว เมื่อพวกเขาก้าวไปข้างหน้า ผู้คนโดยรอบพวกเขาก็รีบเร่งเช่นเดียวกันภายในทะเลหญ้าเมฆม่วงอันกว้างใหญ่นี้ เหล่านักสู้เปรียบเป็นดังแพะปราดเปรียววิ่งไปบนพื้นดิน

ทันใดนั้นเอง ยอดเขาสีแดงที่สูงและยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นภายในสายตาของผู้คนทุกคนที่กักตุนพลังปราณของพวกเขาไว้ก็เพิ่มความเร็วในการย่างก้าวของพวกเขารีบวิ่งไปยังยอดเขา

ถังเทียนและอีกสองคนก็เร่งขึ้นเช่นเดียวกัน

สองชั่วโมงต่อมา ทั้งสามก็มาถึงสถานที่ของภูเขาหิมะในที่สุด ผู้เฒ่าเว่ยมองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านขึ้นไปบนท้องฟ้ายอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะ ภูเขาสีแดงเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งเขาเคาะไปบนเศษหินสีแดงและวางมันในกระบอกตาแท้

“หินนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้ วิธีใช้ก็ไม่ทราบ”

ผู้เฒ่าเว่ยตกตะลึง

อาโมรี่ชี้ไปยังที่หนึ่งใกล้ๆ “ดูนั่น มีหุบเขาอยู่”

หลายคนต่างมองเห็นหุบเขาและต่างวิ่งไปยังหุบเขาอย่างเร่งรีบทั้งสามก็ต่างเร่งรีบเช่นเดียวกัน ปากทางเข้าหุบเขาไม่ใหญ่นัก กว้างราวเจ็ดถึงแปดเมตรและล้อมรอบไปด้วยหินสีแดง

“ระวังให้ดี อย่าให้ใครลอบโจมตีจากด้านหลังแกได้” ผู้เฒ่าเว่ยพึมพำ

ถังเทียนและอาโมรี่กลับกลายเป็นระวังตัวแจหลังจากที่ได้ยิน

หุบเขาลึกมากและซ่อนเร้นอย่างยิ่งเกินกว่าที่พวกเขาจะคาดถึง พวกเขาวิ่งไปเส้นตรงเป็นเวลานานก่อนที่จะถึงสุดทางของหุบเขา

ถังเทียนและอาโมรี่อ้างปากกว้าง พลางมองไปยังทิวทัศน์ที่เลิศเลอด้วยอาการงุนงงง

หน้าผาสีแดงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกเขา หน้าผาสูงมากและราบรื่นราวกับมีคนขัดมันสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างที่สุดสำหรับถังเทียนและอาโมรี่ คือหน้าผามีถ้ำมากมายมันหนาแน่นไปหมด และแต่ละถ้ำก็ถูกปกคลุมไปด้วยแสงเป็นชั้นๆแสงเหล่านี้มีหลากสีสันและดูคล้ายกับเป็นฟองอากาศที่มีสีสันห้อยลงมาจากหน้าผา

ถังเทียนมองไปยังท้องฟ้า ขณะที่ดวงตะวันส่องแสงแรงกล้า สีสันก็เริ่มจากหายไป

“มันคือวงกตวิญญาณ!” ผู้เฒ่าเว่ยดูเคร่งเครียด

“วงกตวิญญาณ?” ถังเทียนและอาโมรี่พลางมองหน้ากันนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องแบบนี้

“สมบัติดวงดาว หินภาษาดวงดาว และสมบัติอื่นมักจะแผ่พลังงานรอบๆพวกมัน พลังงานนี้กำเนิดมาเป็นเวลาหลายแสนปีแล้วยามเมื่อมันรวมเป็นหนึ่งกับสภาพแวดล้อม นั่นเป็นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า วงกตวิญญาณ”ผู้เฒ่าเว่ยจ้องมองลึกเข้าไป “ดูเหมือนว่าหินภาษาดวงดาวจะอยู่ภายในนั้น”

“งั้นเส้นทางใดที่พวกเราควรจะเข้าไป?” ถังเทียนมองไปยังแสงสีรุ้งและตกอยู่อาการงุนงง “นี้มันมากมายนัก!”

“พวกเราได้แต่หวังพึ่งพาโชคแล้ว” ผู้เฒ่าเว่ยเหยียดแขนของเขา

“ใครจะเป็นคนเลือก?” อาโมรี่มองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า

“งั้นมาตัดสินด้วยการเป่ายิงฉุบ!” ถังเทียนกล่าว

“เฮ้ เฮ้ ผู้เฒ่าผู้รอบรู้เช่นฉันจะมิมีวันเล่นเกมเด็กๆดังกล่าวกับเด็กน้อยเช่นพวกแกแน่”ผู้เฒ่าเว่ยดูคล้ายรังเกียจ

“เด็กๆ? นี้มันเห็นได้ชัดว่าเป็นการต่อสู้ด้วยความรวดเร็วของนิ้ว!ถ้าหากปู่เกรงกลัวที่จะแพ้ ปู่สามารถกล่าวออกมาได้เลย อย่าได้กังวล ฉันรู้หรอก ปู่แก่แล้วและการตอบสนองก็ช้าลงฉันสามารถเข้าใจได้…” ถังเทียนตอกหน้า

ผู้เฒ่าเว่ยจ้องมอง “ฉันชราแล้ว? การตอบสนองของฉันช้า? เหลวไหล! มาเถอะ! ให้ฉันได้แสดงให้พวกทารกน้อยเช่นพวกแกได้รู้ถึงคำกล่าวที่ว่า‘ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด!’ ฉันมีประสบการณ์เป่ายิงฉุบ มากว่าสามสิบปี…”

หลังจากการต่อสู้ที่ยากลำบาก ทั้งสองก็มองดูด้วยความเหลือเชื่อ อาโมรี่เดินไปยังหน้าผา

“ทำไมเขาถึงชนะได้?” ถังเทียนกล่าวถามอย่างสับสน

“นั่นสิ ทำไมกัน?” ผู้เฒ่าเว่ยตกตะลึงเช่นเดียวกัน

อาโมรี่ชี้ไปอย่างลวกๆ ที่แสงสีเหลือง “นี้ ฉันชอบสีนี้”

“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกจะชอบสีสันที่สดใสเช่นนี้” ผู้เฒ่าเว่ยกลับมาเป็นเช่นปกติของเขาเพื่อปกปิดอาการในก่อนหน้านี้

“ถูกต้อง!” อาโมรี่กำหมัดองเขาพลางตะโกนอย่างจริงจัง “สีเหลืองคือสีที่ดุดัน ฉันชอบความดุดัน!โว้ว ฉันต้องการความรุนแรง ฉันต้องการความรุนแรง หมายความว่าฉันต้องการสีเหลือง!วู้ฮู้! ให้เป็นสีเหลืองที่ดุดัน!”

มุมปากของผู้เฒ่าเว่ยกระตุก ขณะที่ถังเทียนปกปิดใบหน้าด้วยมือของเขา

ดวงตารอบๆพวกเขาหันมาอย่างช้าๆ เหล่าสตรีมองไปยังพวกเขาด้วยท่าทางดูแคลนและรังเกียจ

ถังเทียนและผู้เฒ่าเว่ยรีบเร่งเข้าไปภายในถ้ำที่ปกคลุมไปด้วยสีเหลืองอย่างรวดเร็ว

วูบ

เมื่อพวกเขาเข้ามาภายในถ้ำ ทั้งสามรู้สึกถึงแรงดึงดูดมายังพวกเขา ไม่แม้แต่กระทั่งมีเวลาตอบสนองพวกเขาก็ถูกดูดลึกเขาไปภายในถ้ำโดยพลังอันแข็งแกร่งที่น่าทึ่ง

“โว้ว โว้ว…”

ทั้งสามร้องโวยวายดังก้องภายในถ้ำ

ในขณะมึนงง พวกเขามิรู้ว่าถูกลากไถลมาไกลเพียงใด ตุ้บ!ถังเทียนตกลงอย่างแรงบนหินแข็ง

ถังเทียนร้องจ๊ากด้วยความเจ็บปวดพลางลืมตาของเขาด้วยอาการงุนงงเขาเหวี่ยงตัวคลานขึ้นมา ประสบการณ์เมื่อครู่ช่างน่ากลัวนักหัวเข่าของเขาปวดล้าและสติของเขาก็มึนงงไปหมด

หือ?

ยามเมื่อถังเทียนกลับมาเป็นปกติ เขามองไปรอบๆเขา ผู้เฒ่าเว่ยอยู่ที่ใดกัน? แล้วอาโมรี่อยู่ที่ไหน?

ถ้ำนี้มีขนาดเท่ากับสนามสี่เหลี่ยม รอบตัวเขาปรากฏมีถ้ำสี่ถ้ำแต่ละถ้ำห้อมล้อมไปด้วยแสงสีแดง ขาว และดำ ภายในถ้ำที่ใหญ่นี้ เขาอยู่เพียงลำพัง

ในขณะนั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ถังเทียนก็รีบเร่งตะโกน “ผู้เฒ่า วัวแมงวัน!”

มีเงาร่างหนึ่งเดินออกมาจากถ้ำที่ห้อมล้อมไปด้วยแสงสีขาว

“ถังเทียน ฉันคาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นนาย”

จบบทที่ ตอนที่ 44 ศิลาภาษาดวงดาว

คัดลอกลิงก์แล้ว