เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 43 ทุ่งหญ้าม่วง

ตอนที่ 43 ทุ่งหญ้าม่วง

ตอนที่ 43 ทุ่งหญ้าม่วง


เบื้องหลังประตูกางเขนเป็นที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งหญ้าสีม่วง

ที่ใต้เท้ามีหญ้าสีม่วงเติบโตอยู่ในทุกหนแห่ง และเมื่อมองไปรอบๆ ตัวดูเหมือนจะคล้ายกับทะเลสีม่วงมองสุดสายตาไม่มีสิ้นสุด ถังเทียนและอาโมรี่อ้าปากค้างด้วยความตกใจขณะมองดูภาพนั้น

“โห โห โห งดงามมาก”  อาโมรี่ไม่อยากเชื่อตาตนเอง  ขณะที่เขาตะลึงมองทุ่งหญ้าข้างหน้าอย่างโง่งม

“น่าอัศจรรย์จริงๆ” ถังเทียนมีสีหน้าตกตะลึงเช่นกัน

ผู้เฒ่าเว่ยเป็นคนแรกที่กลับได้สติ เมื่อเขาถอนใบหญ้าออกมาทันที จากนั้นไม่นาน เขามีกระบอกเล็กๆในมือและใช้มันกราดใส่ไปตามหญ้า  ก่อนที่เขาจะถอนหายใจกล่าวว่า“ไม่มีพิษ”

“นั่นอะไรหรือ?” ถังเทียนชี้ไปที่กระบอกเล็กๆ ในมือของผู้เฒ่าเว่ย

“กระบอกตาแท้ เป็นสมบัติดวงดาวชั้นเหล็กของหมู่ดาวกล้องจุลทรรศน์” ผู้เฒ่าเว่ยกล่าพลางยื่นกระบอกเล็กให้ถังเทียนดู

ถังเทียนรับมา ทันทีที่มันอยู่ในมือ ก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักหนักและมีชิ้นส่วนเล็กๆของแก้วอยู่ภายในถังเทียนเลียนแบบการกระทำของผู้เฒ่าเว่ยและถอนหญ้าม่วงขณะที่เขาวางมันเข้าไปข้างในและพบว่ามีตัวอักษรปรากฏขึ้นมาบนแผ่นแก้ว

“หญ้าเมฆม่วง, ไม่มีพิษ วิธีใช้ – ไม่ทราบ”

“โห โห โห! ไอ้ของนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ” ถังเทียนอุทานด้วยความประหลาดใจ

“ขอดูหน่อย ให้ฉันดูบ้าง”  อาโมรี่ยื่นมือแย่งออกมา

“นี่คือสมบัติดวงดาวแน่นอน” ผู้ดฒ่าเว่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม“มันเป็นรางวัลจากสงครามที่ฉันได้ตอนยังหนุ่ม เป็นไงล่ะ น่าประทับใจใช่หรือไม่? โอว ใช่แล้ว อาวุธเหล็กดำของหมู่ดาวเตาหลอมแม้ว่าจะไม่ใช่สมบัติดวงดาว ถ้าหากพวกแกใช้ได้เหมาะสมพวกมันก็จะทรงพลังเป็นอย่างมาก”

พวกเขาทั้งสองตั้งใจฟังในทันที

“ดาวเตาหลอมเป็นกลุ่มดาวที่ค่อนข้างแปลกและเป็นกลุ่มดาวแห่งเดียวที่ปราศจากสมบัติดวงดาวผู้คนของดาวเตาหลอมมีความรอบรู้ในเรื่องการหลอมและพวกเขาใช้แร่พิเศษของกลุ่มดาวเตาหลอมที่เรียกว่า ‘แผ่นเตาหลอม’เพื่อเพิ่มการถลุงของพวกเขาและได้รับกลุ่มอาวุธที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ” ผู้เฒ่าเว่ยเริ่มอธิบายว่า“ฉะนั้น อาวุธของดาวเตาหลอมก็เหมือนกับสมบัติดวงดาวนี้เองลองกระตุ้นปราณของพวกแกลงไปในอาวุธ แล้วก็อัญเชิญพวกมันดู”

“ฟังดูงี่เง่าไปหน่อย...” ถังเทียนทำปากยื่นแต่เขายังคงลองกระตุ้นปราณของเขาลงไปในถุงมือเหล็กดำ ขณะที่เขาเงยหน้าของเขาจะถาม“จะอัญเชิญได้อย่างไรกัน?”

“เอ..นี่ ฉันไม่แน่ใจเหมือนกัน” ผู้เฒ่าเว่ยตอบด้วยท่าทางที่ไม่น่าไว้ใจ

ถังเทียน  “.........”

เมื่อยามที่ถังเทียนรู้สึกว่าผู้เฒ่าเว่ยจะต้องหลอกเขาเป็นแน่เขาก็รู้สึกได้เล็กน้อยกับการเชื่อมต่อระหว่างถุงมือเหล็กดำของเขาอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้เฒ่าเว่ยมิได้ล้อเล่น?

ถังเทียนลองอัญเชิญดู ขณะที่เขารวบรวมความกล้าของเขา ก็เรียกออกมาเบาๆ “เตาหลอม”

พรึ่บ!

จู่ๆ เปลวเพลิงสีแดงก็ปรากฏออกมาจากถุงมือและถุงมือของถังเทียนก็ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงแดง อย่างไรก็ตามถังเทียนมิได้รู้สึกร้อนเลยกลับกลายเป็นหญ้าม่วงใต้เท้าของเขาเริ่มที่จะแห้งเหี่ยวราวกับพวกมันสูญเสียความชุ่มชื้น

ถังเทียนจ้องมองถุงมือเหล็กดำที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงของเขาอย่างโง่งม

เขาช่างเหมาะสมกับชื่อจริงๆ

ผู้เฒ่าเว่ยมีนัยน์ตาเป็นประกายแปลกใจวูบหนึ่ง

อาโมรี่มองดูและลองเลียนแบบถังเทียนขณะที่เขาเรียกเช่นเดียวกันต่อหน้าดาบยาวเหล็กดำของเขา “เตาหลอม”

พรึ่บ!เปลวเพลิงพุ่งออกมาจากดาบ และอาโมรี่มองดูราวกับเขากำลังถือดาบเพลิงสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น “โอ้ ว้าว! ทรงพลังเป็นบ้า!”

เจ้าตัวแสบสองคนนี่...

คิ้วของผู้เฒ่าเว่ยกระตุก

เขากระแอมเบาๆ “มันเรียกว่าเพลิงเหล็กดำซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของอาวุธดาวเตาหลอม อย่างไรก็ตามมีเพียงไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับมัน ในอนาคต พวกแกทั้งสองจะต้องเจอศาสตราวุธต่างๆสมบัติลี้ลับ แกจะต้องจดจำไว้ว่า มีเพียงการยอมรับจากพวกมันแล้วเท่านั้นเจ้าจึงจะสามารถใช้ออกด้วยพลังแท้จริงของพวกมัน ในอดีตฉันเป็นกังวลว่าพวกแกอาจจะพึ่งพาพลังของมันมากเกินไป เพียงแต่ในตอนนี้…”

ผู้เฒ่าเว่ยเงยหน้าของเขาขณะที่เขาสำรวจไปรอบๆที่ราบกว้างใหญ่ของหญ้าสีม่วงก่อนที่จะกล่าวอย่างจริงจัง “พวกแกทั้งสองต้องระวังตัวไว้”

ตลอดที่ราบกว้างใหญ่ ปรากฏเงาเลือนลางของผู้คนอื่นบางคนมีวิชาตัวเบาอันน่าเหลือเชื่อ ขณะที่สามารถมองเห็นเป็นเพียงจุดสีดำ

“เราควรจะรีบไหม?”  อาโมรี่ยังสังเกตมองดู

“เร่งรีบ? แกจะต้องจำไว้ว่าภายในสถานที่ต่างแดน แกจะต้องไม่รีบเร่งส่งเดช” ผู้เฒ่าเว่ยดูคล้ายเป็นผู้รอบรู้ขณะที่เขามองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า“ความต่างของเวลาในที่นี้และเมืองซิงฟงประมาณเจ็ดชั่วโมง น่าจะมืดในเร็วๆนี้พวกเราจะต้องหาสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อจะพักแรมในยามราตรี”

พวกเขาพลันเห็นผู้เฒ่าเว่ยกระทำบางอย่างเหมือนเล่นกล และภายในมือของเขาก็ปรากฏเรือน้อยน่ารักลำหนึ่ง  เรือมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือของเขา แต่ดูงดงามและมีลายละเอียดชัดเป็นเรือที่แล่นได้อย่างโดดเด่น ผู้เฒ่าเว่ยถ่ายปราณส่วนหนึ่งเข้าสู่เรือและพวกเขาก็เห็นว่าเรือที่กำลังแล่นอยู่ขยับ ก่อนที่จะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

“เรือวารีนำทาง สมบัติดวงดาวชั้นเหล็กจากหมู่ดาวใบเรือ” ผู้เฒ่าเว่ยอธิบายต่อ“มันมีความสามารถเพียงอย่างเดียว ค้นหาแหล่งน้ำ ระยะห่างน่าจะอยู่ประมาณ 200 ลี้”

ถังเทียนและอาโมรี่ต่างรู้สึกหลงใหลในสมบัติต่างๆที่ผู้เฒ่าเว่ยนำออกมา

ผู้เฒ่าเว่ยเก็บเรือวารีนำทางของเขาและเดินนำข้างหน้า “ในฐานะรุ่นอาวุโส ฉันจะสอนสั่งเด็กใหม่ทั้งสองอย่างพวกแก  บางครั้งแม้ว่าจะเป็นเพียงสมบัติระดับต่ำและธรรมดาก็อาจใช้ช่วยชีวิตพวกแกได้”

“ปู่นี่ร้ายกาจนัก ปู่โกหกพวกเราว่าปู่ยากจนนี่!” สีหน้าของถังเทียนคล้ำ

อาโมรี่ควงดาบเหล็กดำของเขา ขณะที่เขาปลดปล่อยรังสีสังหาร “ปู่ใช้การ์ดเงินล่อลวงฉันมาที่นี้…”

“เอ่อ…” ผู้เฒ่าเว่ยดูเหมือนตระหนักได้กว่ากลเม็ดของเขาถูกเปิดโปงแล้วขณะที่เขากระแอมพลางหัวร่อ “ความจริง ฉันยืมของเหล่านี้มาจากสหาย ฮ่าฮ่า…”

“ไปตายซะ!…”

“ปู่กล้าหลอกลวงเด็กอย่างพวกเรา…”

ท่ามกลางการทะเลาะวิวาทของพวกเขา ความเร็วในการเคลื่อนไหวของพวกเขาก็รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อการเคลื่อนไหวของผู้เฒ่าเว่ยจะเร็วที่สุด และเขาดูเหมือนจะผ่อนคลายความเร็วของถังเทียนก็มิได้ช้านัก วิชาระดับสาม แปดก้าวไล่จับจั๊กจั่นของเขาไม่ได้ใช้ในการวิ่งเดินทาง แต่เส้นชีพจรปราณของเขานั้นแข็งแกร่งเขาสามารถที่จะรักษาความเร็วของเขาได้ ในทางตรงกันข้ามอาโมรี่มีรูปแบบที่แตกต่างเขาวิ่งด้วยขาก้าวยาวๆ ด้วยการเดินทางของทุกคน ทุกย่างก้าวของเขาจมลึกลงไปในโคลนขณะที่แต่ละย่างก้าวสามารถส่งเขาออกไปข้างหน้าหลายฟุต เสียงกึกก้องขณะที่เขาก้าวไปข้างหน้าเสียงนั้นพอที่จะทำให้ผู้คนตระหนกภายในเส้นทางของเขาอย่างโชคร้ายได้

“ถังเทียนแกได้เรียนรู้สิ่งใดบ้างเกี่ยวกับร่างกระเรียนที่สอง?” ผู้เฒ่าเว่ยถามขณะที่เขากำลังวิ่ง และพวกเขาล่วงลึกไปในดินแดนที่ราบอันกว้างใหญ่และไม่มีสัญญาณใดๆของผู้คนโดยรอบ

“ไม่เลย” ถังเทียนตอบกลับอย่างช่วยไม่ได้ “ร่างสองไม่ขยับเลยสักนิดไม่ว่าฉันจะทำยังไงก็ตามช่างมันเถอะ ฉันหวังว่า หมัดพิฆาตน้อยจะมีความก้าวหน้าบางอย่าง”

“ถังพื้นฐาน มาประลองกันสักครั้งเถอะ…” อาโมรี่กล่าว

“ระวัง!” ผู้เฒ่าเว่ยตะโกนทันที

เท้าของอาโม่หลี่กำลังเหยียบที่หญ้าหย่อมหนึ่ง ยามเมื่อได้ยินเสียงเตือนดังภายในใจฉันพลันเขาก็ทำตามคำเตือนของผู้เฒ่าเว่ย เขาชักเท้ากลับมา

ควั่บ!

เงาม่วงพุ่งออกมาจากพื้นดิน

อาโมรี่หดร่างของเขา และวาดดาบเหล็กดำภายในมือของเขาฟันเงานั้นอย่างคล่องแคล่ว

เงาขาดเป็นสองส่วน และตกลงไปบนพื้นหญ้า

อาโมรี่ยืมแรงของดาบที่เขาฟันออกไป ขณะที่ร่างของเขาก็เหินไปยังตำแหน่งที่ถังเทียนอยู่ถังเทียนยกมือของเขาขึ้นคว้าอาโมรี่ไว้ สีหน้าของเขาซีดขาวก่อนหน้านี้เขาได้กระทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ และในตอนนี้เขาก็คืนสติกลับมาแล้ว และตระหนักได้ว่าเฉียดฉิวเพียงไร

ท่าทางของผู้เฒ่าเว่ยจริงจังขณะที่เขาก้าวไปอย่างระวังไปยังตำแหน่งที่เงาสีม่วงหล่นลงไป

แล้วถังเทียนและอาโมรี่ก็มองเห็นรูปร่างของเงานั้น

เงาสีม่วงก่อนนั้นความจริงเป็นเถาวัลย์สีม่วงที่ไขว้พันกันรูปร่างมันคล้ายกระเป๋าสานกลม และภายในผนังกระเป๋ามีหนามแหลมคมเป็นซี่ๆถังเทียนและอาโมรี่ทั้งสองรู้สึกว่าหัวใจของพวกเขาเย็นเฉียบยามเมื่อเห็นมันถ้าพวกเขามิได้ระมัดระวังเพียงพอและถูกมันจับได้ พวกเขาก็คงจะ…

สีหน้าของอาโมรี่ขาวซีด

ผู้เฒ่าเว่ยหยิบเอา กระบอกตาแท้ และส่องไปที่เถาวัลย์พลางกล่าว “พวกแกจะต้องระมัดระวังไว้มันเรียกว่ากรงม่วง  อันตรายอย่างยิ่งหนามของมันเป็นพิษทำให้เป็นอัมพาต มีสารละลายภายในกระเปาะนั้น รากของมันมีค่าแต่พวกมันฝังอยู่ลึกอย่างมากในดิน ยุ่งยากเกินไป”

สีหน้าของพวกเขาต่างซีดเผือด  สีของกรงม่วงนี้เป็นสีเดียวกับหญ้าเมฆม่วงและมันก็ซ่อนตัวอยู่ภายในหญ้า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกแยะความแตกต่างของมันทะเลหญ้าม่วงนี้กลับกลายเป็นที่อันตรายในสายตาพวกเขายิ่งขึ้น

“ฉันมีวิธีการที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้” น้ำเสียงผู้เฒ่าเว่ยทุ้มลึกและคันเบ็ดก็ปรากฏมาภายในมือของเขา ที่บนปลายคันเบ็ดมีคางคกห้อยอยู่

คางคกร้องอย่างต่อเนื่องขณะที่ถังเทียนและอาโมรี่จ้องมองด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าผู้เฒ่าเว่ยวางแผนจะทำอะไร

เพียงแต่เห็นว่าผู้เฒ่าเว่ยก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวและขณะที่คันเบ็ดภายในมือของเขาก็ถูกเหวี่ยงออกไป เงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายในพงหญ้า

“ฮะ!” โดยไม่ต้องชักดาบออกจากฝักของเขา เขาก็เหวี่ยงฝักดาบของเขาและเงาร่างสีม่วงก็ถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วน หล่นลงท่ามกลางพื้นหญ้า

ถังเทียนและอาโมรี่จ้องมองอย่างตื่นตะลึง นี่มันเป็นไปได้หรือ…

หลังจากนั้นไม่นาน

มือของถังเทียนก็ถือคันเบ็ดไว้เจ็ดหรือแปลดคัน รวบถือไว้รวมกันแต่ละคันห้อยไว้ด้วยคางคก เสียงร้องดังไม่หยุด ขณะที่เขาพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้ดูสง่างามอาโมรี่จับดาบของเขาเตรียมพร้อม จ้องมองไปรอบๆ และผู้เฒ่าเว่ยมองดูอย่างเฉื่อยชาอยู่ด้านหลัง

ทันใดนั้นก็มีเงาพุ่งวาบออกมาจากทุ่งหญ้า และอาโมรี่ก็ฟันไปข้างหน้ากวัดแกว่งด้วยดาบของเขา

“ดูวิชาวัวคลั่งของฉันเสียก่อน!”

และเงาสีม่วงก็ปรากฏขึ้นอีก

“ลิ้มรสดาบสายลมของฉันเป็นไง!”

“ดูดาบสังหารคางคกของฉันสิ!”

พวกเขาทั้งสองผสานงานร่วมกันเป็นอย่างดี และพวกเขาก็มีความคืบหน้ารวดเร็วอีกครั้ง

หลังจากเดินมาประมาณสี่ชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็พบแหล่งน้ำ เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ปรากฏในสายตาของพวกเขา ดูราวกับเป็นเพชรสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ส่องประกายระยิบระยับเกินเปรียบขณะที่พวกเขาเข้าใกล้ทะเลสาบ พวกเขาก็พบเห็นสิ่งมีชีวิตมากมายหลายรูปแบบวานรที่มีปีกกำลังบินอยู่ กิ้งก่าที่ดูคล้ายปลา และนกที่มีหลากสีสันมากมายเหินบินข้ามผ่านทะเลสาบ

มีก้อนหินสีขาวอยู่มากมายรอบๆทะเลสาบ ขณะที่ผู้เฒ่าเว่ยใช้กระบอกตาแท้ของเขาพวกเขาก็ค้นพบว่ามันเรียกว่า หินเกล็ดหิมะ และเป็นวัสดุหินที่มีคุณภาพสูงเพียงแต่กับสามคนนี้ พวกมันต่างไม่มีค่าอะไร

ผู้เฒ่าเว่ยตัดสินใจที่จะพักแรมในที่นี้ ขณะที่มีสัตว์อสูรมากมายซึ่งกล่าวได้ว่าปราศจากสัตว์อสูรขนาดใหญ่ที่ทำให้พวกเขาจะต้องคอยระวังซึ่งทำให้ดูค่อนข้างปลอดภัย

ผู้เฒ่าเว่ยเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี ที่เขาหยิบเอากระโจมออกมากาง

ตอนนี้ท้องฟ้าค่อยๆมืดลง และค่ำนี้ดูแตกต่างออกไป แทนที่มันจะเป็นสีส้มแต่กลับดูสีอ่อนกว่า

มีเส้นสายหลากสีนับไม่ถ้วนอยู่บนท้องฟ้า จัดเรียงเป็นชั้นๆของสีดูน่าทึ่งอย่างแท้จริง

ผู้เฒ่าเว่ยหยิบหินสีดำออกมา ขณะที่เขาเริ่มที่จะก่อไฟและหินสีดำก็แตกกระจายภายในเปลวไฟ เปลวไฟก็สว่างวาบ ขณะที่ผู้เฒ่าเว่ยกล่าวว่า นี่คือหินติดไฟสามารถเผาไหม้ได้ตลอดทั้งคืน

พวกเขาทั้งสามจับกลุ่มรอบกองไฟและพูดคุยกัน

ถังเทียนพลันกล่าวถาม “นี่ ผู้เฒ่า ทำอย่างไรพวกเราถึงจะได้อันดับหนึ่ง?”

ผู้เฒ่าเว่ยพลันถามกลับ “แกต้องการเป็นอันดับหนึ่ง?!”

“อืม” ถังเทียนพยักหน้าด้วยท่าทางที่จริงจังของเขา

อาโมรี่มองดูถังเทียน “ฉันเห็นด้วยกับถังพื้นฐาน! พวกเราจะต้องได้อันดับแรก!”

“ถ้าพวกเราต้องการที่จะได้อันดับแรก…” ผู้เฒ่าเว่ยพลางขบคิดอยู่ชั่วครู่“พวกเราจะต้องหาหินภาษาดวงดาว”

จบบทที่ ตอนที่ 43 ทุ่งหญ้าม่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว