เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 : ฝากฝังลูกกำพร้า

บทที่ 29 : ฝากฝังลูกกำพร้า

บทที่ 29 : ฝากฝังลูกกำพร้า


บทที่ 29 : ฝากฝังลูกกำพร้า

เรือนปีกตะวันตกที่สวีจือชิวพำนักอยู่ มีชั้นหนังสือเรียงรายอยู่ติดผนังฝั่งหนึ่ง

เดิมทีห้องนี้เคยเป็นห้องหนังสือของสามีแม่นางลู่

บนชั้นวางเต็มไปด้วยตำราปกสีน้ำเงินนับร้อยเล่ม ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์ซื่อซูอู่จิงและบทกวีหรูเจีย

หน้ากระดาษเปื่อยยุ่ยจากการหยิบจับพลิกอ่านบ่อยครั้ง ตามขอบกระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนแทรกอธิบายความหมายเอาไว้อย่างหนาแน่น

เห็นได้ชัดว่าเจ้าของบ้านหมกมุ่นอยู่กับตำราขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือ เป็นบัณฑิตหนอนหนังสือขนานแท้

สองวันที่ผ่านมา สวีจือชิวเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเพื่อเดินลมปราณ ยามว่างก็จะหยิบหนังสือเหล่านี้มาพลิกอ่านฆ่าเวลา

ด้วยเหตุบังเอิญ เขาจึงพบกระดาษแผ่นหนึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้แท่นฝนหมึก

‘บันทึกยามว่าง’

ที่แท้เป็นบันทึกประจำวันที่บัณฑิตลู่ทิ้งเอาไว้

เพียงกวาดตามองผ่านๆ ก็รับรู้เรื่องราวความเป็นไปในอดีตได้อย่างชัดเจน

‘ปีเกิงจื่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในแคว้นหมิ่น

ชาวบ้านหิวโหยอดอยาก ทว่าไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไปในหุบเขา ยอมทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหย รอคอยความตายอย่างช้าๆ

พวกเขาฝากความหวังไว้ที่เทพารักษ์ หวังให้บันดาลเมฆฝนช่วยกู้ชีพไร่นา ทุกวันเฝ้ากราบไหว้โขกศีรษะ จัดงานเทศกาลสังเวยเทพเจ้าภูเขา

ข้าไม่เข้าใจ จึงไปสอบถามชาวบ้าน

หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวว่า: พิธีกรรมนี้จัดขึ้นทุกสามปี ตลอดร้อยปีมานี้ทำมาแล้วหลายสิบครั้ง ทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นพิธี หากเกิดภัยพิบัติใดๆ ก็มักจะมีนิมิตหมายที่ดีตามมาเสมอ

วันนั้นที่ตีนเขา เสียงฆ้องกลองดังกึกก้อง ผู้คนบ้าคลั่งด้วยความศรัทธา

ข้าเห็นคนเฒ่าคนแก่ที่ฟันฟางหักหมดปาก แย่งชิงกันขึ้นไปถูกมัดบนแท่นบูชา ปรารถนาจะเป็นเครื่องเซ่นสังเวยเลือด พวกเขาไม่กลัวความตาย กลับกันยังมองว่าเป็นเกียรติสูงสุด

ภายหลังข้าถึงได้รู้ความจริงว่า พวกเขาใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวย ข้าตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ!

ช่างน่าขันสิ้นดี... สิ่งที่อยู่ในเขานั้นแท้จริงคือตัวอะไรกันแน่? เทพเจ้า? หรือภูตผี? ยากจะหยั่งรู้

ข้านึกเสียใจที่ตอนแรกกังวลจนเกินเหตุ จึงไม่กล้าเชิญพระมาปราบมัน

ในเมื่อรู้แล้วว่าสิ่งนี้กินคน ข้าจึงตัดสินใจแน่วแน่ ข้าต้องดั้นด้นข้ามเขาข้ามน้ำไปอัญเชิญผู้มีอิทธิฤทธิ์มาจัดการ

หนทางข้างหน้าอันตราย เดิมพันครั้งนี้สูงยิ่งนัก แต่ชาวบ้านโง่เขลาเบาปัญญา ข้าจึงไม่กล้าแพร่งพรายให้ใครรู้

ขอสวรรค์โปรดคุ้มครองภรรยาและลูกสาวของข้า ให้พวกนางมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยแม้ไม่มีข้าอยู่ดูแล

รอข้ากลับมา’

หลังจากอ่านบันทึกเก่าแก่นี้จบ สวีจือชิวครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน

กระทั่งหนูเสวี่ยเอ๋อร์มาเรียกเขาไปกินมื้อเที่ยง เขาจึงได้สติแล้วถอนหายใจออกมา

"บัณฑิตผู้นี้ ช่างมีปณิธานแน่วแน่เสียจริง"

วันนี้สีหน้าของแม่นางลู่ดูดีขึ้นกว่าทุกวัน

ใบหน้าอิ่มเอิบ พวงแก้มแต่งแต้มด้วยแป้งชาด ริมฝีปากแต้มสีแดงสดใส

สวีจือชิวอาศัยอยู่ที่เรือนสกุลลู่มาเกือบสองเดือน นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นนางแต่งหน้าแต่งตัว

ความงามแบบอมโรคที่เคยเห็นมลายหายไป บัดนี้ดูงดงามเย้ายวนขึ้นถึงสามส่วน

สตรีพึงแต่งกายเพื่อผู้ที่ตนพึงใจ กระนั้นหรือ?

สวีจือชิวรักษามารยาท ไม่ได้เอ่ยปากชม

ทั้งสามคนนั่งกินอาหารมื้อเรียบง่ายด้วยกันอย่างเงียบเชียบ

ไม่นานก็เข้าสู่ยามสาม สวีจือชิวยืนพิงชั้นหนังสือ เฝ้านับเวลา

ตามคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้าน พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เจ็ด... วันที่เขาต้องจากไป

การเดินจากไป ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเขา

ทว่า...

จู่ๆ เขาก็หันขวับไปมองที่ประตู

โสตประสาทของเขาจับเสียงลมหายใจด้านนอกได้

เมื่อเปิดประตูออก เขาก็ต้องตกตะลึง

แม่นางลู่ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดนอนบางเบา ร่างกายบอบบางดูสงบนิ่ง

การที่ประตูเปิดออกกะทันหันทำให้นางหลบสายตาวูบ ท่าทางดูประหม่าเล็กน้อย

"พี่สะใภ้ลู่ ดึกดื่นป่านนี้มีธุระอันใด?"

"เสวี่ยเอ๋อร์หลับแล้ว ข้าเลยมาหาท่าน"

นางบิดชายเสื้อไปมา แก้มสองข้างแดงระเรื่อราวกับเพิ่งดื่มสุรา

"น้องจือชิว พรุ่งนี้... ท่านต้องไปแล้ว"

"มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้"

สวีจือชิวพยักหน้า

เขาไม่อาจใช้วรยุทธ์ทำร้ายชาวบ้านธรรมดาๆ เหล่านั้นได้

การจากไปคือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

"ท่านวางใจเถิด ก่อนไปข้าจะต้มยาไว้ให้อีกหลายเทียบ กินยาให้ตรงเวลาอาการจะดีขึ้น ส่วนเรื่องเด็กคนนั้น..."

ขณะที่เขากำลังสั่งเสียยืดยาว แม่นางลู่ก็โพล่งขัดขึ้น

"น้องสวี!"

สวีจือชิวชะงัก แววตาของแม่นางลู่ลุกโชน ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ

"ไยท่านต้องพูดจาห่างเหินเช่นนี้? ท่านไม่เข้าใจความรู้สึกของข้าจริงๆ หรือ?"

น้ำเสียงของนางตัดพ้อแกมเว้าวอน

สวีจือชิวถอนหายใจ "พี่สะใภ้ลู่ มิใช่ว่าข้าแสร้งทำไขสือ แต่ทว่า..."

คำพูดต่อมาของเขา เปิดเปลือยความลับที่ทั้งสองต่างรู้อยู่เต็มอก

"...การฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับข้า มันไม่เหมาะสม"

เมื่อได้ยินดังนั้น แม่นางลู่ก้มหน้าลง ขบกัดริมฝีปากแน่น

"บุญคุณของท่านชาตินี้คงชดใช้ไม่หมด ข้าทำได้เพียง..."

นางเอ่ยพลางวางมือลงที่เอว ปลดสายคาดเอวออก แล้วกระตุกเบาๆ

ชุดนอนตัวบางร่วงหล่นลงไปกองที่พื้น

เรือนร่างขาวผ่องของสตรีปรากฏแก่สายตาของสวีจือชิวอย่างไม่มีสิ่งใดปิดกั้น

นางผอมบางจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าสวยงาม

ทว่า... เพียงพอที่จะทำให้บุรุษต้องหยุดหายใจ

ทันทีที่นางขยับตัว สวีจือชิวก็รีบหันหลังให้ทันที

"พี่สะใภ้ลู่ ท่านทำเกินไปแล้ว"

เขาถอนหายใจ ตกใจกับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวจนน่ากลัวของสตรีผู้นี้

เข่าของแม่นางลู่อ่อนแรง นางทรุดตัวลงกับพื้นราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดมลายหายไป

"ข้ารู้ว่าสำหรับท่าน นี่คงเหมือนการดูถูก..."

นางไม่ปิดบังความละอายใจ

น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม

"แต่ในฐานะแม่ ข้าไม่มีทางเลือกอื่น"

สวีจือชิวเอ่ยเสียงเรียบ "หากข้าดูคนไม่ผิด แม้ชาวบ้านจะงมงายแต่ก็ไม่ได้ใจจืดใจดำ ถึงท่านตายไป ก็ยังมีคนช่วยดูแลลูกสาวท่าน"

"แต่ข้าไว้ใจพวกเขาไม่ได้! ข้าทิ้งเสวี่ยเอ๋อร์ไว้กับพวกเขาไม่ได้!"

เสียงของแม่นางลู่สั่นเครือ ไหล่เปลือยเปล่าสั่นเทาขณะคุกเข่าอยู่กับพื้น

"ครั้งนี้เป็นข้า... ใครจะรับประกันได้ว่าอีกหลายปีข้างหน้า จะไม่ถึงคราวของนาง?"

"เครื่องสังเวย..."

สวีจือชิวทวนคำนี้ในลำคอ

แม้จะดูเหมือนกะทันหัน แต่เบาะแสทุกอย่างมีอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อลองไตร่ตรองดูประเดี๋ยวเดียว เรื่องราวก็กระจ่างชัด

บันทึกโบราณใต้แท่นฝนหมึกนั่น แม่นางลู่จงใจวางทิ้งไว้...

เพื่อให้เขามาเจอเข้าพอดี

สำหรับคนที่เข้าใจกัน บางเรื่องไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก... สวีจือชิวขมวดคิ้วแล้วถาม

"พวกเขาบีบบังคับให้ท่านเป็นเครื่องสังเวยเจ้าพ่อภูเขารึ?"

แม่นางลู่ยิ้มเศร้า

"เจ้าพ่อภูเขาเลือกข้า ชาวบ้านไม่กล้าขัดขืน"

"ถ้าเช่นนั้น ข้าสามารถพาพวกท่านหนีไป ให้ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก"

"ถ้าทำแบบนั้นคนทั้งหมู่บ้านจะต้องเดือดร้อน ปีหน้าพวกเขาก็จะอดตายกันหมด"

"เลิกทำตัวเป็นแม่พระสักที!"

สวีจือชิวระเบิดอารมณ์ออกมา เขาเดินวนไปมาในห้อง ลมหายใจฮึดฮัดแรงเหมือนวัวเปลี่ยว

"เพื่อคนโง่เขลาพรรค์นั้น ท่านถึงกับยอมทิ้งชีวิตเชียวรึ?"

เขาเลิกสนใจมารยาท ชี้หน้าแม่นางลู่ที่ยังเปลือยกายล่อนจ้อนแล้วด่าทอ

"ถึงขนาดยอมทิ้งยางอายเพื่อต้อนข้าให้จนมุม? ยัดเยียดลูกสาวตัวเองให้ผู้ชายแปลกหน้า? ตรรกะวิบัติบัดซบอะไรกันนี่? สรุปแล้วท่านซื่อสัตย์ภักดีต่อใครกันแน่ฮะ?"

ภายใต้คำด่าทอที่แทงใจดำ สายตาของนางยังคงอ่อนโยน เปี่ยมด้วยการให้อภัย

"ท่านไม่ใช่คนแปลกหน้า" นางเอ่ยแย้งแผ่วเบา

สวีจือชิวแค่นเสียงหึ

"แล้วข้าเป็นตัวอะไร?"

"คนในครอบครัว"

จบบทที่ บทที่ 29 : ฝากฝังลูกกำพร้า

คัดลอกลิงก์แล้ว