- หน้าแรก
- กระบี่เทพสังหาร ปรมาจารย์ซานอี้คืนถิ่น
- บทที่ 24 : ขับไล่เทพเจ้า
บทที่ 24 : ขับไล่เทพเจ้า
บทที่ 24 : ขับไล่เทพเจ้า
บทที่ 24 : ขับไล่เทพเจ้า
"พี่สะใภ้ลู่ นี่คือ..."
แม่นางลู่ลูบไล้ลำต้นสากหนาของต้นไม้เบาๆ น้ำเสียงของนางแผ่วโผย
"ต้นไม้นี้... ในปีที่ 'เสวี่ยเอ๋อร์' เกิด สามีของข้าขุดย้ายมาจากที่อื่น..."
"ปลูกลงดินเพียงปีเดียวรากก็หยั่งลึก หลังจากนั้นพอถึงเดือนห้าเดือนหกของทุกปี ลิ้นจี่บนต้นนี้ก็จะสุกงอม แต่ละลูกแดงก่ำอวบอ้วน รสชาติหวานฉ่ำชื่นใจ"
"ที่กินไม่หมด พวกเราก็จะนำไปตากแห้ง บดผสมกับน้ำตาลกรวด ทำเป็นขนมลิ้นจี่... เสวี่ยเอ๋อร์ชอบกินมันมากที่สุด"
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ใบหน้าสะคราญก็ฉายแววโศกเศร้าอาลัย
"แต่ทว่านับตั้งแต่เขาจากไป ต้นไม้นี้ก็พลอยเหี่ยวเฉาลงทุกวัน ช่วงเวลานั้นดอกใบล้วนร่วงโรย จนเหลือเพียงกิ่งก้านแห้งกรัง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่า... หลังจากที่ท่านมาช่วยดูแลช่วงนี้ มันจะค่อยๆ ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง"
ปลายนิ้วของนางไล้ไปตามกิ่งไม้ที่โน้มลงมา บนนั้นมีใบอ่อนสีเขียวขจีกำลังแตกยอดชูช่อ
แม่นางลู่ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น
"บางทีนี่อาจเป็นลิขิตฟ้า อีกไม่นานเสวี่ยเอ๋อร์คงจะได้กินลิ้นจี่อีกครั้ง"
"..."
สวีจือชิวตั้งใจฟังอย่างเงียบเชียบ ในใจพลันกระจ่างแจ้ง
แม้แม่นางลู่จะกำลังพูดคุยกับเขา แต่แท้จริงแล้วนางเพียงแค่กำลังรำพึงถึงความเศร้าโศกของตนเองเท่านั้น
ถึงเขาจะเห็นใจเพียงใด แต่ด้วยสถานะของคนนอก จึงยากที่จะเอ่ยคำปลอบโยนที่ลึกซึ้งได้
"พี่สะใภ้... คนเราต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้านะขอรับ"
"ใช่เจ้าค่ะ ต้องก้าวเดินต่อไป"
แม่นางลู่แย้มยิ้ม แล้วหันกลับมามองเขาตรงๆ
"มีเรื่องหนึ่งที่ข้าปิดบังท่านมานาน ข้าต้องขอขมาท่านตรงนี้ด้วย"
พูดจบ นางก็ทรุดกายลงคุกเข่าต่อหน้าเขา
การกระทำนี้ทำให้สวีจือชิวตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"ทำอะไรน่ะ!? ท่านอย่าทำเช่นนี้! อย่าทำเช่นนี้เลย!"
เขารีบเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้น
หลังจากแม่นางลู่ยืนขึ้นแล้ว นางก็ล้วงเอาถุงผ้าสีฟ้าครามใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
สวีจือชิวจำมันได้
ตอนแรกที่เจอกัน ถุงผ้านี้พร้อมกับเงินอีกไม่กี่ตำลึงข้างใน คือค่าเช่าห้องที่เขามอบให้แม่นางลู่
เขายังจำบทกวีไม่กี่ประโยคที่ปักอยู่ด้านหลังถุงผ้าได้แม่นยำ
แม่นางลู่เอ่ยท่องบทกวีนั้นแผ่วเบา ทว่าเนื้อความกลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง...
"ขุนเขามีไม้ยืนต้น ที่ลุ่มมีอาชาลาย... ยามมิได้พบพานท่านพี่ ดวงใจข้าโศกศัลย์ยิ่งนัก..."
นางจ้องมองตัวอักษร 'อัน (ปลอดภัย)' ที่ปักอยู่ด้านหน้าถุงผ้า แววตาอ่อนโยนจนแทบจะละลายออกมา
ฝีเข็มที่ปักตัวอักษรนั้นดูนุ่มนวลพลิ้วไหว ราวกับภรรยาผู้แสนอ่อนหวานที่เฝ้ารอคอยให้สามีเดินทางกลับมาโดยเร็ววัน
ทว่า ท้ายที่สุดแล้วมันกลับเป็นเพียงความปรารถนาฝ่ายเดียว
"...เหตุไฉนหนอ ท่านถึงได้ลืมเลือนข้าไปเสียสนิทเยี่ยงนี้!"
สิ้นคำตัดพ้อ สีหน้าของนางพลันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
"พี่สะใภ้!"
สวีจือชิวรีบถลันเข้าไปประคองร่างนางไว้ พร้อมกับจับชีพจรตรวจดู ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็ดิ่งวูบ
ที่แท้แม้ภายนอกหญิงผู้นี้จะดูปกติ แต่ภายในร่างกาย เส้นลมปราณและอวัยวะภายใน โดยเริ่มจากชีพจรหัวใจ ล้วนแห้งเหี่ยวจนแทบจะใช้การไม่ได้แล้ว
สวีจือชิวรีบถ่ายทอดลมปราณบริสุทธิ์เข้าไปในร่างของนาง เพื่อช่วยประคับประคองอวัยวะภายในที่เปราะบางเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง
ในขณะเดียวกัน เขาก็พลันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ที่แท้... ซากศพแห้งกรังที่แขวนอยู่บนคานบ้านหลังนั้น ก็คือสามีของนางที่หายสาบสูญไปถึง 2 ปี
เช่นนั้นแล้ว เรื่องที่แม่หนูน้อยคนนั้นลอบเข้ามาหมายจะสังหารเขาในคืนนั้น ก็มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลแล้ว
แม่นางลู่รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างน่าอัศจรรย์ สีหน้าของนางจึงค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาดขึ้น
นางหันมองสวีจือชิว พร้อมกับส่งยิ้มขอโทษ
"วันนั้น... เมื่อข้าเห็นท่านหยิบถุงผ้าใบนี้ออกมาเป็นครั้งแรก ข้าเข้าใจผิดคิดทันทีว่าท่านคือคนร้ายที่สังหารสามีข้า"
"เหตุผลที่ข้ายอมให้ท่านพักอาศัยอยู่ด้วย ก็เพราะข้ายังไม่แน่ใจเต็มส่วน เพื่อไม่ให้พลั้งมือฆ่าคนดี ข้าจึงตัดสินใจลองเชิงท่านดูก่อน"
"แต่ข้าไม่นึกเลยว่าคืนนั้น เสวี่ยเอ๋อร์... เด็กคนนั้น..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ร่างกายของนางก็สั่นเทา สีหน้าฉายแววหวาดกลัวที่ยังหลงเหลืออยู่
จากนั้นนางก็กล่าวต่อ
"แต่ท่านไม่เพียงไม่ถือสาหาความและทำร้ายนาง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ท่านยังคอยดูแลพวกเราสองแม่ลูกเป็นอย่างดีทุกเรื่อง"
"วินาทีนั้น ข้าจึงตัดสินใจเชื่อว่าท่านเป็นคนดี"
สวีจือชิวถอนหายใจยาว
"สามีของท่าน... เขาไม่อยู่ในโลกนี้แล้วจริงๆ"
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าเรื่องซากศพแห้งที่แขวนอยู่ในบ้านของพวกกินคนให้แม่นางลู่ฟัง
แม้แม่นางลู่จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยินความจริง ร่างของนางก็ยังสั่นสะท้านราวกับถูกฟ้าผ่า
ทันใดนั้น ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวด้วยความรวดร้าว ก่อนจะกระอักเลือดสดๆ ออกมาอีกคำใหญ่ "พรวด!"
"พี่สะใภ้! หักห้ามใจด้วย!"
สวีจือชิวรู้สึกเสียใจทันทีที่บอกความจริงเร็วเกินไปจนนางตั้งรับไม่ทัน เขาเร่งถ่ายทอดลมปราณเข้าไปในร่างนางไม่หยุด
แม่นางลู่ส่งยิ้มเศร้าสร้อย กลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเขาเสียเอง
"นี่เป็นชะตากรรมที่ไม่อาจฝืน... ข้าต้องขอบคุณท่านเสียอีกที่นำข่าวคราวของเขามาบอก"
สวีจือชิวช่วยนวดเฟ้นเดินลมปราณให้เลือดลมไหลเวียน จนเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก อาการของนางจึงทรงตัว
เขาประคองแม่นางลู่ให้นั่งลงบนเก้าอี้
จากนั้นจึงเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ
"ในปีที่เกิดภัยพิบัติ ผู้คนต่างจิตใจอำมหิตยากหยั่งถึง ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมสามีของท่านถึงจำเป็นต้องเดินทางรอนแรมไปไกลขนาดนั้น?"
"เรื่องมันยาวเจ้าค่ะ"
แม่นางลู่เก็บถุงผ้าใบนั้นกลับเข้าไปในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม เช็ดคราบเลือดที่มุมปาก แล้วเริ่มเล่าต้นสายปลายเหตุให้เขาฟัง
"ข้าจำได้ว่าปีหนึ่ง ท้องฟ้ากลายเป็นสีเหลืองมืดครึ้ม มีเสียงคำรามกึกก้องดังต่อเนื่องอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน วันต่อมา ก็มี 'พระภิกษุ' รูปหนึ่งตกลงมาในลานบ้านของเรา"
"คนผู้นั้นเรียกตัวเองว่า 'ผูฟาง' มาจากวัดเทียนอิน (เสียงสวรรค์) เขาบอกว่ากำลังต่อสู้กับปีศาจร้ายที่เขาหูฉี แต่เพราะประมาทพลั้งเผลอ จึงถูกลอบโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส"
"สามีกับข้าช่วยดูแลรักษาเขาอยู่หลายวัน พออาการดีขึ้น นึกว่าเขาจะจากไปเอง แต่ที่ไหนได้ เขาคิดจะวางค่ายกลอาณาเขตธรรม เพื่อชักนำชีพจรน้ำใต้ดินของ 'เขาต้าหลิง' แห่งนี้ ให้ไปท่วมรังปีศาจ... ซึ่งก็คือถ้ำจิ้งจอกหกหางที่เขาหูฉี"
"เขาหูฉี?"
สวีจือชิวขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินชื่อนี้
เขาต้าหลิงแห่งนี้จะเป็นเทือกเขาแขนงของเขาหูฉีได้อย่างไร? สองแห่งนี้อยู่ห่างกันตั้งหลายพันลี้!
การที่จะสามารถแทรกแซงชีพจรน้ำให้ไหลย้อนกลับข้ามระยะทางขนาดนี้ได้ พระภิกษุรูปนั้นต้องมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าเพียงใดกัน? หรือว่าเขาจะมี 'ของวิเศษ' ที่ทรงพลัง?
เขาเคยได้ยินโจวอี้เซียนโม้ให้ฟังว่า อานุภาพของของวิเศษบางชิ้นในโลกนี้ น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"การกระทำเช่นนั้น ย่อมส่งผลกระทบทำลายผืนดินและแหล่งน้ำของเขาต้าหลิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนั้นชาวบ้านย่อมไม่ยินยอม แต่พระภิกษุรูปนั้นดื้อรั้นหัวแข็ง พูดอะไรก็ไม่ฟัง ยืนกรานจะทำให้ได้"
"แม้สามีของข้าจะเป็นเพียงบัณฑิตธรรมดา แต่เขาก็ยืนด่าพระดุรูปนั้นอยู่ค่อนวัน ยกหลักการเหตุผลนับร้อยแปดมาอธิบาย จนสุดท้ายก็สามารถเกลี้ยกล่อมสำเร็จ พระรูปนั้นจึงยอมจากไปอย่างละอายใจ"
"หลังจากเหตุการณ์นั้น ชาวบ้านต่างซาบซึ้งในบุญคุณ จึงคอยดูแลช่วยเหลือครอบครัวเรามาโดยตลอด"
"ก่อนจากไป พระรูปนั้นได้ให้สัญญากับครอบครัวเราไว้ว่า หากวันหน้ามีเรื่องเดือดร้อน ให้ไปหาเขาที่วัดเทียนอิน ไม่ว่าจะร้องขอสิ่งใด เขาจะช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ"
"เมื่อสองปีก่อน ภัยพิบัติในแคว้นหมิ่นโจวรุนแรงหนัก หมู่บ้านเค่าซานเองก็ได้รับผลกระทบอย่างสาหัส หลายครอบครัวไม่มีข้าวกิน ถึงขนาดต้องกินเปลือกไม้ประทังชีวิต"
"สามีของข้าจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ลอบออกจากหมู่บ้านเพื่อไปตามหาพระภิกษุผู้มีอิทธิฤทธิ์รูปนั้น... แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย"
"เขาไปตามหาพระรูปนั้นทำไมหรือ?" สวีจือชิวถาม
แววตาของแม่นางลู่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่ามือเรียวบางกลับกำหมัดแน่น
ประโยคสั้นๆ ที่เอ่ยออกมานั้น กลับเปี่ยมไปด้วยพลังและน้ำหนักมหาศาล!
"เพื่อเขาต้าหลิง... เพื่อไปตามคนมาขับไล่เทพเจ้า!"