เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 - เสื้อกั๊กหนังกวาง

บทที่ 46 - เสื้อกั๊กหนังกวาง

บทที่ 46 - เสื้อกั๊กหนังกวาง


บทที่ 46 - เสื้อกั๊กหนังกวาง

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

"เอาน่า เรื่องแค่นี้เอง ก่อนศึกจะเริ่มไม่ต้องเครียดขนาดนั้นก็ได้ มีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า" มู่เส้าอันแม้จะแปลกใจนิดหน่อยที่หัวหน้าสาวผู้มีมาดนางพญาใจดีจู่ๆ ก็เกรี้ยวกราดขึ้นมา แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก

"ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ ฉันวู่วามไปหน่อย!" ยัยหน้าตกกระทำหน้าสำนึกผิด ดูเขินอายชอบกล แต่ปากของเธอกลับรัวคำพูดออกมาเหมือนปืนกล "คืออย่างนี้ค่ะคุณมู่ ช่วงพักก่อนหน้านี้ฉันเย็บเสื้อกั๊กหนังกวางให้คุณตัวหนึ่ง ถึง... ถึงมันจะดูขี้ริ้วขี้เหร่ไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็น่าจะช่วยกันกระแทกได้บ้าง นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ของฉัน หวังว่าคุณจะรับไว้นะคะ"

พูดจบ ยัยหน้าตกกระก็เดินดุ่มๆ เข้ามาอย่างไม่สนใจใคร ตัดหน้าเจ้าพี่เบิ้มและหัวหน้าสาวที่กำลังจะเข้ามาขวาง แล้วยัดเสื้อกั๊กหนังกวางหน้าตาอัปลักษณ์ใส่มือมู่เส้าอันดื้อๆ

แต่ทว่า ในชั่ววินาทีที่มือของทั้งสองสัมผัสกัน นิ้วมือของยัยหน้าตกกระกลับตวัดเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนฝ่ามือของมู่เส้าอันด้วยความเร็วสูง

เพียงแค่สองวินาที เธอก็ถอยฉากกลับไป

ในเวลาเดียวกัน มู่เส้าอันก็ทันสังเกตเห็นแววตาโกรธเกรี้ยวที่พาดผ่านใบหน้าของเจ้าพี่เบิ้ม และความตื่นตระหนกบนใบหน้าของหัวหน้าสาว ดูเหมือนในใจของเธอจะซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่าความโกรธเอาไว้

"ฮะๆ ขี้เหร่จริงๆ ด้วยแฮะ"

มู่เส้าอันยังคงยิ้มแป้น ใช้สองมือคีบเสื้อกั๊กหนังกวางขึ้นมาสะบัดไปมาแรงๆ สองสามที แล้วยิ้มกว้าง "แต่ก็ถือเป็นของขวัญที่ดีมาก ขอบใจนะ"

พอได้ยินมู่เส้าอันพูดแบบนั้น เจ้าพี่เบิ้มและหัวหน้าสาวถึงค่อยดูเหมือนวิญญาณเข้าร่าง ฝ่ายหญิงรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า "เธอหวังดีค่ะ แต่เสื้อกั๊กนี่มันดูแย่จริงๆ เอาอย่างนี้ดีไหมคะคุณมู่ ให้ฉันเอาไปแก้ทรงให้ใหม่ อีกสักสองวันคุณค่อยเอาไปใส่"

"อืม เยี่ยมไปเลย 11990 รบกวนเธอด้วยนะ" มู่เส้าอันหัวเราะร่า แล้วโยนเสื้อกั๊กหนังกวางไปให้เธออย่างไม่ไยดี

เหตุการณ์ทั้งหมดดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยัยหน้าตกกระเอาแต่ขอโทษขอโพยไม่หยุด ก่อนจะวิ่งหนีไปเหมือนกวางตื่นตูม

เจ้าพี่เบิ้มและหัวหน้าสาวก็รีบขอตัวจากไปเช่นกัน

เมื่อลับหลังคนทั้งสาม มู่เส้าอันถึงค่อยๆ กำมือข้างนั้นอย่างเงียบเชียบ จริงๆ แล้วเมื่อครู่นี้ ยัยหน้าตกกระเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนมือเขา—อันจี

ชัดเจนมาก คำสองคำนี้ถ้าไม่ใช่ชื่อสถานที่ (มู่เส้าอันพอรู้ว่าในโลกจริงมีเมืองในจีนชื่ออันจี) แต่พิจารณาจากเชื้อชาติฝรั่งตาน้ำข้าวของยัยหน้าตกกระ เขาก็มั่นใจเก้าในสิบส่วนว่านี่คือชื่อคน

ชื่อของยัยหน้าตกกระ

อืม ณ เวลานี้ การที่เธอบอกชื่อของเธอให้มู่เส้าอันรู้ ไม่ใช่ว่าเธอกำลังอ่อยให้เขาไปจีบ แต่เธอกำลังบอกความจริงข้อหนึ่งแก่เขา นั่นคือ—เธอมีความทรงจำ

เรื่องนี้สำคัญมาก

เพราะมู่เส้าอันนึกเชื่อมโยงไปถึงท่าทีเห็นอกเห็นใจ รักแรกพบ และความเข้าขากันอย่างน่าประหลาดของเจ้าพี่เบิ้มและหัวหน้าสาวทันที

ไม่ต้องสงสัยเลย ในเมื่อยัยหน้าตกกระอันจียังมีความทรงจำ พวกเขาสองคนก็น่าจะมีความทรงจำเหลืออยู่เหมือนกันอย่างน้อยเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ทำไมเจ้าพี่เบิ้มกับหัวหน้าสาวต้องจงใจปิดบังเขา?

ทำไมอันจีถึงต้องมาบอกความจริงกับเขา?

แล้วพลทหารคนอื่นล่ะ? มีแค่บางคนที่มีความทรงจำ หรือว่าทุกคนมีกันหมด?

แล้วทำไมพวกนั้นที่ดูเหมือนจะเป็นคนระดับเดียวกับเขา ถึงทำเหมือนรู้อะไรมากกว่าที่เขารู้?

คำถามมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัว

แต่เพียงวินาทีถัดมา มู่เส้าอันก็ตัดสินใจเลิกคิด ตอนนี้ศึกใหญ่กำลังจะมา เขาต้องทำจิตใจให้ว่างเปล่า เขาเชื่อว่าต่อให้พวกเจ้าพี่เบิ้มจะปิดบังอะไรเขาอยู่ แต่พวกนั้นคงไม่โง่พอที่จะฆ่าเขาให้ตัวเองเดือดร้อน มันไม่มีเหตุผลเลย

และเขายังมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า อันจีไม่ได้มาเตือนภัย แต่เหมือนมาขายบุญคุณให้เขามากกว่า แถมวิธีการของเธอก็โจ่งแจ้งเกินไป เหมือนจงใจไม่ปิดบังเจ้าพี่เบิ้มกับหัวหน้าสาวด้วยซ้ำ

ดังนั้นเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

คิดว่าอีกเดี๋ยวอันจีคงหาโอกาสมาคุยกับเขาตามลำพัง หรือไม่ก็พวกเจ้าพี่เบิ้มทนแรงกดดันไม่ไหวต้องมาสารภาพกับเขาเอง

เสื้อกั๊กหนังกวางก็แค่ฉากบังหน้า

ความจริงอันน่าตกใจที่อันจีบอกใบ้มาถูกเขาโยนทิ้งไว้ข้างหลังชั่วคราว

ไม่มีอะไรจะมารบกวนจิตใจของมู่เส้าอันก่อนเข้าสู่สนามรบได้ เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรต้านทานคมมีดของเขาได้

พลทหารคนอื่นอาจต้องการขวัญกำลังใจ ต้องการคำปลุกใจ ต้องการชัยชนะเพื่อเอาชนะความกลัวและความกังวล

แต่มู่เส้าอันต้องการเพียงความเชื่อมั่นว่าจะบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า และจิตวิญญาณที่ถูกหลอมตีจนแกร่งดั่งเหล็กกล้า

เมื่อมีดาบอยู่ในมือ โลกทั้งใบก็ดูเรียบง่ายขึ้น ผู้ใดคล้อยตามรอด ผู้ใดขัดขืนตาย ประโยคนี้อาจฟังดูอวดดี ใครๆ ก็พูดได้ แต่มู่เส้าอันหวังจากใจจริงว่าสักวันเขาจะก้าวไปถึงจุดที่สามารถทำตัวกร่างแบบนั้นได้จริงๆ

เพราะการพูดด้วยคมดาบ มันสะใจกว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบายเยอะ และได้ผลชะงัดกว่าด้วย

ดังนั้นเมื่อความมืดเริ่มโรยตัว มู่เส้าอันจึงเดินลงจากชั้นสามด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น เขามีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง ไม่ว่าจะมีแผนชั่วอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ก็ตาม

"คุณมู่ ให้ส่งคนลงไปช่วยคุณสักสองคนไหมคะ"

หัวหน้าสาวเหมือนจะดักรออยู่ที่ทางออก พอเห็นมู่เส้าอันเธอก็รีบถามด้วยความกังวล ข้างๆ เธอมีชายผิวขาวร่างยักษ์ยืนทำท่ากระตือรือร้นอยากลองของ

หมอนี่ก็เป็นหนึ่งในทีมมือปืน ก่อนที่มู่เส้าอันจะมาที่นี่ เขาคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของฐาน 21 แถมยังเป็นจอมพลังอันดับหนึ่งด้วย เท่ไม่เบา

แต่พอมู่เส้าอันกับเจ้าพี่เบิ้มโผล่มา เขาก็โดนกลบรัศมีจนมิด แข่งแรงแข่งสู้ก็แพ้มู่เส้าอัน แข่งยิงปืนก็โดนเจ้าพี่เบิ้มสอนมวยจนเจ็บปวดรวดร้าว

จนกระทั่งเขาได้ดื่มเซรุ่มไวรัสและใช้ค่าประสบการณ์มหาศาลอัปเกรดค่าสถานะทั้งสี่ด้าน

ต้องบอกว่าเพราะพื้นฐานเดิมของเขาดีอยู่แล้ว ดังนั้นในฐานที่ 21 ตอนนี้ ถ้าไม่นับทักษะพื้นฐาน หมอนี่คืออันดับสองตัวจริงเสียงจริง เพราะอันดับหนึ่งเป็นของมู่เส้าอันตลอดกาล

ตอนนี้ค่าความอึดและพละกำลังของเขาอยู่ที่ 22 แต้ม แซงหน้า 11984 ที่มีแค่ 21 แต้มไปแล้ว

แต่เมื่อเทียบกับมู่เส้าอันที่มีความอึด 30 พละกำลัง 29 พลังป้องกัน 16 และความว่องไว 15 ก็ยังห่างชั้นกันเยอะ

ถึงอย่างนั้น ต่อให้ค่าสถานะทั้งสี่ด้านของเขาเท่ากับมู่เส้าอัน หรือสูงกว่า เขาก็ไม่มีทางยืนหยัดอยู่ข้างล่างได้เกินสิบนาทีหรอก พูดจริงๆ นะ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การอัดค่าสถานะให้สูงๆ แล้วจะทำได้

สิ่งที่ต้องใช้ มันอยู่ในระดับที่สูงกว่านั้น

ไม่ได้โม้เลยนะ การที่มู่เส้าอันลงไปฆ่าผู้ติดเชื้อ 200 ตัวข้างล่าง ยากกว่าที่คุณสไนเปอร์อยู่ข้างบนแล้วยิงเก็บ 600 ตัวแบบเทียบกันไม่ได้ พลัง เทคนิค จิตวิญญาณ ประสบการณ์ และสภาพจิตใจที่ต้องใช้ มันไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดไม่กี่คำ

พวกเขาคงคิดว่ามู่เส้าอันแค่อยากทำตัวเป็นผู้นำที่กล้าหาญ เป็นฮีโร่กู้โลกที่ต้องลงไปโชว์ออฟกลางดงซอมบี้

แต่หารู้ไม่ว่า มู่เส้าอันแค่ใช้วิธีนี้ในการขัดเกลาและยกระดับตัวเองเท่านั้น

มู่เส้าอันหันไปมองสำรวจชายผิวขาวร่างยักษ์คนนั้น เดิมทีเขาอยากจะปฏิเสธไปทันที แต่คิดดูอีกทีก็ยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า "พ่อหนุ่ม ฉันชื่นชมความกล้าของนายนะ แต่นายต้องเข้าใจก่อนว่านายคือมือปืน นั่นคือหน้าที่ของนาย ฉันหวังว่านายจะไม่ทิ้งหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพียงเพราะความคิดส่วนตัวนะ"

"เอ่อ ครับท่าน ผมเข้าใจแล้วครับ" ชายผิวขาวเกาหัวแก้เก้อ แล้วชำเลืองมองหัวหน้าสาวแวบหนึ่งอย่างเชื่อฟัง ราวกับสุนัขลาบราดอร์ที่แสนเชื่อง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน มู่เส้าอันคงไม่สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้... เขาก็ยังไม่ใส่ใจอยู่ดี

เขาไต่บันไดเชือกลงมาข้างล่าง มีพลทหารตาไวตะโกนทัก "คุณมู่ คุณลืมเอาปืนลูกซองมาครับ"

"เปล่า ฉันไม่ได้ลืม แต่ฉันยกพวกซอมบี้หมาให้พวกนายจัดการหมดเลย พวกนายคงไม่รังเกียจค่าประสบการณ์ที่ได้มาฟรีๆ หรอกใช่มั้ย" มู่เส้าอันหันกลับไปตะโกนถาม

"แน่นอนสิครับ ของดีแบบนั้นใครจะรังเกียจ!" เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้น บรรยากาศผ่อนคลายสุดๆ มีพลทหารบางคนสังเกตเห็นว่ามู่เส้าอันวันนี้ดูแปลกไป ไม่เพียงไม่พกปืนลูกซอง แม้แต่หอกไม้ที่เขาถนัดที่สุดก็ไม่ได้เอามา อาวุธทั้งตัวมีแค่สามอย่าง โล่ไม้ในมือซ้าย มีดกูรข่าในมือขวา และโล่ไม้สำรองอีกอันสะพายไว้ข้างหลัง

แต่ก็ไม่มีใครคิดมาก เพราะผลงานการรบที่ผ่านมาของมู่เส้าอันนั้นน่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว อีกอย่างคือศักยภาพโดยรวมของทีมตอนนี้แข็งแกร่งมาก แนวป้องกันก็แน่นหนา จะมีอะไรต้องกังวล?

ครั้งนี้มู่เส้าอันไม่ได้ไปยืนหน้าฐานตรงจุดที่เป็นค่ายกลหลุมขวาก แต่เขาเดินไปทางทิศเหนือ ตรงไปยังถนนลาดยาง บริเวณนี้ขุดหลุมขวากไม่ได้ ดังนั้นทุกครั้งพวกผู้ติดเชื้อจะแห่กันมาทางนี้เยอะที่สุดและดุร้ายที่สุด และครั้งนี้ เขาต้องการท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง

ตลอดหกวันที่ผ่านมา เขาเอาโล่พุ่งชนต้นสนเช้าละสามร้อยครั้ง ดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่โง่เง่าไร้ผลตอบแทนใดๆ นอกจากความเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งตัว แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะในการพุ่งชนที่ดูโง่เง่านั้น มู่เส้าอันได้เรียนรู้วิธีการสะสมพลัง วิธีการระเบิดพลัง และวิธีการใช้ร่างกายถ่ายเทแรงกระแทก

จริงอยู่ ต้นสนมันไม่มีชีวิต แต่ตัวเขามีชีวิต

การปะทะกันของพลังกับพลัง ดูเหมือนจะไม่มีลูกเล่น ไม่มีพื้นที่ให้ผ่อนปรน แต่ใครจะรู้ว่าในกระบวนการนั้น แค่การหายใจเข้าหนึ่งครั้ง หรือการเปลี่ยนองศาเพียงนิดเดียว ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

ต้นสนไม่อาจให้คำตอบที่ชัดเจนกับมู่เส้าอันได้ ตอนนี้เขาจึงต้องมาค้นหาคำตอบนั้นท่ามกลางคลื่นซอมบี้

ครั้งนี้ เขาจะใช้แค่โล่!

พระจันทร์สีเลือดลอยเด่นขึ้นกลางนภาตามนัด

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า มู่เส้าอันรู้สึกว่าความเข้มข้นของพระจันทร์เลือดรอบที่สามนี้มันสูงกว่าเดิม แสงจันทร์สีแดงที่สาดส่องลงมาดูหนืดข้น ราวกับฝนเลือดกำลังโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าจริงๆ

กระทั่งกลิ่นอายการฆ่าฟันอันบ้าคลั่งที่แฝงอยู่ในแสงจันทร์นั้นก็ยังรุนแรงจนแทบจับต้องได้

แล้วมู่เส้าอันก็นึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง ทำไมพอพระจันทร์เลือดปรากฏ พวกผู้ติดเชื้อถึงได้บ้าคลั่ง หรือว่าพระจันทร์เลือดจะไปเร่งกระบวนการวิวัฒนาการของพวกมัน? ไม่อย่างนั้นก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมคลื่นซอมบี้แต่ละรอบถึงได้น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ติดเชื้อระดับ 1 จะกลายร่างเป็นระดับ 2 แล้วระดับ 2 จะกลายเป็นบอสระดับ 4 เลยหรือเปล่า?

ความคิดเหล่านี้แล่นผ่านสมอง มู่เส้าอันอ้าปากสูดอากาศลึกๆ สามครั้งติดต่อกัน ในชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่สีแดงฉานอันเข้มข้น

"โบร๋ววว"

เสียงเห่าหอนอันเป็นเอกลักษณ์ของซอมบี้หมาดังมาจากที่ไกลๆ คลื่นซอมบี้รอบที่สามปรากฏตัวขึ้นแล้ว ที่สุดสายตา ฝูงซอมบี้หมานับร้อยตัวเหมือนคลื่นสีดำที่ถาโถมเข้ามาด้วยความเร็วสูง ไกลออกไปอีกคือคลื่นซอมบี้สีดำทมิฬที่ไหลบ่ามาไม่ขาดสาย มองเห็นเงาร่างมหึมาของบอสสี่ห้าตัวอยู่ลางๆ จากนั้นบนดาดฟ้าชั้นสามของฐาน เสียงปืนสไนเปอร์สองนัดก็ดังขึ้นตามลำดับ มีแค่ปืนสไนเปอร์เท่านั้นที่ทำดาเมจได้รุนแรงจากระยะไกลขนาดนี้

แต่ทั้งหมดนั่นไม่เกี่ยวกับมู่เส้าอัน ให้พวกเจ้าพี่เบิ้มจัดการบอสไป ส่วนเขาตอนนี้ต้องการแค่สมาธิที่แน่วแน่!

เมื่อเห็นซอมบี้หมาหลายสิบตัวพุ่งชาร์จเข้ามาเหมือนกองทัพม้าเหล็ก มุมปากของมู่เส้าอันก็ยกยิ้ม วินาทีถัดมา เขากระโดดลอยตัวจากกำแพงไม้สูงสามเมตรราวกับพญาวิหค ทันทีที่เท้าแตะพื้นเขาใช้โล่รองรับแรงกระแทกพร้อมม้วนตัวกลิ้งเพื่อสลายแรงปะทะ แล้วดีดตัวลุกขึ้นยืนหยัดอย่างต่อเนื่อง พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าที่ไหลลื่นดุจสายน้ำ เพียงแค่ไม่ถึงสองลมหายใจ เขาก็พุ่งเข้าใส่คลื่นซอมบี้หมาเหล่านั้น

ภาพนี้ทำเอาทุกคนบนฐานเหงื่อตกกันเป็นแถบ คิดว่ามู่เส้าอันคงบ้าไปแล้ว!

เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ?

แต่ภาพสยดสยองที่ทุกคนคาดการณ์ไว้กลับไม่เกิดขึ้น ตรงกันข้าม ร่างของมู่เส้าอันเปรียบเสมือนลูกกระสุนปืนใหญ่ ใช่ ลูกกระสุนปืนใหญ่ของจริง ที่แข็งแกร่งทำลายไม่ได้และไม่อาจหยุดยั้ง ทะลวงผ่ากลางฝูงซอมบี้หมาเข้าไป

ไม่มีลีลาสวยงาม ไม่มีท่วงท่ามหัศจรรย์ มีแค่คำเดียว ชน! เหมือนกับท่าทางที่เขาใช้ชนต้นสนตลอดหกวันที่ผ่านมาเป๊ะ

ผลลัพธ์คือการแตกกระเจิง ล้มระเนระนาด วุ่นวายโกลาหล ซอมบี้หมาตัวหน้าสุดอย่างน้อยสามสี่ตัวถูกชนกระเด็นลอยละลิ่วพร้อมเสียงร้องโหยหวน ใครจะไปรู้ว่าการพุ่งชนทื่อๆ ของมู่เส้าอันจะมีอานุภาพร้ายแรงขนาดนี้!

แต่ตัวเขาดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ซ้ำยังพลิกตัวตวัดมีดอย่างรวดเร็ว ประกายมีดวูบวาบ หัวหมาสองหัวกระเด็นขึ้นฟ้าก่อนที่คนบนฐานจะทันหายตกตะลึงเสียอีก

"ยิงกดดัน! ยิงกดดันไว้! แบ่งคนครึ่งหนึ่งไปช่วยซัพพอร์ตคุณมู่!"

คนบนอาคารหลักเพิ่งจะได้สติ เหตุการณ์สั้นๆ เมื่อครู่มันระทึกขวัญเกินไป พลังแบบนี้ เทคนิคแบบนี้ ความสามารถในการรบระดับนี้ มันเหนือขอบเขตมนุษย์ไปแล้ว!

แม้จะตกตะลึงสุดขีด แต่ขวัญกำลังใจของเหล่าพลทหารโปรแกรมกลับพุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอท!

มู่เส้าอันไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ณ เวลานี้เขาจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ทั้งกายและใจ ความคิดของเขาเยือกเย็นดุจทุ่งน้ำแข็ง แต่การประสานงานของร่างกายกลับคล่องแคล่วช่ำชอง พลังในกายเปรียบเสมือนสัตว์ร้ายที่ถูกทำให้เชื่อง จะให้เกรี้ยวกราดก็ได้ จะให้กระแทกกระทั้นก็ได้ จะให้บ้าคลั่งก็ได้ จะให้หยาบกระด้างก็ได้ จะให้เหยียดหยามใต้หล้าก็ได้! แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาความแม่นยำและความยืดหยุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ!

อาจใช้คำคำหนึ่งมาบรรยายการเปลี่ยนแปลงของเขาในตอนนี้ได้ นั่นคือ 'ยกของหนักดุจของเบา'

ในสภาวะเช่นนี้ โล่ไม้ในมือของมู่เส้าอันสามารถกลายเป็นหินผาที่แข็งแกร่งจนไม่มีพลังใดสั่นคลอนได้ และสามารถกลายเป็นควายป่าบ้าคลั่งที่กวาดล้างทุกอุปสรรคที่ขวางหน้า! หรือแม้กระทั่งกลายเป็นคานงัดที่ใช้แรงเพียงสี่ตำลึงปาดเฉือนน้ำหนักพันชั่ง!

โดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มใช้ทักษะ 'เฮฟวี่สไตรค์' ออกมา จริงๆ แล้วตั้งแต่เรียนรู้สกิลต่อสู้นี้มา มู่เส้าอันแทบไม่ได้จงใจใช้มันเลย แต่วินาทีนี้ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติราวกับสายน้ำไหล!

แถมทุกครั้งที่ใช้ ก็ไม่ต้องเสียค่าพลังระเบิดมากนัก เพราะการควบคุมพลังภายในร่างกายของมู่เส้าอันได้ก้าวข้ามระดับหยาบกระด้างไปแล้ว

แต่ความรุนแรงกลับไม่ลดลงเลย!

ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์ในสนามรบจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เห็นชัดๆ ว่าซอมบี้หมาหลายสิบตัวดาหน้ากันเข้ามา แต่พริบตาเดียวก็ถูกมู่เส้าอันชนกระเด็นระเนระนาด นานๆ ทีเขาก็เหวี่ยงโล่กวาดออกไป ซัดซอมบี้หมาตัวเบ้อเริ่มปลิวว่อน และถ้าจังหวะนั้นติดสกิลเฮฟวี่สไตรค์เข้าไปด้วย ยังไม่ทันที่มันจะตกถึงพื้น ก็ถูกแรงสั่นสะเทือนสังหารจนตายคาที่!

เป็นการควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ดังนั้น นี่จึงไม่ใช่แค่การฆ่าล้างบางฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่มันดูเหมือนศิลปะ... ศิลปะแห่งการสังหาร

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 46 - เสื้อกั๊กหนังกวาง

คัดลอกลิงก์แล้ว