- หน้าแรก
- หมอหลวงทะลุมิติ พลิกชะตาฝ่าดงมีดดาบ
- บทที่ 5 - องค์รัชทายาทถูกวางยา
บทที่ 5 - องค์รัชทายาทถูกวางยา
บทที่ 5 - องค์รัชทายาทถูกวางยา
บทที่ 5 - องค์รัชทายาทถูกวางยา
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนักบูรพา หมอหลวงคังก็รีบประสานมือถวายบังคมต่อองค์ฮ่องเต้ไคหง ซึ่งกำลังประทับนั่งอยู่ข้างพระแท่นบรรทมในฉลองพระองค์คลุมมังกรสีเหลือง บัดนี้ฮ่องเต้แห่งแคว้นชือทรงชราภาพลงมากแล้ว หมอหลวงคังรีบรุดเข้าไปจับพระชีพจรขององค์รัชทายาท ขณะที่นางกำนัลก็เข้ามาประคองฮ่องเต้ให้ทรงย้ายไปประทับที่อื่น
หมอหลวงคังพินิจดูพระพักตร์ขององค์รัชทายาทอย่างละเอียด ตรวจดูพระเนตรและพระโอษฐ์ พร้อมทั้งจับพระชีพจร ก่อนจะเอ่ยถามนางกำนัลที่อยู่ข้างกาย "วันนี้องค์รัชทายาทได้เสวยสิ่งใดเข้าไปบ้าง? แจกแจงมาให้ละเอียด"
เมื่อเวลาผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูป ความตึงเครียดที่แขวนอยู่เหนือใจของหมอหลวงคังก็ขาดผึงลง แม้สีหน้าภายนอกจะยังคงดูนิ่งสงบดุจผู้ผ่านโลกมามาก แต่ภายในใจของเขากลับร้อนรุ่มดุจกองเพลิง
"ฝ่าบาท... องค์รัชทายาท... ทรงถูกวางยาพะยะค่ะ"
ภายในตำหนักที่เงียบสงัดอยู่แล้ว พลันกลับเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม จนแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของใคร
เนิ่นนานกว่าจะมีพระสุรเสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้น "ยาพิษชนิดใด?"
หมอหลวงคังรีบทูลตอบ "ในพระวรกายขององค์รัชทายาทมีพิษอยู่สองชนิดพะยะค่ะ ชนิดแรกคือยาปลุกกำหนัดธรรมดา แต่ชนิดที่สองคือยาพิษเรื้อรัง ชื่อว่า 'วิญญาณไร้โศก' พะยะค่ะ"
"พิษชนิดนี้ไร้สีไร้กลิ่น ฤทธิ์ยาอ่อนมาก และมีปริมาณน้อยจนยากจะตรวจพบพะยะค่ะ ครั้งนี้บังเอิญถูกยาปลุกกำหนัดเป็นตัวกระตุ้นให้ฤทธิ์ยาสำแดงออกมา กระหม่อมจึงสามารถตรวจพบได้ หากใช้ยาตัวนี้เป็นครั้งคราวจะสามารถช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับได้ แต่หากเสวยติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ผู้ป่วยค่อย ๆ เสพติดการบรรทม จนไม่อาจตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา และสิ้นใจไปในความฝันในที่สุดพะยะค่ะ"
หมอหลวงคังกล่าวจบก็คุกเข่าลงกราบบังคมทูล "ขอฝ่าบาททรงลงอาญาแก่กระหม่อมด้วยเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมบกพร่องต่อหน้าที่ มิได้ตรวจพบอาการนี้ในการตรวจชีพจรปกติ ถือเป็นความผิดมหันต์ แต่ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้กระหม่อมรักษาองค์รัชทายาทให้หายดีเสียก่อน แล้วจึงรับโทษทัณฑ์ตามแต่จะทรงเห็นสมควรเถิดพะยะค่ะ"
แววตาของฮ่องเต้ไคหงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสับสนวุ่นวายทางพระทัย แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย ทำให้หมอหลวงคังถึงกับเหงื่อกาฬไหลพราก เมื่อเขาคิดว่าศีรษะคงต้องหลุดจากบ่าเป็นแน่แท้ ทว่าฮ่องเต้กลับทรงสะบัดชายฉลองพระองค์เป็นการอนุญาตให้เริ่มการรักษา
ฮ่องเต้ทรงเรียกตัว 'หลี่โต้ว' ขันทีผู้ดูแลตำหนักบูรพาให้เข้ามาเฝ้า
ร่างนั้นรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงกราบบังคม "บ่าวถวายบังคมฝ่าบาท มีพระประสงค์ใดให้รับใช้พะยะค่ะ"
"ช่วงนี้องค์รัชทายาทมีปัญหาเรื่องการบรรทมหรือไม่?" ฮ่องเต้ไคหงตรัสถาม
"ทูลฝ่าบาท องค์รัชทายาททรงขยันหมั่นเพียร บางครั้งก็มีอาการบรรทมไม่หลับอยู่บ้าง แต่พวกบ่าวถวายเพียงชาสงบจิตใจเท่านั้น ไม่เคยเห็นพระองค์เสวยยารักษาอาการบรรทมไม่หลับ และไม่เคยต้มยาประเภทนั้นเลยพะยะค่ะ" กล่าวจบก็หมอบกราบลงด้วยความสั่นเทา นางกำนัลและขันทีคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างก็ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา
ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกทหารองครักษ์ที่เฝ้าลาดตระเวนอยู่รอบตำหนักบูรพาเข้ามา แล้วมีพระราชโองการให้ค้นหาสิ่งของต้องสงสัยให้ทั่วทุกบริเวณ
หมอหลวงคังเขียนใบสั่งยาและมอบหมายให้ขันทีไปต้มยา จากนั้นจึงหยิบเม็ดยาออกมาจากกล่องไม้ ป้อนให้องค์รัชทายาทเสวยเพื่อแก้ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเป็นอันดับแรก
สักพัก ขันทีน้อยก็วิ่งกลับมารายงานด้วยท่าทีร้อนรน "ท่านหมอหลวงคัง ยาตัวนี้ในคลังยาตำหนักบูรพาหมดลงพอดีพะยะค่ะ จะให้ดำเนินการอย่างไรดี?"
หมอหลวงคังขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะสั่งให้ขันทีน้อยรีบไปเบิกยาที่สำนักหมอหลวง หากรีบไปน่าจะทันการณ์ หลังจากขันทีน้อยวิ่งออกไปแล้ว หมอหลวงคังก็เปิดล่วมยา เตรียมฝังเข็มขับพิษให้องค์รัชทายาททันที
ณ สำนักหมอหลวง ขันทีน้อยวิ่งมาขอเบิกยาจากหมอหลวงฟาง ท่านหมอหลวงรีบจัดยาในคลังให้ทันที ก่อนจะหันมาสั่งหยางหลิวชิงให้ติดตามไปส่งยา
หยางหลิวชิงอ้าปากค้าง อยากจะทักท้วงแต่ก็พูดไม่ออก “ทำไม… ทำไมถึงต้องเป็นข้าด้วย!” เรื่องวุ่นวายเช่นนี้ ใครก็ตามที่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ล้วนมีแต่จะเหม็นคาวเลือดติดตัว ต่อให้ไม่อยากไปเพียงใด แต่ไม้ซีกหรือจะงัดไม้ซุง สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องจำใจติดตามไป
หยางหลิวชิงหิ้วกล่องยา วิ่งตามขันทีน้อยไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงหน้าตำหนักก็ได้ยินเสียงดังลอดออกมา
"ฝ่าบาท ค้นทั่วตำหนักแล้วไม่พบสิ่งของต้องสงสัยพะยะค่ะ"
"ค้นอีก! ต่อให้ต้องขุดดินลึกลงไปสามศอกก็ต้องหาให้พบให้ได้"
"พะยะค่ะ!" เสียงอาวุธและชุดเกราะกระทบกันดังเกรียวกราว เหล่าทหารองครักษ์เดินสวนออกมา แล้วมุ่งหน้าไปยังอีกทิศทางหนึ่ง
พวกเขากำลังตามหาอะไรกัน? หยางหลิวชิงกำมือแน่น ก่อนจะเดินตามขันทีน้อยเข้าไปในตำหนัก ขันทีน้อยเข้าไปรายงาน “ท่านหมอหลวงคัง ยามาแล้วพะยะค่ะ” หมอหลวงคังรีบก้าวออกมา และหยางหลิวชิงก็เปิดกล่องยา ยื่นถวายไปให้ทันที
หมอหลวงคังมองแวบหนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่ง “นำไปต้มซะ”
“เจ้า! ไปเฝ้าหม้อยาไว้ อย่าให้ต้มจนยาเสียสรรพคุณไปเสียล่ะ” หมอหลวงคังชี้นิ้วมาที่หยางหลิวชิง
เขาเบิกตากว้างเต็มที่ เดิมคิดว่าจะได้กลับแล้วแท้ ๆ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า! หมอหลวงคังผู้นี้ ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก!
เขาได้แต่เม้มปากและรับคำ “ขอรับ” หยางหลิวชิงตอบรับด้วยความจำใจอย่างถึงที่สุด
เขาต้องเพ่งสมาธิเฝ้าหม้อยาอย่างเคร่งเครียด การถูกเรียกให้มาเฝ้าต้มยาสำคัญเช่นนี้โดยไม่ทันตั้งตัว ช่างเป็นเรื่องที่น่ากังวลยิ่งนัก หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่น้อย ต่อให้มีเก้าหัวก็คงไม่พอให้ตัด
หยางหลิวชิงประคองถ้วยยาที่ต้มเสร็จแล้วส่งให้หมอหลวงคัง ท่านหมอตรวจสอบสรรพคุณและทดสอบพิษอย่างถี่ถ้วน หวังเพียงว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น เขายืนก้มหน้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มอยู่ไม่สุข ลอบมองไปรอบ ๆ อย่างเงียบเชียบ
“ฝ่าบาท” นางกำนัลข้างกายเอ่ยขึ้น
นายแพทย์คังและหยางหลิวชิงหันกลับไปถวายความเคารพ ทันใดนั้น สายตาของหยางหลิวชิงก็เหลือบไปเห็นแสงสะท้อนวูบหนึ่งบนพื้นเข้า
นั่นมัน... ดูผิดแปลกไปจากพื้นส่วนอื่น
หยางหลิวชิงเก็บสีหน้าอาการได้อย่างทันท่วงที เมื่อถวายความเคารพเสร็จเขาก็ลุกขึ้นยืน ในขณะที่ทั้งวังหลวงกำลังวุ่นวายกับการตามหาคนร้าย แสงสะท้อนเล็ก ๆ นี้กลับดูสะดุดตาอย่างน่าประหลาด
หยุดเดี๋ยวนี้นะ! คิดบ้าอะไรอยู่? พิษที่ทหารองครักษ์พลิกแผ่นดินหาก็ยังไม่เจอ เขาจะมาตาดีถึงขนาดมองเห็นได้อย่างไร? มันก็แค่กระเบื้องที่เงาวับเกินไปหน่อย จะมีอะไรพิเศษ? ในวังหลวงนี้ การทำตนให้จืดจางเป็นหนทางเดียวที่จะอายุยืน จำไว้!
"เจ้ามองสิ่งใด?"
สุรเสียงทุ้มดังขึ้นจากเบื้องหน้า หยางหลิวชิงที่เพิ่งยืดตัวขึ้นแข็งทื่อเป็นหินผา เขาไม่แน่ใจว่าพระองค์ตรัสกับตนหรือไม่ แต่ดวงตากลับเผลอเงยขึ้นไปสบเข้ากับพระเนตรอันเฉียบคมโดยไม่ได้ตั้งใจ หยางหลิวชิงรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าดัง 'ตุ้บ' และก้มหน้าต่ำลงทันที
สมองของเขาขาวโพลนไปหมด ได้แต่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น หัวใจแทบจะกระดอนออกมาทางปาก จะทำอย่างไรดี! ทรงมีพระเนตรที่ว่องไวเกินไปแล้ว! เขาไม่น่าสอดรู้สอดเห็นเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ จะพูดหรือไม่พูดดี? ถ้าพูดไปแล้วปรากฏว่าไม่ใช่ความผิดปกติจริง ๆ จะทำให้ทรงพิโรธหรือไม่? หรือถ้าใช่เล่า... เดิมทีอีกเดี๋ยวเขาก็จะได้ออกจากสถานที่อันไม่เป็นมงคลแห่งนี้แล้วแท้ ๆ
หากไม่พูด ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังทรงพิโรธ อาจจะถูกลงโทษในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงได้ ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีลิ้นสาริกาที่จะสามารถเอาตัวรอดได้ง่าย ๆ
หยางหลิวชิงตัดสินใจ "ทูลฝ่าบาท เมื่อครู่กระหม่อมถูกแสงสะท้อนบนพื้นแยงตาเข้า จึงเผลอมองไปพ่ะย่ะค่ะ ขอพระราชทานอภัยโทษ"
"แสงสะท้อนหรือ?"
"พ่ะย่ะค่ะ ระหว่างพรมสองผืนนั้น มีกระเบื้องปูพื้นแผ่นหนึ่งสะท้อนแสงออกมา กระหม่อมจึงเผลอมองพ่ะย่ะค่ะ"
ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้รีบเดินไปยังจุดที่เขาบอก ก้มลงเปิดพรมออก และก็พบความผิดปกติจริง ๆ แผ่นหินสีเขียวแผ่นหนึ่งมีความมันวาวแตกต่างไปจากแผ่นอื่น ๆ
ก่อนที่ฮ่องเต้จะตรัสสิ่งใดออกมา หมอหลวงคัง ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคก็รีบก้าวเข้าไปใกล้ แล้วใช้นิ้วปาดคราบนั้นขึ้นมาดมทันที
"ฝ่าบาท สิ่งนี้เป็นวัตถุที่มีส่วนผสมของน้ำมันพะยะค่ะ มิใช่เนื้อหินตามธรรมชาติ"
หากองค์รัชทายาทไม่ได้ล้มป่วย หากมีใครผ่านมาเห็นพื้นตรงนี้ก็คงแค่แปลกใจว่าแผ่นพื้นมีลักษณะผิดแผกไปจากเดิม แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นเบาะแสสำคัญ
"ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่?"
"ทูลฝ่าบาท สิ่งนี้ยังต้องใช้เวลาในการตรวจสอบพะยะค่ะ" หมอหลวงคังทูลตอบด้วยน้ำเสียงกังวล
"ตรวจสอบเดี๋ยวนี้!"
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"
ความตึงเครียดและความเสียใจทำให้เหงื่อกาฬไหลซึมจนเปียกชุ่มแผ่นหลังและหน้าผาก นี่คือสภาพของหยางหลิวชิงที่ยังคงคุกเข่ารอฟังผล องค์รัชทายาทจนป่านนี้ยังไม่ฟื้น แถมสมุนไพรที่ปรากฏเมื่อครู่ยังเป็นตัวยาที่ใช้ในตำรับยาบำรุงจิตประสาทอีกด้วย พิษนี้น่าจะเป็นพิษที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทเพื่อกล่อมให้สลบไสล
เขาเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเข้ารับราชการในวัง หากคราบนั้นเป็นพิษจริง ๆ และคนบงการรู้ว่าเขาเป็นผู้ชี้เป้าความผิดปกติ แล้วโยนความผิดมาให้เขา เขาก็คงได้แต่นั่งรอวันถูกประหาร ผู้ที่สามารถวางยาองค์รัชทายาทได้อย่างแนบเนียนถึงเพียงนี้ คนร้ายย่อมต้องคุ้นเคยกับวังหลวงเป็นอย่างดี และไม่ใช่คนที่หยางหลิวชิงจะอาจหาญไปต่อกรได้
หากคราบน้ำมันบนพื้นนั่นคือยาพิษที่ทำให้องค์รัชทายาทล้มป่วยจริง นางกำนัลและขันทีในตำหนักนี้คงต้องรับโทษถึงตายอย่างแน่นอน การปล่อยให้มีของอันตรายถึงชีวิตโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง
(จบแล้ว)