- หน้าแรก
- โต้วหลัวราชามังกร มังกรครามเจ้าสมุทร
- บทที่ 19 โอวหยางจื่อซิน
บทที่ 19 โอวหยางจื่อซิน
บทที่ 19 โอวหยางจื่อซิน
วันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับภูตวิญญาณดวงแรก เสิ่นกูเหยียนก็กลับไปเรียนที่โรงเรียนวิญญาณจารย์ขั้นต้นทะเลเหนือตามปกติ
จะเรียกว่า 'การเรียน' ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก มันเหมือนการเปลี่ยนสถานที่บำเพ็ญเพียรเสียมากกว่า ด้วยเนื้อหาการเรียนการสอนของระดับชั้นต้น เสิ่นกูเหยียนใช้เวลาศึกษาด้วยตัวเองไม่ถึงครึ่งเดือนก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ต้องตระหนักว่าในชาติก่อน เขาเป็นคนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศอยู่แล้ว ประกอบกับร่างกายในวัยนี้กำลังอยู่ในช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการซึมซับความรู้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไปวันๆ ในยุคสมัยนี้ การผสมผสานความสามารถของวิญญาณจารย์เข้ากับอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยถือเป็นกระแสหลัก ซึ่งนำไปสู่การถือกำเนิดของ 'อาชีพรอง'
นักออกแบบหุ่นรบ, ผู้สร้างหุ่นรบ, ช่างซ่อมบำรุงหุ่นรบ และช่างตีเหล็ก
เพียงแค่ก้าวขึ้นสู่ระดับสองในสายอาชีพเหล่านี้ ก็สามารถเลี้ยงชีพและเอาตัวรอดในสังคมได้อย่างสบาย หากไต่เต้าไปถึงระดับสาม นั่นหมายถึงการก้าวกระโดดข้ามธรณีประตูเข้าสู่แวดวงสังคมชั้นสูง และเมื่อถึงระดับห้า ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพใด คุณจะกลายเป็นชนชั้นนำที่แท้จริงของสังคม หรือที่เรียกขานกันว่า 'ปรมาจารย์'
แม้ช่างตีเหล็กอาจจะไม่ได้รับความนิยมเท่ากับสามอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหุ่นรบ แต่ผู้ที่ไปถึงระดับห้าขึ้นไปก็ยังถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่หายากยิ่งในทวีป แม้การออกแบบและสร้างเกราะยุทธจะเป็นงานระดับสูง แต่การตีเหล็กคือรากฐานของทุกสิ่ง หากปราศจากโลหะที่มีคุณภาพดีพอ ต่อให้การออกแบบจะเลิศเลอหรือการผลิตจะประณีตเพียงใด เกราะยุทธชิ้นนั้นก็ไม่อาจไปถึงจุดสูงสุดได้
บนทวีปโต้วหลัว ไม่ว่าอาชีพใด ทุกสิ่งล้วนพัฒนาโดยมีวิญญาณจารย์เป็นรากฐาน ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเป็นวิญญาณจารย์ระดับแนวหน้าเสมอ! ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพรองใด เมื่อพัฒนาไปสู่จุดสูงสุด พลังวิญญาณและระดับของวิญญาณจารย์ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด ตัวอย่างเช่น นักขับหุ่นรบระดับเทพเจ้า จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งระดับแปดวงแหวนขึ้นไป หรืออย่างน้อยที่สุดต้องเป็นระดับวิญญาณพรหมยุทธ์จึงจะสามารถก้าวไปถึงระดับนั้นได้
หนึ่งหมื่นปีก่อน เมื่ออุปกรณ์วิญญาณเริ่มแพร่หลาย มันได้รับการยอมรับจากวิญญาณจารย์จำนวนมาก เพราะวิญญาณจารย์เหล่านั้นมีวิญญาณยุทธ์และวงแหวนวิญญาณที่ไม่แข็งแกร่งพอ พวกเขาจึงใช้อุปกรณ์วิญญาณเพื่อเพิ่มพลังการต่อสู้ และหลักการเดียวกันนี้ก็นำมาใช้กับหุ่นรบ
ผ่านการพัฒนามายาวนาน หุ่นรบวิญญาณได้วิวัฒนาการจากการย่อส่วนในยุคแรกเริ่ม ไปสู่การขยายขนาดให้ใหญ่โต และปัจจุบันก็วนกลับมาสู่การย่อส่วนอีกครั้ง หลังจากผ่านวัฏจักรนี้ พลังการต่อสู้รายบุคคลก็น่าเกรงขามยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นักขับหุ่นรบที่ทรงพลังอย่างแท้จริงจะสวมใส่หุ่นรบที่มีขนาดพอๆ กับชุดเกราะ แต่กลับมอบพลังเสริมให้อย่างมหาศาล เมื่อผสานรวมกับวิญญาณยุทธ์ พวกเขาจะกลายเป็นสุดยอดนักรบ ว่ากันว่าหุ่นรบของนักขับระดับเทพเจ้าบางคนสร้างขึ้นด้วยฝีมือของพวกเขาเองทั้งหมด
อาชีพรองที่เสิ่นกูเหยียนเลือกคือ 'นักออกแบบหุ่นรบ' เพราะอาชีพนี้เชื่อมโยงกับพลังจิตและความสามารถในการคิดวิเคราะห์เกือบทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้เรื่องกลไกกับดักที่เขาสั่งสมมาจากชาติปางก่อนยังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาการออกแบบหุ่นรบ สิ่งสำคัญที่สุดคือเขานำความรู้ติดตัวมาด้วยมากเกินไป
ถึงกระนั้น เสิ่นกูเหยียนในวัยหกขวบก็ไม่ได้เก่งกาจถึงขั้นเชี่ยวชาญการออกแบบหุ่นรบในทันที การเรียนการสอนที่โรงเรียนวิญญาณจารย์ขั้นต้นทะเลเหนือยังคงเน้นการปูพื้นฐานที่มั่นคงให้เขาอยู่
หลังเลิกเรียนวันนั้น เสิ่นกูเหยียนเดินไปยังหน้าประตูโรงเรียนเช่นเคย
ทว่าครั้งนี้ ผู้ที่มารรอรับไม่ใช่พี่สาวเสิ่นเยว่ แต่เป็นครูประจำชั้นของเขา... หงอิง
ข้างกายเธอยืนไว้ด้วยเด็กสาวร่างระหงคนหนึ่ง เธอดูมีอายุราวสิบขวบ รูปร่างที่กำลังเติบโตสวมทับด้วยชุดกีฬาสีชมพู ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดั่งหยกมันแพะ ผมยาวสีฟ้าไพลินถูกรวบเป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง
เธอเป็นเด็กสาวที่งดงามมาก เครื่องหน้าจิ้มลิ้มและดวงตากลมโตที่ดูชุ่มชื้น ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น ร่างทั้งร่างของเธอดูราวกับถูกห่อหุ้มด้วยรัศมีสีทองจางๆ จนเด็กชายแถวนั้นอดไม่ได้ที่จะเหม่อมองตาค้าง
"เสี่ยวอวี่ มานี่เร็ว" หงอิงกวักมือเรียกเสิ่นกูเหยียน
เสิ่นกูเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เลือกที่จะเดินเข้าไปหา
"พี่สาวเธอเพิ่งโทรมาแจ้งครู บอกว่าคืนนี้มีธุระด่วนที่ค่ายทหาร เลยวานให้ครูพาเธอไปนั่งเล่นและทานข้าวเย็นที่บ้านครูก่อน" หงอิงจูงมือเสิ่นกูเหยียนพลางเอ่ยเย้า "นายน้อยเสิ่นคงไม่เลือกกินใช่ไหมจ๊ะ?"
"ผมไม่เลือกกินครับ" เสิ่นกูเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปทางเด็กสาวข้างกายหงอิงทันที
"นี่ลูกสาวครูชื่อ โอวหยางจื่อซิน... จื่อซิน ทำความรู้จักกันไว้สิลูก" หงอิงยิ้มพลางตบไหล่ลูกสาวเบาๆ
โอวหยางจื่อซิน? นี่คือลูกสาวที่หงอิงเคยพูดถึงสินะ
เสิ่นกูเหยียนยื่นมือออกไปตามมารยาท "สวัสดีครับ ผมชื่อเสิ่นอวี่"
"โอ้ น้องชาย... หน้าตาน่ารักจังเลยนะเรา" เด็กสาวยิ้มตาหยีขณะพิจารณาใบหน้าหล่อเหลาเกินวัยของเสิ่นกูเหยียน
"ขอบคุณที่ชมครับ พี่สาวจื่อซินเองก็สวยมากเหมือนกัน" เสิ่นกูเหยียนกล่าวชมด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ฮิฮิ น้องชายเสิ่นอวี่ปากหวานจังเลย" โอวหยางจื่อซินอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มของเสิ่นกูเหยียนเบาๆ สัมผัสนุ่มนิ่มอุ่นมือทำให้เธอยากจะถอนมือออก
เสิ่นกูเหยียนพูดไม่ออกเล็กน้อยที่โดนหยิกแก้ม แต่โชคดีที่เขาชินชาเสียแล้วกับอานุภาพทำลายล้างของหน้าตาตัวเอง แม้แต่วันปกติในโรงเรียน เขาก็มักได้รับขนมจากพวกเด็กผู้หญิงอยู่บ่อยครั้ง
"จื่อซิน อย่าเสียมารยาทสิลูก" หงอิงดึงมือลูกสาวออกอย่างตำหนิ
"ก็เขาหน้าตาน่ารักนี่คะคุณแม่!" โอวหยางจื่อซินยู่ปากเล็กน้อยอย่างเอาแต่ใจ
เส้นดำพาดผ่านหน้าผากของเสิ่นกูเหยียนทันทีด้วยความระอาใจ
"เอาล่ะ ไปกันเถอะจ้ะ" หงอิงจูงมือเด็กทั้งสองคนเดินไปยังป้ายรถโดยสารพลังวิญญาณที่อยู่ไม่ไกล
"น้องชายเสี่ยวอวี่ แม่พี่ทำกับข้าวอร่อยมากเลยนะ เดี๋ยวไม่ต้องเกรงใจล่ะ กินให้เต็มที่เลย!" ระหว่างทาง โอวหยางจื่อซินชวนเสิ่นกูเหยียนคุยและหัวเราะอย่างร่าเริง
"จริงเหรอครับ งั้นลาภปากผมแล้วสิ" คำพูดของเสิ่นกูเหยียนไม่ได้เป็นการเยินยอเกินจริง ตลอดหลายปีในตระกูลเสิ่น เขาได้ทานแต่ของดีมีราคาหรืออาหารบำรุงชั้นเลิศ แทบไม่ค่อยมีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารรสมือแม่แบบบ้านๆ เลย
"ต้องกินเยอะๆ จะได้โตไวๆ นะ" โอวหยางจื่อซินหัวเราะร่าพลางหมุนตัวอ้อมไปด้านหลัง แล้ววาดแขนโอบรอบคอเสิ่นกูเหยียน เอาคางเกยไว้บนศีรษะของเขาอย่างหยอกล้อ