- หน้าแรก
- โต้วหลัวราชามังกร มังกรครามเจ้าสมุทร
- บทที่ 10 วันรายงานตัวและวิญญาณยุทธ์สุดพิสดาร
บทที่ 10 วันรายงานตัวและวิญญาณยุทธ์สุดพิสดาร
บทที่ 10 วันรายงานตัวและวิญญาณยุทธ์สุดพิสดาร
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ในยามที่ท้องนภายังทอแสงสลัวราง เสิ่นกูเหยียนลุกจากเตียงด้วยตัวเอง วันนี้คือวันรายงานตัว เขาจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนทะเลเหนืออย่างเป็นทางการ ในห้องเรียนวิญญาณจารย์ และต้องใช้ชีวิตในการศึกษาเล่าเรียนที่นี่อย่างน้อยสามปี
ภายใต้กฎระเบียบของสหพันธ์สุริยันจันทรา การศึกษาในระดับโรงเรียนขั้นต้นและโรงเรียนขั้นกลางถือเป็นการศึกษาภาคบังคับและเรียนฟรี โดยแบ่งเป็นขั้นต้นสามปีและขั้นกลางหกปี
การจะเลื่อนระดับไปสู่โรงเรียนขั้นสูงนั้นมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลงานเป็นวิญญาณจารย์ที่โดดเด่นและสอบเข้า หรือยอมจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงลิบลิ่ว หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือการเข้าเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพื่อเรียนรู้วิชาชีพเฉพาะทาง
เสิ่นเยว่มาส่งเสิ่นกูเหยียนที่หน้าประตูโรงเรียนก่อนจะจากไป โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับกองพลทะเลเหนือมาก เธอกำชับให้น้องชายรอเธอหลังเลิกเรียนเพื่อที่เธอจะได้มารับเขากลับไประหว่างทางกลับค่ายทหาร
ในโรงเรียนวิญญาณจารย์ทุกแห่ง จะมีอาจารย์พิเศษคอยต้อนรับนักเรียนกลุ่มวิญญาณจารย์ที่หน้าประตู ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่เหนือกว่านักเรียนในชั้นเรียนธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
ชั้นเรียนธรรมดาจะสอนเพียงวิชาการทั่วไป แต่ชั้นเรียนวิญญาณจารย์จะเพิ่มการสอนเกี่ยวกับวิธีการที่ผู้มีพลังวิญญาณแต่กำเนิดจะกลายเป็นวิญญาณจารย์ได้ รวมถึงปูพื้นฐานความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโรงเรียนขั้นกลาง
ปีนี้ชั้นเรียนวิญญาณจารย์ของโรงเรียนทะเลเหนือมีนักเรียนเพียงสามสิบคน เด็กที่ปลุกวิญญาณยุทธ์แล้วมีพลังวิญญาณนั้นมีน้อยเหลือเกิน แม้แต่ในเมืองใหญ่ทางตอนเหนือเช่นนี้
เมื่อเสิ่นกูเหยียนมาถึง หงอิงก็ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
ด้วยสถานะที่เป็นถึงผู้นำทางวิญญาณ การสมัครเป็นอาจารย์ในโรงเรียนวิญญาณจารย์ขั้นต้นจึงแทบไม่มีขั้นตอนยุ่งยากใดๆ
เมื่อเห็นอาจารย์เดินออกมาต้อนรับนักเรียนคนเดียวด้วยตัวเอง เด็กใหม่หลายคนจึงเริ่มจับจ้องมาที่เสิ่นกูเหยียน
รูปร่างหน้าตาของเสิ่นกูเหยียนนั้นโดดเด่นสะดุดตา แม้แต่เด็กอายุหกขวบก็ยังสัมผัสได้ถึงออร่าของเขา
"หวัดดี ฉันชื่อเถียนเจิ้งเฮ่า วิญญาณยุทธ์ของนายคืออะไรเหรอ?" เด็กชายตัวผอมสูงเก้งก้างเดินเข้ามาทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
ทุกคนล้วนเป็นเด็กวัยเดียวกัน ต่างก็เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับชีวิตวิญญาณจารย์ที่กำลังจะมาถึง
เสิ่นกูเหยียนเพียงแค่ปรายตามองเขาอย่างเรียบเฉย "วิญญาณยุทธ์ของฉันคือกดาบ"
"ว้าว วิญญาณยุทธ์เครื่องมือประเภทดาบ! ขอดูหน่อยได้ไหม?"
เสิ่นกูเหยียนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องอวดของเล่นให้เด็กน้อยดู "ก็แค่ดาบธรรมดา แล้วของนายล่ะ?"
เถียนเจิ้งเฮ่ายิ้มอย่างมีเลศนัยพลางลดมือลงต่ำ "หึหึ วิญญาณยุทธ์ของฉันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย... ถ้าฉันฝึกฝนจนถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ ฉันจะใช้ฉายาว่าพรหมยุทธ์เสาค้ำฟ้า! พลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับหก พอฉันได้วงแหวนวิญญาณ ทักษะที่หนึ่งจะเป็น 'เสาค้ำฟ้า' ทักษะที่สอง 'เสาค้ำฟ้ายิงตะวัน' ทักษะที่สาม 'หอกราชันเงินคราม'..."
"พอ! หยุดเลย!"
มุมปากของเสิ่นกูเหยียนกระตุกยิก เจ้าเด็กนี่มีวิญญาณยุทธ์เป็นอวัยวะส่วนนั้นจริงๆ หรือนี่... แล้วไอ้ส่วนที่ว่านั่นมันจะเอาไปปะทะกับศัตรูซึ่งๆ หน้าได้จริงๆ เหรอ?
นักเรียนคนอื่นๆ เริ่มอวดวิญญาณยุทธ์ของตนบ้าง แต่ละคนล้วนมีเอกลักษณ์ แต่ก็ยังดูปกติธรรมดากว่าของเถียนเจิ้งเฮ่ามาก ส่วนพวกเด็กผู้หญิงต่างจับกลุ่มคุยกันและเมินเฉยใส่เจ้าเด็กเก้งก้างนั่นโดยสิ้นเชิง
"ฉันจะต้องเป็นวิญญาณจารย์อันดับหนึ่งของทวีปให้ได้!" เถียนเจิ้งเฮ่ากำหมัดแน่นอย่างมุ่งมั่น
"เอ่อ... ขอให้โชคดีนะ" เสิ่นกูเหยียนหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างออกมา
"สวัสดีจ้ะ เหล่าวิญญาณจารย์ตัวน้อย! ครูชื่อหงอิง จะเป็นครูประจำชั้นของพวกเธอ ในอีกสามปีข้างหน้าครูจะสอนพื้นฐานต่างๆ ให้ ก่อนอื่น แนะนำตัวกันก่อน บอกชื่อ วิญญาณยุทธ์ และระดับพลังวิญญาณแต่กำเนิดนะจ๊ะ" เธอก้าวเข้ามากลางกลุ่มนักเรียนพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
ดูเหมือนจะจงใจ เธอจัดให้เสิ่นกูเหยียนเป็นคนสุดท้าย
ด้วยจำนวนนักเรียนสามสิบคน การขานชื่อจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว มีหลายคนที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม เด็กชายคนหนึ่งมีพลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับเจ็ดและมีวิญญาณยุทธ์เสือชีตาห์สายฟ้า
เมื่อหงอิงได้ยินเถียนเจิ้งเฮ่าบอกว่าวิญญาณยุทธ์ของเขาคือ 'คุนคุน' เธอก็กระพริบตาปริบๆ ด้วยความตกตะลึง เพื่อนทั้งห้องระเบิดเสียงหัวเราะลั่น ส่วนเด็กผู้หญิงพากันหน้าแดงก่ำ
เสิ่นกูเหยียนมองเขาด้วยความเวทนา โลกนี้ช่างมีเรื่องประหลาดสารพัดรูปแบบจริงๆ... หงอิงซึ่งได้รับการฝึกฝนมาให้รักษาความเยือกเย็น รีบดึงรอยยิ้มกลับมาและหันไปหานักเรียนคนสุดท้าย
เสิ่นกูเหยียนตระหนักได้ทันทีว่าหงอิงกำลังใช้ช่วงเวลานี้เพื่อยกระดับสถานะของเขาในชั้นเรียน เพื่อปูทางสำหรับการสอนพิเศษส่วนตัวในอนาคต
"เสิ่นอวี่ วิญญาณยุทธ์ดาบ พลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับเก้า"
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตื่นตะลึงดังไปทั่วห้อง ดาบนั้นอาจดูธรรมดา แต่พลังวิญญาณแต่กำเนิดระดับเก้านั้นห่างจากพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดเพียงก้าวเดียวเท่านั้น!
หงอิงดูพอใจมาก "พลังวิญญาณแต่กำเนิดแสดงถึงพรสวรรค์ แต่ความแข็งแกร่งของวิญญาณจารย์ยังขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรและความพยายามด้วย"
"วันนี้เป็นวันแรก ครูจะอธิบายประเภทของวิญญาณยุทธ์ แล้วช่วงบ่ายจะสอนการทำสมาธิขั้นพื้นฐาน การทำสมาธิเป็นหนทางเดียวที่จะเพิ่มพลังวิญญาณได้ จงตั้งใจฝึกฝนหากพวกเธออยากเป็นวิญญาณจารย์ที่แท้จริง"
"อย่างที่เราทราบกันดี ทุกคนในโลกของเราล้วนครอบครองวิญญาณยุทธ์ วิญญาณยุทธ์จะตื่นขึ้นเมื่ออายุหกขวบ ผู้ที่มีพลังวิญญาณจะสามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นวิญญาณจารย์ได้..."
เมื่อได้ฟังการจำแนกประเภทพื้นฐานเหล่านี้ เสิ่นกูเหยียนก็หมดความสนใจ เขาเรียนรู้เรื่องพวกนี้จนแตกฉานจากการอ่านหนังสือเพียงชั่วโมงเดียว
หงอิงสังเกตเห็นความเบื่อหน่ายของเขาและส่งสายตาเชิงขอโทษมาให้ แต่เธอยังคงต้องสอนบทเรียนนี้ให้จบ
ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับโลกได้ล่วงหน้าเหมือนเสิ่นกูเหยียน
ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่คาดหวังอะไรมากจากเด็กหกขวบ เธอจึงปล่อยพวกเขไปพักกลางวัน
"เสี่ยวอวี่ มาทางนี้สิ!" หงอิงกวักมือเรียกอย่างสนิทสนม กระตือรือร้นที่จะผูกมิตรกับนายน้อยตระกูลเสิ่น
ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของเธอ เธอสามารถจัดหาอาหารมื้อที่ดีที่สุดในโรงอาหารครูได้
อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญ เสิ่นกูเหยียนคงไม่โง่พอที่จะปฏิเสธอาหารบำรุงชั้นดีเช่นนี้
"เสี่ยวอวี่ ถ้าเธอเพิ่มพลังวิญญาณได้หนึ่งระดับภายในหนึ่งเดือน ครูสามารถหาโควตาเข้าสู่หอเลื่อนวิญญาณให้เธอได้นะ"