- หน้าแรก
- เรียกพ่อว่าพี่ชาย
- บทที่ 22 ซาแซงแฟน
บทที่ 22 ซาแซงแฟน
บทที่ 22 ซาแซงแฟน
บทที่ 22 ซาแซงแฟน
เนื่องจากข่าวยังไม่ออกอย่างเป็นทางการว่า หลินจื่อซี เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ เอสเต้ ทริปไปเมือง B ครั้งนี้จึงเป็นความลับ ไม่มีแฟนคลับมารอรับส่งที่สนามบินอย่างเป็นทางการ
แต่ตั้งแต่วงการแฟนคลับในประเทศรับเอาวัฒนธรรมแย่ๆ จากประเทศเพื่อนบ้านมา ดาราวรัยรุ่นยอดนิยมอย่าง หลินจื่อซี ที่ขายภาพลักษณ์ไอดอลกึ่งนักแสดง ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมี "ซาแซงแฟน" ติดสอยห้อยตามมาบ้าง
และโชคร้ายที่หนึ่งในนั้นดันไปซื้อข้อมูลเที่ยวบินของ หลินเสี่ยวเซิง มาจากพวกขายข้อมูลดารา แล้วไปดักรอเขาอยู่ที่สนามบินเมือง B พอดี
ทันทีที่มีข่าวว่าเที่ยวบิน BY2628 ของ หลินจื่อซี ต้องลงจอดฉุกเฉินที่เมือง N โพสต์ "ขอพรให้พี่ชายหลินจื่อซีปลอดภัย 【ร้องไห้】" ของซาแซงแฟนคนนี้ก็กลายเป็นจุดศูนย์รวมให้ด้อม "พี่ชายหลินจื่อซี" แตกตื่นกันยกใหญ่
นักข่าวบันเทิงและเพจกอสซิบที่กำลังบ่นว่าช่วงนี้ข่าวเงียบเหงา ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันทีราวกับฉลามได้กลิ่นเลือด
ดังนั้น ตอนที่ หลินจื่อซี กับ กู้เจ๋อเฉิง ทำเรื่องต่อเครื่องเสร็จและนั่งรอขึ้นเครื่องในเลานจ์ VIP แฮชแท็ก "หลินจื่อซี เที่ยวบิน BY2628" ก็พุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับสี่บนเทรนด์เวยป๋อแล้ว โดยที่ ซิงคง ไม่ต้องเสียเงินโปรโมทสักแดงเดียว
"ฉันคุยกับทาง เอสเต้ ให้เลื่อนคิวถ่ายโฆษณาไปเป็นพรุ่งนี้เช้าแล้ว วันนี้ไปถึงเมือง B คุณกับ ผู้ช่วยจาง ก็พักผ่อนให้สบายเถอะ" เฉินอวิ๋นอวิ๋น ถอนหายใจพลางพูดผ่านโทรศัพท์ "สายโทรศัพท์บริษัทแทบไหม้แล้ว
ฉันว่าน่าจะมีนักข่าวไปซื้อข้อมูลเที่ยวบินคุณแล้วไปดักรอที่สนามบินเมือง B เหมือนกัน
ถ้าคุณไม่อยากวุ่นวาย เดี๋ยวฉันจะติดต่อสนามบินขอใช้ช่องทาง VIP ให้"
หลินจื่อซี ที่เพิ่งผ่านนาทีชีวิตมาหมาดๆ ย่อมไม่มีอารมณ์จะไปรับมือกับสื่อหรือซาแซงแฟน
"ผมจำได้ว่าวันอังคารหน้ามีอีเวนต์เปิดตัวพรีเซนเตอร์ เดี๋ยวค่อยให้สัมภาษณ์ตอนนั้นทีเดียวเลยก็ได้ครับ... รบกวนพี่อวิ๋นอวิ๋นจัดการให้ด้วยนะครับ"
"เกรงใจอะไรกัน..." เฉินอวิ๋นอวิ๋น ปลอบใจ หลินจื่อซี อีกสองสามประโยค ก่อนวางสายก็ไม่ลืมกำชับ "อย่าลืมโพสต์เวยป๋อบอกแฟนคลับด้วยนะ พวกเขาเป็นห่วงกันจะแย่แล้ว"
"รับทราบครับ" หลินเสี่ยวเซิง วางสาย เปิดกล้องหน้าถ่ายเซลฟี่ทำท่าทางสดใส
เขาโพสต์รูปพร้อมแคปชั่น "รถไฟเหาะรอบนี้ตื่นเต้นไปหน่อย 【หน้าหมา】"
จากนั้นก็ส่งข้อความบอก คุณนายหลิน แม่ของเขาว่าปลอดภัยดี แล้วปิดเครื่องเก็บโทรศัพท์
ถึงตอนนั้นเอง สีหน้าเหนื่อยล้าถึงได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
"สื่อตามติดชีวิตเธอตลอดเวลาเลยเหรอ?" คุณพ่อกู้ ที่นั่งข้างๆ ได้ยินบทสนทนาแว่วๆ อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเห็นใจ
"เป็นดารานี่ก็ไม่ง่ายเลยนะ"
หลินเสี่ยวเซิง ถอนหายใจอีกรอบ "เปล่าครับ รอบนี้เป็นเพราะซาแซงแฟน..."
"ซาแซงแฟน?" ท่านประธานกู้ ย่อมไม่รู้จักศัพท์เฉพาะในวงการแฟนคลับ
"ก็คือแฟนคลับที่ชอบตามสโตล์กเกอร์ แอบถ่ายดารานั่นแหละครับ
ไปดักรอหน้าโรงแรม หรือเหมารถขับตามนี่ถือว่าเบาะๆ นะครับ
พวกอาการหนักบางคนถึงขนาดสืบที่อยู่บ้านดาราแล้วย้ายไปอยู่ข้างห้องเลยก็มี"
หลินจื่อซี ถอนหายใจเป็นรอบที่สาม "โชคดีที่ซาแซงแฟนของผมยังไม่อาการหนักขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นที่ผมไปบ้านคุณหลายรอบ ป่านนี้คงโดนแอบถ่ายไปนานแล้ว"
สีหน้าของ กู้เจ๋อเฉิง เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"นี่มันอาชญากรรมชัดๆ! เด็กพวกนี้คิดอะไรกันอยู่?"
เห็นปฏิกิริยาของพ่อบังเกิดเกล้า หลินเสี่ยวเซิง ก็รีบทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ อธิบายวัฒนธรรมแฟนคลับให้ คุณพ่อกู้ ผู้ด้อยประสบการณ์ฟัง ตั้งแต่แฟนคลับทางการ บ้านเบส แฟนคลับเดี่ยว แฟนคลับกลุ่ม ไปจนถึงแฟนคลับคู่จิ้น
สุดท้ายเขาตบท้ายด้วยความชื่นชมระคนเหนื่อยหน่าย "จริงๆ แล้ว ผมทึ่งในจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของแฟนคลับคู่จิ้นมากเลยนะครับ
แค่ใส่เสื้อแขนสั้นเหมือนกันก็โยงไปถึงลูกนอกสมรสได้ กอดกันทีเดียวนี่มโนไปไกลถึงจดทะเบียนสมรสแล้ว
อย่างต่างหูอันใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อเมื่อเดือนก่อน ดันไปคล้ายกับอันที่ ชิวเหลียนอี้ ใส่เมื่อปีที่แล้ว แฟนคลับ 'คู่จิ้นเหลียนซี' ก็ฟันธงว่าเป็นต่างหูคู่รัก เป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์...
จนผู้จัดการผมต้องสั่งห้ามใส่เด็ดขาดเลย"
พูดจบ หลินจื่อซี ก็บ่นเสียดาย "อันนั้นสั่งทำพิเศษ แพงด้วยนะ ได้ใส่แค่ครั้งเดียวเอง"
เหมือนเด็กที่แอบไปเจาะหูโดยไม่บอกพ่อแม่ หลินจื่อซี มักจะจงใจถอดต่างหูออกเวลาไปเจอพ่อ จนกระทั่งเผลอหลุดปากออกมานี่แหละ คนข้างๆ ถึงได้รู้ว่าเขาเจาะหู
ได้ยิน หลินจื่อซี พูดแบบนั้น กู้เจ๋อเฉิง ก็เผลอมองไปที่หูซ้ายของอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ และก็เห็นรอยเจาะเล็กๆ บนติ่งหูขาวเนียนนั้นจริงๆ
สายตาของ คุณพ่อกู้ ไล่จากหูของ หลินจื่อซี ไปที่ใบหน้า แล้วเลื่อนลงไปที่ลำคอระหง
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็เกิดอยากเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ใส่ต่างหูขึ้นมา ถ้าเป็นต่างหูเพชรคงจะเหมาะที่สุด?
กู้เจ๋อเฉิง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
เขาละสายตาและถามขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนเรื่อง "ชิวเหลียนอี้? ชื่อนี้ฟังดูเหมือนดาราชาย..."
เจอคำถามของพ่อบังเกิดเกล้า หลินเสี่ยวเซิง ตัวแข็งทื่อ
เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเผลอหลุดปากพูดเรื่องที่ไม่ควรพูดให้ กู้เจ๋อเฉิง ฟัง แม้เขากับ ชิวเหลียนอี้ จะเป็นแค่คู่จิ้นทางธุรกิจทั่วไปในวงการ แต่ในฐานะเกย์ที่ยังไม่เปิดเผยตัวตน เขารู้สึกไม่มั่นคงและรู้สึกผิดต่อป๋าเลี้ยงอย่างบอกไม่ถูก
หลินจื่อซี ถูจมูก กลบเกลื่อนอย่างเก้ๆ กังๆ "เขาเป็นดาราชายครับ... ฮ่าๆ... คือผมหมายถึง เด็กสมัยนี้จินตนาการล้ำเลิศจริงๆ ฮ่าๆๆ..."
คิ้วของ กู้เจ๋อเฉิง ขมวดมุ่น อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง
โชคดีที่จังหวะนั้น พนักงานสายการบินเข้ามาแจ้งว่าเที่ยวบินใหม่พร้อมออกเดินทางแล้ว และเชิญผู้โดยสารในเลานจ์ VIP ไปขึ้นเครื่อง ขัดจังหวะ คุณพ่อกู้ พอดี
หลินจื่อซี แกล้งทำเป็นไม่เห็นว่าพ่อกำลังจะเทศนา รีบเรียก ผู้ช่วยจาง ไปขึ้นเครื่อง
พอคนขี้ขลาดได้นั่งประจำที่ เขาก็แกล้งทำหน้าเหนื่อยสุดชีวิตแล้วแกล้งหลับทันที
แม้จะแกล้งทำ แต่ หลินเสี่ยวเซิง อดนอนถ่ายละครเมื่อคืนและผ่านเหตุการณ์ระทึกขวัญมาหมาดๆ ร่างกายจึงอ่อนล้าจริงๆ
แกล้งหลับไปได้ไม่นาน เขาก็หลับไปจริงๆ
ตอน หลินจื่อซี ตื่นขึ้นมา เครื่องบินก็ใกล้จะลงจอดที่เมือง B อย่างปลอดภัยแล้ว
เขาสะกิดไหล่คนข้างหน้า "ผู้จัดการผมติดต่อสนามบินเมือง B ให้แล้ว
เดี๋ยวผมจะออกทางช่องทางพิเศษ
คุณจะไปด้วยกันไหมครับ?"
กู้เจ๋อเฉิง โบกมือปฏิเสธ "ไม่ล่ะ เพื่อนสมัยเด็กจะมารับฉัน"
หลินจื่อซี ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อเขาเป็นลูกหลานทหารที่เติบโตในเมือง B และเพิ่งย้ายไปเมือง S หลังจากเริ่มทำธุรกิจจนเติบใหญ่
ที่นี่ถือเป็นถิ่นเก่าของพ่อ เขาจึงไม่ต้องเป็นห่วงอะไร
แต่สุดท้าย กู้เจ๋อเฉิง ก็ต้องไปพร้อมกับ หลินจื่อซี อยู่ดี ไม่ใช่เพราะกลัวสื่อหรือซาแซงแฟนดักรอข้างนอก แต่เป็นเพราะ...
"เจ๋อเฉิง ทางนี้!" ทันทีที่ก้าวออกจากงวงช้าง "เพื่อนสมัยเด็ก" ของ กู้เจ๋อเฉิง ก็มายืนรออยู่แล้ว
ตรงนี้ยังห่างไกลจากจุดรับผู้โดยสารปกติมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่จุดนัดพบทั่วไป แถมอีกฝ่ายยังพา กู้เจ๋อเฉิง เดินตรงดิ่งไปทางช่องทาง VIP ทันที
หลินจื่อซี มองเพื่อนพ่อด้วยความประหลาดใจ
ชายคนนั้นดูมีอายุเกือบสี่สิบ หน้าตาดูแก่กว่า กู้เจ๋อเฉิง ที่ยังดูหนุ่มแน่น แต่บุคลิกดูสุขุมนุ่มลึกกว่า
เขาสวมเสื้อโค้ทสีเข้ม ดูไม่เหมือนเจ้าหน้าที่สนามบิน แต่เหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักวิชาการมากกว่า
แต่ หลินจื่อซี สบตาอีกฝ่ายแค่แวบเดียว ก็รู้ทันทีว่าเพื่อนสมัยเด็กของพ่อคนนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน สายตาคมกริบราวกับมีดที่แทงทะลุใจคนได้
ขณะที่ หลินจื่อซี กำลังแอบสังเกตพ่อบังเกิดเกล้ากับเพื่อนพ่อ เพื่อนพ่อคนนั้นก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นเขาเช่นกัน
"เพื่อนเหรอ? ไม่คิดจะแนะนำให้รู้จักหน่อยหรือ?" ชายคนนั้นพยักพเยิดหน้ามาทาง หลินจื่อซี แล้วถาม กู้เจ๋อเฉิง
กู้เจ๋อเฉิง เหลือบมอง หลินจื่อซี หลินจื่อซี ก็รู้ความนัยทันที หันไปบอกผู้ช่วยข้างๆ "เสี่ยวจาง นายไปดูหน่อยซิว่าคนของ เอสเต้ ที่มารับเรามาถึงหรือยัง
เดี๋ยวค่อยโทรคุยกัน"
ผู้ช่วยจาง พยักหน้า ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กเดินลิ่วๆ จากไป
กู้เจ๋อเฉิง ถึงได้หันไปบอกเพื่อนสมัยเด็ก "นี่ หลินจื่อซี ดาราที่ฉันเคยเล่าให้ฟัง
เขาบังเอิญอยู่บนเที่ยวบิน BY2628 วันนี้ด้วย... ถ้าวันไหนนายเจอแม่ฉัน อย่าเผลอหลุดปากเรื่องเขาล่ะ"
เขาเว้นจังหวะ แล้วแนะนำให้ หลินจื่อซี รู้จัก "เฉียวเว่ยตง ต่อหน้าแม่ฉัน เธอเรียกเขาว่า 'พี่เฉียว' ก็แล้วกัน"
การแนะนำตัวของ คุณพ่อกู้ ดูรวบรัดตัดตอนขึ้นเรื่อยๆ แต่ หลินเสี่ยวเซิง ประเมินว่าเพื่อนสมัยเด็กของพ่อน่าจะเป็นคนใหญ่คนโต และคงไม่ได้เกี่ยวข้องกันมากนักในอนาคต เขาเลยยื่นมือไปจับทักทายอย่างใจเย็น ไม่ได้ติดใจความห้วนสั้นของ กู้เจ๋อเฉิง
ส่วน เฉียวเว่ยตง พอรู้ฐานะของ หลินจื่อซี ก็ดูจะหมดความสนใจไปทันที
ระหว่างเดินออกจากสนามบิน เขาพูดกับ กู้เจ๋อเฉิง ถึง หลินเสี่ยวเซิง แค่ประโยคเดียว "หน้าเหมือน เจ๋ออี้ อยู่บ้าง แต่เหมือนนายมากกว่า... ถ้าเมื่อกี้นายไม่พูด ฉันคงนึกว่าเป็นลูกนอกสมรสของนายไปแล้ว"
...
...
บ้าเอ๊ย ข้าวน่ะกินซี้ซั้วได้ แต่คำพูด (ความจริง) ช่วยอย่าพูดพล่อยๆ ได้ไหมครับ?!
หลินเสี่ยวเซิง ที่หน้าซีดเผือดเพราะคำทักทายสุดช็อก ได้แต่แอบชำเลืองมองสีหน้าพ่อ พลางกรีดร้องโหยหวนในใจ