- หน้าแรก
- หนอนหนังสือบ้านนอกจะไม่ทนอีกต่อไป
- บทที่ 24 - วิชาความรู้ได้มาด้วยความเพียร
บทที่ 24 - วิชาความรู้ได้มาด้วยความเพียร
บทที่ 24 - วิชาความรู้ได้มาด้วยความเพียร
“กลับไปก็ต้องสอบประจำปักษ์แล้ว ยังมีเนื้อหาวิชาอรรถาธิบายบางส่วนที่ไม่เข้าใจ รบกวนพี่ลูช่วยไขข้อข้องใจให้หน่อยได้หรือไม่”
ลู่เป่ยกู้ยื่นบันทึกข้อสงสัยที่จดไว้ให้อีกฝ่ายดู
เมื่อสบสายตาที่จริงใจและมุ่งมั่นของลู่เป่ยกู้ ลูกว๋างอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “แต่ความรู้ข้าตื้นเขิน เกรงว่าจะไม่เข้าใจเช่นกัน”
“ไม่เป็นไร มาช่วยกันขบคิด”
ลู่เป่ยกู้ชี้ไปที่จุดหนึ่งแล้วถามว่า “ตรงนี้ ‘เจิ้งปั๋วพิชิตต้วนที่เมืองเหยียน’ ในอรรถาธิบายกล่าวว่า ‘ภัยมาถึงตัวแล้ว แม้นหญ้ารกยังยากจะกำจัด นับประสาอะไรกับน้องชายที่ท่านเจ้าผู้ครองแคว้นโปรดปราน’ แต่ในบันทึกย่ออ้างอิงจาก ‘กู่เหลียงจ้วน’ ว่า ‘เหตุใดจึงตำหนิเจิ้งปั๋ว เพราะเจิ้งปั๋ววางแผนมาอย่างดีที่จะสังหารน้องชาย’ ข้าไม่มีหนังสือ ‘ชุนชิวจุนหวังฟาเวย’ อยู่ในมือ ไม่ทราบว่าการสอบในปัจจุบันยึดถือแนวคิดใดเป็นหลัก”
ลูกว๋างอวี่ครุ่นคิดสักพักแล้วอธิบาย “คำถามนี้ของพี่ลู่ตรงประเด็นมาก ความจริงแล้วอรรถาธิบายแรกมองในมุมของจารีตประเพณี ส่วน ‘กู่เหลียง’ มองในมุมของเจตนา”
เขาพูดพลางดึงกระดาษแผ่นหนึ่งมาเขียน “เจ้าดูตรงนี้สิ...”
เงานอกหน้าต่างค่อยๆ เคลื่อนคล้อย เสียงนกร้องดังแว่วมาเป็นระยะ
ลู่เป่ยกู้บ้างขมวดคิ้วครุ่นคิด บ้างพยักหน้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง คำถามถูกป้อนออกมาข้อแล้วข้อเล่า แม้จะไม่ใช่คำถามที่พิสดารพันลึก แต่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อสอบที่มีโอกาสออก และมักจะเจาะเข้าสู่ประเด็นสำคัญเสมอ
แรกเริ่มลูกว๋างอวี่ยังรับมือไหว แต่พอนานเข้าเหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็เริ่มซึมตามไรผม จำต้องค้นตำราและบันทึกอื่นๆ มาอ้างอิงประกอบ
“พี่ลู พักสักหน่อยเถิด”
ลู่เป่ยกู้เห็นอีกฝ่ายดูเหนื่อยล้า จึงเอ่ยปาก “เที่ยงแล้ว”
ลูกว๋างอวี่เพิ่งรู้สึกตัวว่าคอแห้งผาก แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
เขายิ้มแห้งๆ ส่ายหน้า “แต่ก่อนถกเถียงเรื่องเรียนกับเพื่อนฝูง ไม่เคยต้องใช้สมองหนักขนาดนี้มาก่อน คำถามของพี่ลู่... ต้องเป็นคนที่ศึกษาอย่างจริงจังเท่านั้นถึงจะถามออกมาได้”
ครอบครัวของลูกว๋างอวี่ออกไปเยี่ยมญาติกันหมด ที่บ้านจึงไม่มีอาหารดีๆ ประกอบกับวันหานสือห้ามก่อไฟ ทั้งสองจึงตักโจ๊กหานสือจากหม้อมากินกับผักดองเพื่อประทังความหิว
ทานโจ๊กและผักดองง่ายๆ เสร็จ ลู่เป่ยกู้ก็อาสาเก็บล้างถ้วยชาม
เมื่อกลับเข้ามาในห้องหนังสือ เห็นลูกว๋างอวี่กำลังจัดเก็บกระดาษที่กระจัดกระจายด้วยท่าทางเชื่องช้า เห็นได้ชัดว่าอ่อนล้าเต็มที
เมื่อดวงตะวันคล้อยต่ำลง ด้วยมุมที่ย้อนแสง ภายในห้องหนังสือจึงเริ่มมืดสลัว
ลูกว๋างอวี่จุดตะเกียงน้ำมัน แสงไฟสีส้มสลัวทอดเงาชายหนุ่มสองคนลงบนผนัง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ลูกว๋างอวี่ขยี้ตาที่ปวดร้าว พบว่าลู่เป่ยกู้ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างขะมักเขม้น มีเพียงแอปริคอตเชื่อมน้ำผึ้งที่วางไว้สำหรับเติมน้ำตาลให้สมองที่ทำงานหนักเท่านั้นที่พร่องไปไม่กี่ชิ้น
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามา ลู่เป่ยกู้เขียนหนังสือติดต่อกันมาสี่ชั่วยามแล้ว
ลูกว๋างอวี่นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป เขาแอบชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นบนกระดาษเต็มไปด้วยบันทึกการอ่านเกี่ยวกับ “ชุนชิวจั่วจ้วนเจิ้งอี้” และ “ชุนชิวจี๋จ้วนจ่วนลี่” ตัวอักษรเรียงเป็นระเบียบราวกับแม่พิมพ์แกะไม้ ไม่มีรอยขีดฆ่าแม้แต่จุดเดียว
ยิ่งดูก็ยิ่งตกตะลึง
เขาจำได้แม่นว่าเมื่อเช้านี้ ความเข้าใจของลู่เป่ยกู้เกี่ยวกับ “ชุนชิว” ยังติดขัดอยู่มาก แม้แต่พื้นฐานหลายอย่างก็ยังไม่แม่นยำ แต่บัดนี้กลับสามารถมองเห็นความแตกต่างอันละเอียดอ่อนระหว่างคำอธิบายของแต่ละสำนักได้แล้ว
--- ความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อจนน่าขนลุก
“พี่ลู่”
เสียงของเขาแหบแห้ง “วันนี้เจ้าจดไปได้เท่าไรแล้ว”
ลู่เป่ยกู้ชะงัก พบว่ารอบตัวมีกองกระดาษที่เขียนแล้ววางซ้อนกันเป็นปึกหนา กระดาษที่เตรียมมาใช้หมดเกลี้ยง แถมยังเบียดเบียนกระดาษของลูกว๋างอวี่ไปไม่น้อย
ลู่เป่ยกู้รู้สึกเกรงใจ “เพลินไปหน่อย ใช้กระดาษของพี่ลูไปเยอะเลย”
ลูกว๋างอวี่กลับลุกขึ้นยืนฉับพลัน ประสานมือคารวะลู่เป่ยกู้จนตัวงอ “โบราณว่า ‘ผู้รู้มิสู้ผู้ชอบ ผู้ชอบมิสู้ผู้มีความสุข’ ความขยันหมั่นเพียรและจดจ่อของพี่ลู่ ข้าน้อยละอายใจสู้ไม่ได้จริงๆ”
ลู่เป่ยกู้รีบคารวะตอบ “พี่ลูอย่าได้กล่าวเช่นนั้น หากมิใช่ท่านทุ่มเทถ่ายทอดความรู้ ข้าจะมีปัญญาเข้าใจได้อย่างไร”
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทั้งสองจึงช่วยกันเก็บหนังสือและกระดาษ
ลูกว๋างอวี่ยืนยันจะเดินไปส่งลู่เป่ยกู้ที่ท่าเรือ ระหว่างทางอดถามไม่ได้ว่า “พรุ่งนี้พี่ลู่ยังจะมาอีกหรือไม่”
“หากพี่ลูไม่รังเกียจที่ข้ามารบกวน...”
“ยินดีเป็นอย่างยิ่ง!”
ลูกว๋างอวี่โพลงออกมาทันควัน แล้วยิ้มเขินๆ “ได้ศึกษาร่วมกับพี่ลู่ทำให้ข้าได้ความรู้มากโข อีกอย่างหากต้องอยู่คนเดียว จิตใจคงฟุ้งซ่านพาลจะหนีเที่ยวเสียเปล่าๆ”
สายลมพัดผ่าน หอบเอากลิ่นสุราลอยมาแตะจมูก
“เมื่อก่อนไม่รู้สึก แต่ตอนนี้ได้กลิ่นแล้วฉุนจมูกพิกล”
“ใช่ ชาวบ้านแถบนี้นิยมหมักเหล้าเก็บไว้ในถ้ำหินปูนธรรมชาติบนเขา พอลมพัดมาก็จะได้กลิ่น”
ลู่เป่ยกู้มองไปรอบๆ เนื่องจากเอ้อร์หลางทานมีภูเขาสูงขนาบสองฝั่ง อุณหภูมิจึงไม่สูงนักตลอดทั้งปี แถมอากาศยังชื้น ดูเหมาะสมแก่การหมักบ่มสุราเป็นอย่างยิ่ง
เรือข้ามฟากที่ว่างอยู่มีไม่มากนัก หลังต่อรองราคา ลู่เป่ยกู้ตกลงกับคนแจวเรือที่ราคาห้าอีแปะสำหรับเหมารอบไปส่งที่ตำบลกู่ลิ่นคนเดียว หากรอเรือรวมจะเสียแค่สองถึงสามอีแปะ
เรือลำน้อยค่อยๆ เคลื่อนออกจากฝั่ง โคมไฟหน้าเรือแกว่งไกวในความมืด
ลู่เป่ยกู้ก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้ท้องเรือ หันกลับไปมองเห็นลูกว๋างอวี่ยังคงยืนอยู่ที่ริมฝั่ง ร่างกายดูผอมบางภายใต้แสงจันทร์
“พี่ลู พรุ่งนี้เจอกัน!” เขาโบกมือตะโกน
“พรุ่งนี้เจอกัน!” เสียงของลูกว๋างอวี่ลอยมาตามลมแม่น้ำ
เขาวางย่ามไว้ตรงหน้าแล้วนั่งลง มองดูสิ่งที่จดบันทึกไว้ในกระดาษ จิตใจของลู่เป่ยกู้สงบนิ่งและมั่นคงกว่าตอนขามามากนัก
วิชาความรู้ได้มาด้วยความเพียร ตำราไม่เคยทรยศผู้คน!
พรสวรรค์ย่อมสำคัญที่สุด แต่หากมีพรสวรรค์แล้วไม่ขยัน ก็คงมีจุดจบเหมือนฟางจ้งหย่งที่ปล่อยให้พรสวรรค์สูญเปล่า
ยิ่งไปกว่านั้น คนอื่นไม่มีพรสวรรค์หรือไร
ต้องตระหนักว่ายุคสมัยนี้ เป็นศูนย์รวมของเหล่าอัจฉริยะที่ส่องประกายเจิดจรัสที่สุดในประวัติศาสตร์จีนนับพันปี!
ในเรื่องราวของตนเอง ใครบ้างไม่ใช่ “ผู้ถูกเลือก”
เขาเองก็เริ่มต้นช้ากว่าคนอื่นมากโข หากยังไม่ขยัน แล้วจะเอาอะไรไปยืนบนเวทีเดียวกับเหล่าอัจฉริยะพวกนั้นได้
แน่นอนว่าทำเนียบมังกรพยัคฆ์ยังเป็นเรื่องไกลตัว สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสอบระดับอำเภอให้ผ่าน
หากไม่ผ่านระดับอำเภอ ก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าสอบระดับเมือง!
และแม้แต่ในสำนักศึกษาเล็กๆ อย่างอำเภอเหอเจียง คะแนนของลู่เป่ยกู้ในวิชาอื่นนอกจากกลยุทธ์ ล้วนรั้งท้ายทั้งสิ้น
ลู่เป่ยกู้หลับตาลง ครุ่นคิดเงียบๆ ในใจ
กาพย์กลอน เติมคำ อรรถาธิบาย สามวิชานี้ที่ยากที่สุดคืออรรถาธิบาย และอรรถาธิบายแบ่งเป็น “ชุนชิว” และ “หลี่จี้” ซึ่ง “ชุนชิว” นั้นซับซ้อนลึกซึ้งที่สุด
“วันนี้ได้อ่านบันทึกย่อ ‘ชุนชิวจั่วจ้วนเจิ้งอี้’ ไปบางส่วน หากเพียรพยายามเช่นนี้ทุกวัน จบวันหยุดหานสือ ข้าน่าจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับชุนชิวในส่วนของอรรถาธิบายแล้ว... อาจจะยังรับมือโจทย์ยากๆ ไม่ได้ แต่โจทย์พื้นฐานไม่มีทางตอบผิดแน่นอน”
ขอเพียงเขาศึกษา “ชุนชิว” ให้เข้าใจถ่องแท้ในช่วงวันหยุดหานสือ พอกลับไปสำนักศึกษาแล้วขยันต่ออีกไม่กี่วัน
เมื่อถึงการสอบประจำปักษ์ คะแนนวิชาอรรถาธิบาย น่าจะก้าวกระโดดจากระดับตรีขั้นต่ำ ขึ้นไปสู่ระดับโทขั้นต่ำได้ในพริบตา!
สาเหตุที่เขามั่นใจเช่นนี้ เพราะลูกว๋างอวี่มักสอบได้ระดับโทขั้นต่ำ ลู่เป่ยกู้จึงพอประเมินได้ว่าระดับโทขั้นต่ำคือระดับไหน และตอนนี้เขาห่างจากระดับนั้นอยู่เท่าไร
และระดับโทขั้นต่ำ ในสำนักศึกษาอำเภอเหอเจียงก็นับว่าเป็นระดับหัวกะทิแล้ว
แน่นอนว่า แค่ระดับโทขั้นต่ำในสำนักศึกษาอำเภอยังไม่พอ!
หากต้องการความมั่นใจ ต้องทำให้ได้ระดับโทขั้นกลางหรือโทขั้นสูง จึงจะการันตีได้ว่าจะสอบผ่านระดับอำเภอ!
สำหรับเรื่องที่จะไปถึงระดับนั้นได้หรือไม่ ลู่เป่ยกู้มั่นใจมาก... ด้วยพรสวรรค์ของเขา ภายในเวลาสั้นๆ ย่อมทำได้แน่นอน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องขยันและมีวินัย