- หน้าแรก
- หนอนหนังสือบ้านนอกจะไม่ทนอีกต่อไป
- บทที่ 11 - คนยากไร้จะทำฉันใดได้
บทที่ 11 - คนยากไร้จะทำฉันใดได้
บทที่ 11 - คนยากไร้จะทำฉันใดได้
นอกหน้าต่าง แสงตะวันยามเย็นสาดส่องลอดกิ่งท้อ ทอดเงาเลือนรางลงบนพื้นอิฐสีเขียว
คนในครอบครัวกำลังล้อมวงทานข้าว
บนโต๊ะอาหาร ลู่เป่ยกู้เอ่ยถึงเรื่องการย้ายทะเบียนราษฎร์ขึ้นมา “ท่านนายอำเภอเอ่ยปากชมเชยด้วยตนเอง ทั้งยังเขียนหนังสือรับรองให้ข้าย้ายทะเบียนเข้าสู่อำเภอเหอเจียงได้ขอรับ”
“จำเป็นต้องย้ายด้วยหรือ” คิ้วเรียวงามของเผยเหยียนขมวดมุ่น
ตามกฎหมายของต้าซ่ง ทะเบียนครัวเรือนจะบันทึกเฉพาะชายฉกรรจ์ กล่าวคือตัวนางและลู่อวี่ฉือไม่อยู่ในข่ายได้รับการบันทึก ส่วนลู่เหยียนซีก็ยังเล็กเกินกว่าจะเป็นแรงงาน อีกทั้งครอบครัวของพวกนางยังเป็น “ครัวเรือนต่างถิ่น” ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
หากคิดจะย้ายทะเบียนราษฎร์ เกรงว่าคงต้องย้ายกันไปทั้งครอบครัว ซึ่งนั่นหมายถึงค่าใช้จ่ายก้อนโต
“จำเป็นขอรับ”
หลายปีมานี้เผยเหยียนต้องแบกรับภาระครอบครัวเพียงลำพัง นางจึงคุ้นชินกับการมองโลกในแง่ร้ายและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเสมอ
นางใช้ตะเกียบเขี่ยน้ำแกงปลาในถ้วยเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยท่ามกลางไอร้อน “การเช่าบ้านในตัวอำเภอไม่เหมือนในตำบล ต่อให้เป็นห้องปีกเรือนที่ห่างไกลที่สุด สัญญาก็ต้องเช่ากันเป็นปี อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสี่ถึงห้าก้วน...”
เผยเหยียนวางตะเกียบลง นิ้วมือบิดชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
“เดือนที่แล้วขายงานปักผ้าได้ 1,720 อีแปะ รับจ้างซักผ้าได้ 408 อีแปะ เก็บสมุนไพรได้ 861 อีแปะ หักค่าใช้จ่ายจิปาถะแล้วเหลือเพียง 2,535 อีแปะ ต้องเก็บไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับซื้อข้าวสารและเกลือ เจ้าไปเรียนหนังสือก็ต้องมีค่ากินอยู่ ทางตระกูลก็ยังติดหนี้อยู่อีก 28 ก้วน... ที่บ้านไม่มีเงินเหลือแล้วจริงๆ”
ในยามนี้ รายได้สุทธิของชาวบ้านระดับล่างในเมืองหลวงไคเฟิงอยู่ที่เดือนละประมาณ 4 ก้วน ซึ่งสูงกว่าเบี้ยเลี้ยงทหารกองหลวงเล็กน้อย
แต่ตำบลกู่ลิ่นเป็นเพียงตำบลห่างไกล แม้จะมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำช่วยหนุนเสริม แต่เศรษฐกิจย่อมเทียบกับเมืองหลวงไม่ได้ ดังนั้นต่อให้เผยเหยียนทำงานหนักโดยไม่หยุดพักสักวัน รายได้สุทธิต่อเดือนก็ทำได้เพียง 2 ก้วนครึ่งเท่านั้น
ส่วนราคาข้าวสารอยู่ที่ลิตรละประมาณ 70 อีแปะ หากไม่นับการใช้แรงงานหนัก ผู้ใหญ่สองคนกับเด็กสองคน แค่ค่าข้าวปลาอาหารตามปกติก็ต้องใช้จ่ายเกือบ 2,000 อีแปะต่อเดือนแล้ว
ดังนั้นที่เผยเหยียนบอกว่าจะเก็บเงินครึ่งหนึ่งไว้ซื้อข้าวซื้อเกลือ แท้จริงแล้วคือการลดทอนอาหารการกินของทุกคนในบ้านลง ยกเว้นเพียงลู่เป่ยกู้คนเดียว
ลู่เป่ยกู้ก้มมองข้าวสวยในชาม ทัศนวิสัยพลันพร่ามัวเล็กน้อย
เขาขยี้ตาแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “พี่สะใภ้อย่าได้กังวล เรื่องเงินค่าเช่าบ้านข้าจะหาทางเองขอรับ”
เผยเหยียนพยักหน้าโดยไม่เอ่ยคำใด แต่ในใจได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร นางก็จะหาเงินค่าเช่าบ้านในอำเภอเหอเจียงมาให้ได้
เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าอนาคตของลู่เป่ยกู้
“เพียงแค่จะย้ายทะเบียนไปอำเภอเหอเจียง ไม่จำเป็นต้องไปอาศัยทำงานอยู่หนึ่งปีหรอกหรือ” นางถามด้วยความลังเล
ตามกฎหมายต้าซ่ง หากไปอาศัยและทำงานครบหนึ่งปีก็จะได้รับอนุญาตให้ย้ายทะเบียนเข้าได้ หมายความว่าไม่ว่าทะเบียนเดิมจะอยู่ที่ใด ขอเพียงไปอยู่และทำงานครบปีก็ย้ายได้
ลู่เป่ยกู้ส่ายหน้า “การที่ข้าพักอาศัยอยู่ในสำนักศึกษาก็นับว่าเป็นการอาศัยอยู่เช่นกันขอรับ”
เขาหยุดครู่หนึ่ง มองแววตาสงสัยของเผยเหยียน แล้วตัดสินใจอธิบายให้กระจ่าง
“หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การย้ายทะเบียนขอรับ แต่อยู่ที่เรื่องราวหลังจากได้เป็นนักเรียนสำนักศึกษาประจำเมืองลูโจวและผ่านการสอบระดับเมืองแล้วต่างหาก”
“เจ้าจะเข้าสำนักศึกษาประจำเมืองได้จริงๆ หรือ”
ดวงตาของเผยเหยียนเบิกกว้าง วันนี้ลู่เป่ยกู้สร้างความตกตะลึงให้นางมากเกินไปแล้ว เริ่มจากผลสอบกลยุทธ์ระดับเอก แล้วตอนนี้ยังพูดถึงเรื่องเข้าสำนักศึกษาประจำเมืองอีก
ในความทรงจำของนาง น้องสามีผู้นี้สอบได้ที่โหล่ในสำนักศึกษาอำเภอมาโดยตลอดมิใช่หรือ
“ได้แน่นอนขอรับ”
น้ำเสียงของลู่เป่ยกู้หนักแน่นมั่นคง “พี่สะใภ้ นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีก”
เผยเหยียนมองเขาอย่างเหม่อลอย
ยังคงเป็นใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาเดิม ทว่าแววตากลับลึกล้ำดุจบ่อน้ำโบราณ ความสงบนิ่งนั้นทำให้นางรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
นางพลันตระหนักว่า ลู่เป่ยกู้ที่อยู่ตรงหน้านี้ ดูเหมือนจะแตกต่างจากหนอนตำราที่เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับกองหนังสือแต่จับต้นชนปลายไม่ถูกคนเดิมเสียแล้ว
ลู่เป่ยกู้เห็นสีหน้าเผยเหยียนผ่อนคลายลง จึงอธิบายต่อ “ใน ‘ระเบียบการสอบจิ้นซื่อ’ ที่ประกาศใช้ทั่วทุกเมืองเมื่อรัชศกจิ่งเต๋อปีที่สี่ ได้กำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า บัณฑิตที่ไม่กลับภูมิลำเนาแต่แอบย้ายทะเบียนไปเมืองอื่นเพื่อเข้าสอบ จะต้องถูกลงโทษสถานหนัก ทุกฤดูใบไม้ร่วงนายอำเภอจะต้องตรวจสอบความประพฤติและค้ำประกันส่งเรื่องไปให้ทางเมือง หากรับประกันแล้วพบว่ามีความประพฤติบกพร่อง ทั้งทางเมืองและทางอำเภอจะต้องรับโทษไปด้วยกัน”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสำคัญของหนังสือรับรองการย้ายทะเบียนที่นายอำเภอหลี่ออกให้ ไม่ได้อยู่ที่การย้ายทะเบียน แต่อยู่ที่ท่านยินดีจะค้ำประกัน ‘โควตาผู้สอบผ่าน’ ในภายภาคหน้าให้ข้าต่างหากขอรับ”
ลู่เป่ยกู้ใช้นิ้วเคาะลงบนบทความกลยุทธ์ฉบับคัดลอกที่วางอยู่บนย่ามข้างกาย “มิเช่นนั้น ต่อให้สอบผ่านระดับเมืองได้เป็นจูเหริน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้ไปสอบต่อที่เมืองหลวง”
เผยเหยียนฟังแล้วจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก แต่พอจะเข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องราว “สรุปก็คือ ท่านนายอำเภอหลี่ไม่ได้แค่ให้เจ้าย้ายทะเบียน แต่ยังจะค้ำประกันให้เจ้าได้... โควตา อะไรนั่นด้วยใช่หรือไม่”
“ประมาณนั้นขอรับ” ลู่เป่ยกู้พยักหน้า “แต่ถึงจะมีผู้ใหญ่เมตตาช่วยเหลือ ตัวข้าเองก็ต้องพยายามให้เต็มที่ หากสอบไม่ผ่านระดับอำเภอเข้าสำนักศึกษาประจำเมืองไม่ได้ หรือเข้าสำนักศึกษาประจำเมืองได้แต่สอบไม่ผ่านระดับเมือง ก็คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องโควตาแล้ว”
นอกหน้าต่าง แสงสุดท้ายของวันถูกความมืดกลืนกิน
หลังจากทานข้าวเสร็จ เก็บกวาดชามและเตาไฟเรียบร้อย
ที่โต๊ะไม้ตัวเดียวในบ้าน ลู่อวี่ฉือนอนฟุบหลับอยู่บนตักของเผยเหยียน ใบหน้าเล็กๆ ถูกแสงไฟจากเตาฉาบจนแดงระเรื่อ ส่วนลู่เหยียนซีนั้นหลับน้ำลายยืดไปเรียบร้อยแล้ว
เผยเหยียนลูบผมลูกสาวเบาๆ พลางเอ่ยถามขึ้นว่า “โควตาผู้สอบผ่าน ที่เจ้าว่าเมื่อครู่ เกี่ยวข้องกับลูกชายเศรษฐีโจวในตำบลหรือไม่ ได้ยินว่าเขาท่องจำคัมภีร์และเขียนอรรถาธิบายได้ดีมาก สอบผ่านเป็นจูเหรินเมื่อสองปีก่อน แต่กลับไม่ได้ไปสอบที่ไคเฟิง”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ ตระกูลโจวแม้จะร่ำรวยแต่ทะเบียนราษฎร์ขึ้นอยู่กับเขตปกครองพิเศษของตระกูลหลัว ทางการเมืองลูโจวย่อมต้องให้สิทธิ์จูเหรินที่มีทะเบียนในเมืองก่อนเป็นธรรมดา”
ลู่เป่ยกู้เว้นจังหวะ “เรื่องนี้มีตื้นลึกหนาบางอยู่ นั่นคือจำนวนโควตาของแต่ละเมือง ไม่ได้สัมพันธ์กับจำนวนผู้เข้าสอบเสมอไป”
ช่วงต้นราชวงศ์ซ่งมีผู้เข้าสอบน้อย ผู้ที่สอบผ่านระดับเมืองจึงมักได้รับโควตาทุกคน แต่ต่อมาเมื่อมีผู้เข้าสอบมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งรัชศกเสียนผิงปีแรกในสมัยพระเจ้าซ่งเจินจง จึงได้กำหนด “ระบบโควตาตายตัว” ขึ้นมาชัดเจน
ระบบนี้กำหนดให้แต่ละเมืองมีโควตาจำนวนแน่นอนตามจำนวนประชากรและระดับการศึกษา เมืองใหญ่อาจมีโควตานับสิบคน เมืองห่างไกลอาจมีเพียงไม่กี่คน ผู้ที่สอบผ่านระดับเมืองจะต้องมีคะแนนอยู่ในลำดับโควตาที่กำหนดไว้ จึงจะมีสิทธิ์ไปสอบต่อที่เมืองหลวง ส่วนผู้ที่สอบผ่านแต่คะแนนเกินโควตาก็จะถูกคัดออก
คัดออกแล้วทำอย่างไร ก็ต้องรออีกสามปีค่อยมาสอบใหม่
เผยเหยียนกระพริบตา เป็นเชิงบอกให้เขาเล่าต่อ
“พูดง่ายๆ คือ บางเมืองคนสอบน้อยแต่โควตาเยอะ บางเมืองคนสอบเยอะแต่โควตาน้อย”
ลู่เป่ยกู้ใช้นิ้วจุ่มน้ำชา วาดวงกลมลงบนโต๊ะ “หากไม่มีข้อจำกัด เหล่าบัณฑิตย่อมแห่ไปสอบในเมืองที่สอบง่าย ทางราชสำนักต้องการแก้ปัญหานี้ จึงได้ตั้งด่านสองชั้นคือเรื่องภูมิลำเนาและการค้ำประกันขึ้นมา”
เผยเหยียนร้องอ๋อ “มิน่าเล่า เศรษฐีโจวถึงยอมย้ายทั้งครอบครัวไปเมืองลูโจว ที่แท้ก็เพื่อการนี้”
“ถูกต้องขอรับ” ลู่เป่ยกู้ยิ้มขื่น
“คนรวยยังพอย้ายทะเบียนได้ แต่คนจนที่ไร้ผู้ใหญ่หนุนหลัง จะทำฉันใดได้เล่า”
ภูมิลำเนาเดิมของลู่เป่ยกู้ไม่ใช่อำเภอเหอเจียง เมืองลูโจว แต่อยู่ที่ตำบลกู่ลิ่นในเขตปกครองพิเศษของตระกูลหลัว
แม้ในทางปฏิบัติ นักเรียนในเขตปกครองพิเศษจะมาเรียนและสอบในพื้นที่ใกล้เคียงได้ ซึ่งไม่กระทบต่อการเข้าเรียนในสำนักศึกษาประจำเมือง แต่หากสอบผ่านระดับเมืองได้เป็นจูเหรินแล้ว การจะไปสอบต่อที่เมืองหลวงย่อมมีอุปสรรค
อ้อ ตรงนี้มีกฎที่รู้กันแต่พูดไม่ได้อยู่ข้อหนึ่ง
เมืองที่อยู่ติดกับเขตปกครองพิเศษ มักจะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของนักเรียนในพื้นที่ก่อน โดยจะกั๊กโควตาไว้ แล้วปัดตกนักเรียนจากเขตปกครองพิเศษที่มีคะแนนใกล้เคียงกันไปไว้ในรายชื่อรอเรียก
และนักเรียนที่ไม่ถูกปัดตก ก็จำเป็นต้องให้นายอำเภอตรวจสอบความประพฤติและเซ็นค้ำประกัน จึงจะได้รับ “โควตา” ไปสอบที่เมืองหลวง หากนายอำเภอค้ำประกันแล้วนักเรียนไม่ไปสอบจนโควตาเสียเปล่า เจ้าเมืองและนายอำเภอก็ต้องรับผิดร่วมกัน
ดังนั้น หากไม่ได้รับความเมตตาจากหลี่พาน ตามครรลองปกติแล้ว ต่อให้ลู่เป่ยกู้สอบผ่านระดับเมืองได้เป็นจูเหริน ก็อาจถูกจำกัดด้วยเรื่อง “โควตา” จนหมดสิทธิ์สอบระดับประเทศ ต้องปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์
ชีวิตคนเราจะมีเวลากี่ปีให้ทิ้งขว้างกันเล่า
เด็กหนุ่มสอบติดมีชื่อบนป้ายทองด้วยความภาคภูมิ กับคนแก่เฒ่าที่ตรากตรำสอบมาหลายสิบปีกว่าจะได้เป็นขุนนาง จะเหมือนกันได้อย่างไร
แน่นอนว่า การที่หลี่พานให้ความเมตตา รากฐานสำคัญที่สุดก็มาจากความสามารถของลู่เป่ยกู้เอง นี่คือต้นทุนที่แท้จริง