- หน้าแรก
- หนอนหนังสือบ้านนอกจะไม่ทนอีกต่อไป
- บทที่ 5 - ความเคียดแค้นจากเหอชง
บทที่ 5 - ความเคียดแค้นจากเหอชง
บทที่ 5 - ความเคียดแค้นจากเหอชง
“เหอชง ระดับตรีขั้นต่ำ”
“ลู่เป่ยกู้ ระดับเอกขั้นกลาง”
เมื่ออาจารย์ผู้ประกาศคะแนนขานผลการสอบกลยุทธ์ของลู่เป่ยกู้ ทั่วทั้งลานสอบก็พลันเงียบกริบไร้สรรพเสียง
“ระดับ... เอกขั้นกลางหรือ”
สีหน้าของทุกคนแข็งค้างราวกับได้ยินเรื่องราวจากแดนสนธยาที่มิอาจเป็นจริง
“เป็นไปไม่ได้” เหอชงลุกพรวดขึ้นอย่างแรงจนโต๊ะกระแทกสั่นไหว “นับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักศึกษาประจำอำเภอมา ยังไม่เคยมีผู้ใดสอบกลยุทธ์ได้ระดับเอกมาก่อน”
อาจารย์ผู้คุมสอบปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา “เหอชง สำรวมกิริยาด้วย”
เหอชงเพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาท ใบหน้าแดงก่ำรีบนั่งลง ทว่าแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่ยินยอมพร้อมใจนั้นไม่อาจปกปิดได้มิด
เป็นความจริงที่ว่านับตั้งแต่มีการปฏิรูปการปกครองรัชศกชิ่งลี่และก่อตั้งสำนักศึกษาขึ้นมา คะแนนสูงสุดที่เคยมีผู้ทำได้ในการสอบกลยุทธ์คือระดับโทขั้นสูง แม้แต่บัณฑิตที่มีพื้นฐานครอบครัวดีเยี่ยม หากคว้าได้ระดับโทขั้นกลางก็นับว่าเป็นยอดคนแล้ว
ระดับเอกหรือ นั่นเป็นผลการเรียนที่ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะฝันถึง
“ระดับเอกขั้นกลาง” บัณฑิตคนที่ช่วยพยุงลู่เป่ยกู้เมื่อครู่พึมพำกับตนเอง ดวงตาเป็นประกายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “พี่ลู่มีปัญญาเลิศล้ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
สหายข้างกายเขาก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน “ข้านึกว่าระดับโทขั้นสูงคือที่สุดแล้ว แต่นี่ระดับเอกขั้นกลาง... ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงมไปทั่วลานสอบ ทุกคนต่างตกตะลึงกับคะแนนประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
และในใจของทุกคนต่างก็ผุดคำถามข้อใหญ่ขึ้นมา
นั่นคือ... ลู่เป่ยกู้เขียนสิ่งใดลงไปในบทความกลยุทธ์ฉบับนั้นกันแน่
“เงียบ”
อาจารย์ผู้คุมสอบตวาดเสียงดัง รอจนลานสอบกลับมาสงบลงจึงประกาศคะแนนของคนอื่นๆ ต่อไป
ทว่าในยามนี้ไม่มีใครใส่ใจผลคะแนนของตนเองอีกแล้ว จิตใจของทุกคนยังคงวนเวียนอยู่กับคำว่า “ระดับเอกขั้นกลาง” ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
เมื่อการประกาศผลสิ้นสุดลง เหอชงก็ลุกขึ้นตะโกนก้อง
“ขอท่านอาจารย์โปรดอนุญาตให้พวกเราได้ยลโฉมบทความของลู่เป่ยกู้ด้วยเถิด”
เสียงของเหอชงบาดลึกไปในความเงียบ ใบหน้าของเขาแดงจัด กลุ่มคุณชายลูกผู้ดีด้านหลังต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน “ใช่แล้ว ให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตากับงานเขียนระดับเอกหน่อยเถิด”
อาจารย์ผู้คุมสอบขมวดคิ้วเตรียมจะเอ่ยปากตำหนิ ทว่านายอำเภอหลี่พานได้เดินออกมาจากห้องด้านในเสียก่อน ในมือของเขานั้นถือกนะดาษคำตอบของลู่เป่ยกู้อยู่
“อยากดูรึ” น้ำเสียงแหบพร่าของหลี่พานแฝงแววเย้ยหยัน “เช่นนั้นก็ดูให้เต็มตา”
เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่นำต้นฉบับบทความกลยุทธ์ไปปิดประกาศที่บอร์ดใต้ชายคาสำนักศึกษา
กระดาษสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย เหล่าบัณฑิตต่างกรูกันเข้าไปมุงดู
เหอชงเบียดเสียดเข้าไปอยู่หน้าสุด สายตาดุจมีดโกนจ้องเขม็งไปยังบทความ “ยุทธศาสตร์สยบแคว้นเซี่ย” ฉบับนั้น
ยิ่งอ่าน ใบหน้าของเขาก็ยิ่งซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดซึมเต็มหน้าผาก
“นี่มัน... นี่มัน...”
“พี่เหอ เหตุใดจึงนิ่งเงียบไปเล่า” ใครบางคนแสร้งเย้าแหย่ “เมื่อครู่มิใช่ท่านหรอกหรือที่กล่าวหาว่าพี่ลู่ขโมยต้นฉบับใครมา”
ริมฝีปากของเหอชงสั่นระริก ทว่าไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดได้
เขาเติบโตมาในตระกูลขุนนาง ย่อมมองออกถึงน้ำหนักและคุณค่าของบทความนี้ ลำพังแค่การยกอุทาหรณ์ที่สอดรับกับเนื้อหาได้อย่างลงตัว ก็มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาสามัญจะเขียนออกมาได้แล้ว
“ช่างเป็นประโยคที่คมคายนนัก ‘สวมอาภรณ์ราชันซ่อนเล่ห์พ่อค้า ถือศาสตราแต่คิดคำนวณกำไรขาดทุน’!” บัณฑิตคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะตบมือชมเชย “เปรียบเปรยได้ลึกซึ้งยิ่ง”
“พวกเจ้าดูยุทธศาสตร์ข้อที่สามสิ วิเคราะห์ความขัดแย้งภายในแคว้นเซี่ยได้ทะลุปรุโปร่งนัก”
เสียงชื่นชมดังกระหึ่มดั่งคลื่นลูกใหญ่ เหอชงรู้สึกเหมือนหูอื้ออึง บทความ “เลียนแบบพระเจ้าฮั่นอู่ตี้” ของเขา เมื่อเทียบกับ “ยุทธศาสตร์สยบแคว้นเซี่ย” ฉบับนี้แล้ว ช่างดูไร้เดียงสาจนน่าขัน
ด้วยฐานะทางบ้านที่มั่งคั่งและครองอันดับหนึ่งในสำนักศึกษามาตลอด เขาจึงเคยชินกับการมองผู้คนด้วยสายตาดูแคลน
ครานี้ถูกคนอื่นเหยียบข้ามหัว แถมยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูปเช่นนี้ จะให้เขาทำใจยอมรับได้อย่างไร
ในขณะที่เหอชงเบียดตัวออกมาจากฝูงชน ก็สบเข้ากับสายตาของหลี่พานพอดี
“เหอชง” หลี่พานเอ่ยช้าๆ “ได้ยินว่ากิจการหอสุราของตระกูลเจ้าไปได้ดี ที่บ้านคงมีหนังสือสะสมอยู่มากโข ทว่าในวิถีแห่งกลยุทธ์นั้น ท้ายที่สุดแล้วต้องพึ่งพาภูมิปัญญาและการขบคิดของตนเอง”
นายอำเภอเปรียบเสมือนเจ้าเมืองน้อยๆ มีอำนาจเบ็ดเสร็จในเขตปกครอง
ดังนั้นหลี่พานจะพูดจากับใครในสำนักศึกษาอย่างไรก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้อยคำของหลี่พานก็มิได้หยาบคายแต่อย่างใด
ทว่าเหอชงฟังแล้วกลับหน้าถอดสี เดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเขียว ราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสี
“ขอรับ ผู้น้อยทราบแล้ว”
เหอชงคารวะแล้วก้มหน้าเดินจากไป เสียงรอบข้างเปรียบเสมือนเข็มพันเล่มทิ่มแทงร่างกาย ไม่ว่าคนรอบข้างจะพูดคุยเรื่องใด เมื่อเข้าหูเขาล้วนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงเยาะเย้ยถากถางไปเสียสิ้น
“ได้ยินว่าเมื่อครู่เขายังหัวเราะเยาะลู่เป่ยกู้อยู่เลย”
“คราวนี้หน้าแตกยับเยิน...”
“วันๆ เอาแต่อวดเบ่งบารมีตระกูล ที่แท้ก็แค่ลูกเศรษฐีเจ้าสำราญ...”
เหอชงกัดฟันแน่น กำหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
“ลู่เป่ยกู้! แค่เขียนกลยุทธ์ดีแล้วจะทำไม อีกเพียงสองเดือนก็จะถึงการสอบคัดเลือกแล้ว คนอย่างเจ้าไม่มีทางสอบเข้าสำนักศึกษาประจำเมืองได้หรอก”
หลังจากนั้นนายอำเภอหลี่พานก็กลับเข้ามาในห้องพัก อาจารย์ผู้ช่วยนำระเบียนผลการเรียนเก่าของลู่เป่ยกู้มาวางตรงหน้า ตามคำสั่งของหลี่พาน
เมื่อเห็นหลี่พานพลิกดูเอกสาร อาจารย์ผู้ช่วยจึงเลือกใช้คำอย่างระมัดระวังแล้วกล่าวว่า
“คะแนนการเขียนอรรถาธิบายของลู่เป่ยกู้นั้นย่ำแย่เหลือเกิน การเติมคำในคัมภีร์และการประพันธ์กาพย์กลอนก็แค่พอผ่านเกณฑ์ ยามนี้เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวันสอบคัดเลือกแล้ว”
ความหมายโดยนัยคือ ต่อให้วิชากลยุทธ์จะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่วิชาอื่นของลู่เป่ยกู้นั้นเป็นตัวฉุดรั้งอย่างมาก ยากที่จะผ่านเกณฑ์การสอบคัดเลือกไปได้
และนี่คือจุดอ่อนถึงตายของลู่เป่ยกู้
ในความเป็นจริง ระบบการสอบขุนนางของต้าซ่งนั้นซับซ้อน แต่บัณฑิตทั่วไปหากไม่สิ้นหวังจริงๆ มักจะเลือกสอบในสาขาจิ้นซื่อ
สาขาจิ้นซื่อตั้งแต่รัชศกไท่ผิงซิงกั๋วปีที่สาม ได้กำหนดวิชาสอบไว้ห้าวิชา คือ กาพย์ กลอน กลยุทธ์ อรรถาธิบาย และการเติมคำ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปีชิ่งลี่ที่สี่ แต่สุดท้ายก็กลับมาใช้วิชาเดิมเป็นหลัก
ในปีเจียโย่วที่หนึ่งนี้ เนื้อหาการสอบยังคงเป็นห้าวิชานี้ เพียงแต่วิชากลยุทธ์ถูกยกให้มีความสำคัญสูงสุด และวิชาอรรถาธิบายเน้นความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งห้าวิชานี้จะปล่อยให้มีวิชาใดวิชาหนึ่งโดดเด่นแต่ที่เหลือล้มเหลวไม่ได้ มิเช่นนั้นคะแนนรวมจะไม่มีทางผ่านเกณฑ์ระดับอำเภอ
หลี่พานพยักหน้าเล็กน้อย แม้นายอำเภอจะมีอำนาจดูแลสำนักศึกษาและมีสิทธิ์พิจารณาคัดเลือกนักเรียน
แต่ราชวงศ์ซ่งให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในการสอบขุนนางอย่างยิ่ง กฎเกณฑ์มากมายถูกกำหนดตายตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบเส้นสายของตระกูลขุนนางเก่ากลับมามีอำนาจ
แม้จะมีช่องทางพิเศษอย่าง “บารมีบรรพชน” ไว้สำหรับลูกท่านหลานเธอที่ความสามารถไม่ถึงขั้น
แต่สำหรับบัณฑิตส่วนใหญ่ที่เข้าสอบ การสอบขุนนางของต้าซ่งนับว่ายุติธรรมกว่าสมัยต้าถังหลายเท่าตัวนัก
ภายใต้ระบบเช่นนี้ ต่อให้หลี่พานจะนึกเสียดายพรสวรรค์เพียงใด ก็ไม่อาจส่งชื่อนักเรียนที่ผลการเรียนรวมไม่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่รอบต่อไปได้
หากเขาดึงดันจะทำเช่นนั้น ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว มอบจุดอ่อนให้ผู้อื่นโจมตี
“ไปเรียกตัวลู่เป่ยกู้มาพบข้าเดี๋ยวนี้”
บทความกลยุทธ์ฉบับนี้ ยังมีเนื้อความบางส่วนที่ไม่อาจถกเถียงท่ามกลางธารกำนัลได้
และยังมีเรื่องอื่นอีก ที่หลี่พานตั้งใจจะพูดคุยกับลู่เป่ยกู้เป็นการส่วนตัว