- หน้าแรก
- หนอนหนังสือบ้านนอกจะไม่ทนอีกต่อไป
- บทที่ 4 - ผลประเมินระดับเอกขั้นกลาง ประกาศรายชื่อขึ้นป้าย!
บทที่ 4 - ผลประเมินระดับเอกขั้นกลาง ประกาศรายชื่อขึ้นป้าย!
บทที่ 4 - ผลประเมินระดับเอกขั้นกลาง ประกาศรายชื่อขึ้นป้าย!
“ข้าพเจ้ารับราชการในแดนตะวันตกเฉียงเหนือมาสิบปี ยังไม่เคยเห็นยุทธศาสตร์สยบแคว้นเซี่ยที่ลึกซึ้งถึงแก่นเช่นนี้มาก่อน”
ถ้อยคำนี้เปรียบเสมือนหินก้อนมหึมาที่ทุ่มลงกลางทะเลสาบอันเงียบสงบ ทำเอาทั่วทั้งลานสอบระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่น
“อะไรนะ ใต้เท้าถึงกับเอ่ยปากชมเชยเช่นนี้เชียวหรือ”
“นั่นมันลู่เป่ยกู้ที่สอบได้ที่โหล่มาตลอดไม่ใช่หรือ”
เหอชงที่อยู่ไม่ไกลได้ยินชัดเต็มสองหู ใบหน้าพลันแดงก่ำจนถึงใบหู เมื่อครู่เขายังเยาะเย้ยลู่เป่ยกู้อยู่หยกๆ ว่าการสอบกลยุทธ์ไม่มีทางลัด แต่เพียงพริบตาเดียว อีกฝ่ายกลับได้รับคำสรรเสริญจากท่านนายอำเภอถึงเพียงนี้
“เจ้าคนจนนั่น หรือว่าจะขโมยต้นฉบับของใครมา” เขาบ่นพึมพำด้วยความคับแค้นใจ
“ชู่ว เบาเสียงหน่อย” คนข้างๆ รีบเตือน
เวลานี้หลี่พานหาได้รู้เห็นหรือใส่ใจความคิดของบัณฑิตในลานสอบไม่ เขาเอื้อมมือไปหยิบกระดาษคำตอบของลู่เป่ยกู้ขึ้นมา กระดาษส่งเสียงสวบสาบเบาๆ อยู่ในนิ้วมือที่หยาบกร้านของเขา
“เจ้าชื่ออะไร”
เสียงของหลี่พานยังคงแหบพร่า แต่แฝงความอบอุ่นขึ้นหลายส่วน
“นักเรียนผู้น้อยแซ่ลู่ นามเป่ยกู้ เป็นคนตำบลกู่ลิ่นขอรับ”
“ตำบลกู่ลิ่น” หลี่พานพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ใช่ตำบลกู่ลิ่นในเขตปกครองของตระกูลหลัวทางต้นน้ำธารอันเล่อหรือไม่”
“ถูกต้องขอรับ”
หากจะว่ากันตามตรง ลู่เป่ยกู้ไม่ใช่คนอำเภอเหอเจียง ทะเบียนราษฎร์ของเขาอยู่ที่ตำบลกู่ลิ่นซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของกองกำลังชนเผ่าตระกูลหลัว
พื้นที่แถบนั้นไม่ได้ขึ้นตรงต่อการปกครองของราชสำนักต้าซ่ง ไม่มีระบบอำเภอหรือเมือง จึงไม่ต้องพูดถึงสำนักศึกษาใดๆ
แต่ในประวัติศาสตร์ ตำบลกู่ลิ่นและอำเภอเหอเจียงเคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองลิ่นโจวในสมัยราชวงศ์ถังและยุคห้าวงศ์สิบรัฐ ทั้งยังมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำผ่านธารอันเล่อที่สะดวกสบาย ดังนั้นบัณฑิตจากกู่ลิ่นจึงมักเดินทางมาศึกษาที่สำนักศึกษาอำเภอเหอเจียง
สายตาของหลี่พานหยุดอยู่ที่เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มและบาดแผลบนหน้าผากของลู่เป่ยกู้ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง เพียงแต่เอ่ยถามต่อ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่า นโยบายใช้เศรษฐกิจตัดเส้นเอ็น เหตุใดราชสำนักจึงไม่เคยดำเนินนโยบายทำนองนี้มาก่อน”
การตั้งคำถามต่อยอดจากบทความเช่นนี้ แท้จริงแล้วหลี่พานแฝงเจตนาทดสอบภูมิปัญญาเอาไว้
หากบทความนี้ลู่เป่ยกู้เพียงแค่ท่องจำมา ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง ย่อมไม่มีทางตอบคำถามนี้ได้
หน้าผากของลู่เป่ยกู้เริ่มมีเหงื่อซึม ไม่ใช่เพราะตอบไม่ได้ แต่เขาเพิ่งตระหนักว่าการแสดงฝีมือที่เก่งกาจเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
เดิมทีเขาตั้งใจแค่จะมาสอบให้ผ่านๆ ไปด้วยความคิดว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว ผลลัพธ์กลับกลายเป็นการปล่อยของจนเกินเบอร์
จะทำอย่างไรดีเล่า
ต้องรู้ก่อนว่าผลการเรียนในอดีตของเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่เอาไหน
การที่จู่ๆ ก็ฉายแสงเจิดจรัสขึ้นมาเช่นนี้ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสงสัย
แต่ตอนนี้จะคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ หากตอบคำถามได้ไม่ดี ไม่สมกับระดับสติปัญญาที่แสดงในบทความ จะยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่
แทนที่จะถูกนายอำเภอสงสัยว่าทุจริต สู้รักษามาตรฐานอันโดดเด่นนี้ต่อไปให้สุดทางเสียยังดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่เป่ยกู้จึงตอบกลับด้วยท่าทีที่เรียบง่าย เฉยๆ
“เรียนใต้เท้า สาเหตุสำคัญอยู่ที่คำว่า ผลประโยชน์ ขอรับ สถานะทางการคลังของราชสำนักเปราะบางดั่งไข่เรียงซ้อน ทหารและราษฎรชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากยิ่ง เงินเบี้ยหวัดขาดแคลนเป็นแรมเดือนแรมปี ดังนั้นการดำรงชีพของป้อมค่ายชายแดนจึงต้องพึ่งพาผลประโยชน์จากการลักลอบค้าขายเป็นหลัก”
“อีกทั้งเกลือหลวงที่ชาวกวนจงบริโภคนั้นมีราคาสูง ราชสำนักต้องการภาษีเกลือจึงยากจะลดราคาลง ชาวบ้านตาดำๆ แม้จะมีใจสนับสนุนบ้านเมือง แต่ด้วยความจำเป็นในการปากกัดตีนถีบ จึงจำต้องซื้อเกลือเขียวเถื่อนมาบริโภค”
คนยุคปัจจุบันอาจเข้าใจความสำคัญของเกลือในสมัยโบราณได้ยาก เพราะในยุคปัจจุบันเกลือคุณภาพดีหาซื้อได้ง่ายในราคาถูกเมื่อเทียบกับรายได้
แต่คนโบราณต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายนี้
แท้จริงแล้วต้าซ่งไม่ได้ขาดแคลนเกลือ และไม่ใช่ว่าทำเกลือราคาถูกไม่ได้ แต่ด้วยรายได้ที่จำกัดและภาระ ความซ้ำซ้อนสามประการ ที่แบกรับอยู่ หากต้องการให้กลไกรัฐดำเนินต่อไปได้ ก็จำต้องผูกขาดการค้าเกลือและขายในราคาสูง
ดังนั้นที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่มีใครคิดจะคว่ำบาตรเกลือเขียวเพื่อลงโทษแคว้นเซี่ย เพียงแต่มันทำไม่ได้เท่านั้นเอง
เพราะเกลือเขียวของแคว้นเซี่ยเมื่อเทียบกับเกลือหลวงของทางการต้าซ่งแล้ว ไม่เพียงคุณภาพดีกว่า แต่ราคายังถูกกว่ามาก ต่อให้ไม่พูดถึงรสชาติ ชาวกวนจงซื้อเกลือหลวงต้องจ่ายถึงชั่งละห้าสิบห้าอีแปะ แต่เกลือเขียวเถื่อนราคาเพียงชั่งละสิบห้าอีแปะเท่านั้น
ลองถามดูเถิดว่าหากท่านเป็นชาวบ้านธรรมดาในกวนจง ท่านจะเลือกสิ่งใด
ในเมื่อการสอบยังไม่สิ้นสุด หลี่พานที่ได้ทดสอบพอหอมปากหอมคอแล้วจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงกล่าวว่า “เจ้าไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนเถิด อย่าให้จับไข้ รอสอบเสร็จเมื่อใดข้าจะส่งคนไปเรียก”
นี่ไม่ใช่คำพูดตามมารยาท แต่เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ในยุคสมัยนี้ เด็กหนุ่มตกน้ำแล้วทนหนาวสักพักอาจไม่เป็นไร
แต่หากปล่อยให้ตัวเปียกชื้นโดยไม่เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งสะอาด อาจถึงแก่ความตายได้จริงๆ
“ผู้น้อยน้อมรับคำสั่ง”
ขณะที่ลู่เป่ยกู้หันหลังเดินไปยังประตูทางออก เขาสัมผัสได้ว่าสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขาเป็นจุดเดียว
คนที่เคยดูถูกเหยียดหยามเขา บัดนี้ในแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
สายตาเช่นนี้ เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ลู่เป่ยกู้เป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เล็ก การเรียนข้ามชั้นเป็นเรื่องปกติเหมือนกินข้าว การคว้ารางวัลเป็นเรื่องง่ายดายเหมือนดื่มน้ำ เรียนจบปริญญาเอกและได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเจียงต้าตอนอายุยี่สิบสอง พออายุยี่สิบหกก็ได้เป็นรองศาสตราจารย์แล้ว
เขาคือดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดในวงการมนุษยสังคมศาสตร์ระดับประเทศ เป็นหัวหน้าโครงการระดับชาติมานับไม่ถ้วน
แม้ในด้านการสอนและวาทศิลป์ ลู่เป่ยกู้จะยอมรับว่าสู้ เจียงซิงหั่ว เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการสอบและการเขียนงานวิชาการแล้วล่ะก็ สถานการณ์จะกลับตาลปัตรทันที
“เฮ้อ ตัวเองตายแล้วข้ามภพมาก่อนจะเขียนวิทยานิพนธ์เสร็จ แบบนี้อาจารย์เจียงคงหมดหวังจะได้เป็นผู้เขียนร่วมคนที่สองแล้ว หวังว่าปีนี้เขาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ราบรื่นนะ”
แสงแดดฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงมากระทบกาย ลู่เป่ยกู้สูดลมหายใจลึก สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ไร้มลพิษ พร้อมทั้งสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัวทิ้งไป
อดีตไม่อาจหวนคืน อนาคตยังรออยู่เบื้องหน้า
ในเมื่อวิญญาณข้ามภพมาสู่สมัยซ่งเหนือแล้ว การจะกลับไปคงเป็นเรื่องเพ้อฝัน
ดังนั้นสำหรับลู่เป่ยกู้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการมีชีวิตรอดในยุคสมัยนี้ให้ดีที่สุด
และในยุคที่ยกย่องปัญญาชนเหยียบย่ำนักรบนี้ บทความกลยุทธ์เพียงหนึ่งบทอาจยังไม่ถึงกับพลิกชะตาชีวิตได้ทั้งหมด แต่มันก็เพียงพอที่จะงัดวิถีชีวิตเดิมๆ ให้เปลี่ยนทิศทางไป
และความสามารถของเขา ไม่ได้มีดีแค่การจรดพู่กันเขียนบทความได้เพียงอย่างเดียว...
ขณะที่ลู่เป่ยกู้กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอพักในสำนักศึกษา นายอำเภอหลี่พานและเจ้าหน้าที่สำนักศึกษาคนอื่นๆ ก็เริ่มทำการตรวจให้คะแนนกระดาษคำตอบในอีกห้องหนึ่ง
ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ยังคงต้องรออยู่ในลานสอบ ห้ามออกไปไหนจนกว่าผลจะออก
ผลสอบส่วนใหญ่ล้วนออกมาในระดับ ตรี
ทว่า จะให้คะแนนบทความของลู่เป่ยกู้อย่างไร กลับทำให้เจ้าหน้าที่คุมสอบถึงกับกุมขมับ
บทความนี้ไม่เพียงมีมุมมองเฉียบคม สำนวนภาษายังเก๋าเกม การอ้างอิงตำราทำได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ดูไม่เหมือนระดับความรู้ของนักเรียนอำเภอเลยสักนิด
อ้อ ที่มีการอ้างอิงตำรามากมายในบทความ ไม่ใช่ว่าลู่เป่ยกู้จงใจอวดภูมิความรู้ แต่เพราะเกณฑ์การให้คะแนนกำหนดไว้ว่าต้องมีการอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความคิดเห็น แม้แต่ซูซื่อเองยังเคยแต่งเรื่องเล่า สามประหารสามอภัย ขึ้นมาเองสดๆ ร้อนๆ เพื่อใช้ประกอบการสอบเลย
และพูดกันตามตรง การอ้างอิงของลู่เป่ยกู้นั้น นอกจากจะสอดคล้องกับประเด็นแล้ว ยังถือว่าเข้าใจง่ายไม่ได้วิลิศมาหราจนเกินไป
หากเปลี่ยนไปใช้สำนวนแบบ สำนักไท่เสวีย ที่กำลังฮิตกันในเมืองหลวงไคเฟิงตอนนี้สิ ถึงจะเรียกว่าอ่านยากของจริง
“ให้ระดับเอกได้ แต่จะเป็นเอกโทหรือเอกตรีนั้นตัดสินยาก”
“ความถือดีนำมาซึ่งความเสียหาย ความถ่อมตนนำมาซึ่งผลประโยชน์”
นายอำเภอหลี่พานเป็นผู้เคาะคำตัดสิน “ให้ระดับ เอกโท ก็แล้วกัน แล้วนำไปปิดประกาศที่กำแพงสำนักศึกษาในฐานะบทความที่ดีที่สุดในการสอบครั้งนี้”
เมื่อการตรวจข้อสอบเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่คุมสอบก็เดินออกจากห้องเพื่อประกาศคะแนนทีละคน