- หน้าแรก
- ข้ามภพสืบคดี ตี๋เหรินเจี๋ยแห่งโลกใบใหม่
- บทที่ 28 จี๋ลี่ข่าน
บทที่ 28 จี๋ลี่ข่าน
บทที่ 28 จี๋ลี่ข่าน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จ้าวจี้และหลี่หยวนฟางได้รับคำสั่งจากตี๋เหรินเจี๋ย ให้ไปยังจวนเจ้าเมืองเพื่อค้นหาเบาะแสที่ฟางเชียนตัวปลอมทิ้งไว้
เบาะแสที่มีค่าที่สุดในจวนเจ้าเมืองคงหนีไม่พ้นทางลับที่เชื่อมต่อระหว่างห้องโถงชั้นสองกับคลังเงิน แต่ในเวลานี้ยังไม่แน่ชัดว่าหลิวจินซ่อนตัวอยู่ในทางลับนั้นหรือไม่ หากใจร้อนเกินไปอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ได้ไม่คุ้มเสีย จ้าวจี้จึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน
ยังมีเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องจัดการ นั่นคือการยืนยันตัวตนของ "หลี่เอ้อ"
เมื่อหลายคืนก่อน จ้าวจี้เคยเตือนหลี่หยวนฟางว่าอย่าเพิ่งเปิดเผยตัวตนของหลี่เอ้อ ตอนนี้จึงเป็นเวลาที่ต้องตกลงกันให้เข้าใจตรงกันเสียก่อน
จ้าวจี้มองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าปลอดคนจึงเอ่ยถาม "หยวนฟาง เจ้าจำรอยสักบนแขนซ้ายของหลี่เอ้อได้หรือไม่"
พอได้ยินเรื่องรอยสัก สีหน้าของหลี่หยวนฟางก็เคร่งขรึมขึ้นทันที "จำได้แม่นยำ รูปหัวเสือกับนกอินทรี นั่นมันสัญลักษณ์ของราชวงศ์ทูเจ"
"ถูกต้อง หัวเสือสามหัวหมายถึงกองกำลังพยัคฆ์สามกองที่เกรียงไกรที่สุดของข่านทูเจ ส่วนนกอินทรีที่อยู่เหนือขึ้นไป สื่อถึงสถานะอันสูงส่งของข่านทูเจ" จ้าวจี้อธิบายขยายความ
"นึกไม่ถึงว่าเฉิงหยวนจะมีความรู้เรื่องทูเจลึกซึ้งเพียงนี้ ข้าก็นึกว่าตาฝาดไปเสียอีก" หลี่หยวนฟางเอ่ยชม ก่อนจะถามด้วยความสงสัย "แต่เหตุใดคืนนั้นเจ้าถึงห้ามไม่ให้ข้าพูดเรื่องนี้"
จ้าวจี้ไม่อาจบอกความจริงว่าต้องระวังฮูจิ้งฮุย จึงตอบเลี่ยงๆ ไปว่า "การยืนยันตัวตนของหลี่เอ้อเป็นเรื่องใหญ่ คืนนั้นคนพลุกพล่าน หากพูดไปเกรงจะไม่ปลอดภัย"
หลี่หยวนฟางพยักหน้าเข้าใจ "เจ้ารอบคอบเสมอจริงๆ" เขาพยายามนึกทบทวนว่าคืนนั้นมีใครอยู่บ้าง นอกจากพวกเขาสองคน ก็มีตี๋เหรินเจี๋ย ฮูจิ้งฮุย และลู่ต้าโหย่ว คิดไปคิดมา คนที่น่าสงสัยที่สุดกลับกลายเป็นลู่ต้าโหย่ว
"หลี่เอ้ออยู่ในการดูแลของลู่ต้าโหย่วมาตลอด มิน่าล่ะพิษงูถึงกำเริบขึ้นมาได้" หลี่หยวนฟางยิ่งคิดยิ่งระแวง จนเผลอร้องออกมาเหมือนค้นพบความจริงบางอย่าง
จ้าวจี้ได้แต่แอบไอแก้เก้อกับความคิดเตลิดเปิดเปิงของสหาย แต่ก็ต้องเออออห่อหมกไปตามน้ำ "ใช่แล้ว เราต้องรีบแจ้งเรื่องนี้ให้ใต้เท้าทราบโดยเร็ว"
ลู่ต้าโหย่วนั้นบริสุทธิ์ใจ ตรวจสอบอย่างไรก็ไม่พบพิรุธ แต่นี่ถือเป็นโอกาสดีที่จ้าวจี้จะใช้กลบเกลื่อนพฤติกรรมแปลกๆ ของตนเอง
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ทหารนายหนึ่งก็นำเอกสารปึกหนึ่งมามอบให้จ้าวจี้ "ท่านนายพล พบเอกสารแปลกๆ เหล่านี้ขอรับ"
"เอามาดูซิ"
จ้าวจี้รับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก คิดว่าเป็นเอกสารทั่วไป แต่เมื่อกวาดตามองเนื้อหา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากประหลาดใจเป็นยินดีปรีดา
"หยวนฟาง มาดูนี่สิ" จ้าวจี้ยื่นเอกสารให้หลี่หยวนฟาง
หลี่หยวนฟางรับไปอ่านแล้วเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "เจ้าหลี่เอ้อนี่ ที่แท้คือจี๋ลี่..."
"ชู่ว!" จ้าวจี้รีบเอามือปิดปากหลี่หยวนฟาง
"ข้าก็นึกว่าเป็นแค่เชื้อพระวงศ์ทูเจเสียอีก" หลี่หยวนฟางลดเสียงลงจนแทบกระซิบ
เอกสารหนังแกะเหล่านี้เขียนด้วยอักษรทูเจ เนื้อหาเกี่ยวกับความลับทางการทูรเจ และจดหมายที่ขุนนางทูเจเขียนถึงจี๋ลี่ข่าน เดิมทีของพวกนี้ควรถูกอวี๋เฟิงเผาทำลายทิ้ง แต่ในโลกนี้ จ้าวจี้บุกมาถึงจวนเจ้าเมืองเร็วเกินคาด อวี๋เฟิงที่เพิ่งฆ่าฟางเชียนจึงไม่มีเวลาทำลายหลักฐาน ทหารจึงค้นพบเข้าโดยบังเอิญ
ขณะที่จ้าวจี้และหลี่หยวนฟางกำลังปรึกษากัน เฉียวไท่ ตำแหน่งจางสื่อแห่งโยวโจว ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา
เฉียวไท่ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อ หอบหายใจถี่ "ท่านนายพลจ้าว ข้าตามหาท่านแทบแย่!"
"ใต้เท้าเฉียว ท่านมาทำอะไรที่จวนเจ้าเมืองหรือ" หลี่หยวนฟางถาม
"ท่านนายพลจ้าวไหว้วานข้าไว้เรื่องหนึ่ง ข้านึกว่าพวกท่านจะอยู่กับท่านตี๋เก๋อเหล่า ที่ไหนได้กลับมาอยู่ที่นี่" เฉียวไท่อธิบาย
"แล้วท่านหาของเจอไหม" จ้าวจี้ถามด้วยความร้อนใจ
เมื่อวานในงานเลี้ยง จ้าวจี้ไหว้วานให้เฉียวไท่ช่วยตามหาของใช้ส่วนตัวของหลี่เอ้อ เขาไม่คิดว่าการค้นจวนเจ้าเมืองจะได้เอกสารสำคัญมา จึงตั้งใจจะใช้แหวนหัวเสือนกอินทรีเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนของหลี่เอ้อ
"เอกสารส่วนใหญ่ถูกฟางเชียนเก็บไปหมด เหลือรอดมาแค่ชิ้นเดียว"
เฉียวไท่ล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ วางลงบนฝ่ามือ มันคือแหวนรูปหัวเสือและนกอินทรีอันโดดเด่น
"ดี! คราวนี้ไม่ผิดตัวแน่! หยวนฟาง รีบไปหาใต้เท้ากันเถอะ"
จ้าวจี้ดีใจจนเนื้อเต้น คว้าแหวนจากมือเฉียวไท่ แล้วลากแขนหลี่หยวนฟางเดินออกไปทันที
ช่วงเวลานี้ฮูจิ้งฮุยไม่อยู่ที่จวนข้าหลวง นับเป็นโอกาสทองที่จะเปิดเผยตัวตนของหลี่เอ้อ
"เดี๋ยวๆ ท่านนายพลทั้งสอง รอข้าด้วยสิ!" เฉียวไท่ตะโกนเรียกก่อนจะรีบวิ่งตามไป
จ้าวจี้ หลี่หยวนฟาง และเฉียวไท่ ควบม้าเร็วรี่กลับมายังจวนข้าหลวง
จ้าวจี้นำทีมทั้งสามเดินดุ่มๆ เข้าไปยังโถงใหญ่ที่ตี๋เหรินเจี๋ยนั่งทำงานอยู่
ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นทั้งสามคนมาพร้อมหน้าพร้อมตา ก็อดสงสัยไม่ได้ "พวกเจ้าสามคนมาพร้อมกันเช่นนี้ หรือว่าเกิดเรื่องที่จวนเจ้าเมือง?"
จ้าวจี้รีบนำเอกสารหนังแกะและแหวนหัวเสือนกอินทรีวางลงบนโต๊ะ "ใต้เท้า โปรดดูสิ่งนี้ขอรับ"
ตี๋เหรินเจี๋ยหยิบแหวนและเอกสารขึ้นมาดูด้วยความงุนงง "นี่มันคืออะไรกัน"
"นี่คือหลักฐานสำคัญที่ระบุตัวตนของหลี่เอ้อขอรับ" จ้าวจี้กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ตี๋เหรินเจี๋ยหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'ตัวตนของหลี่เอ้อ' "ตัวตนของหลี่เอ้อ? หมายความว่าอย่างไร"
"ใต้เท้า หลี่เอ้อผู้นั้น แท้จริงแล้วคือจี๋ลี่ข่านแห่งทูเจขอรับ!" จ้าวจี้เฉลยความจริงอันน่าตื่นตะลึง
"อะไรนะ!!!" ตี๋เหรินเจี๋ยลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจ เฉียวไท่ที่ยืนอยู่ด้านล่างก็อ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
ครู่ต่อมา ตี๋เหรินเจี๋ยตั้งสติได้ ค่อยๆ นั่งลง จ้องหน้าจ้าวจี้เขม็ง "เจ้าแน่ใจนะ? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!"
"มั่นใจแน่นอนขอรับ แหวนที่มีตราหัวเสือและนกอินทรีวงนี้ คือตราประจำพระองค์ของข่านทูเจ" จ้าวจี้ยืนยันหนักแน่น
"แหวนวงนี้ข้าเป็นคนไหว้วานให้ใต้เท้าเฉียวช่วยตามหาจากข้าวของเครื่องใช้ของหลี่เอ้อขอรับ"
จ้าวจี้หันไปพยักหน้าให้เฉียวไท่ช่วยยืนยัน
เฉียวไท่รวบรวมสติ ประสานมือคารวะ "เป็นความจริงขอรับ จากคำให้การของเสมียน แหวนวงนี้พบในห่อผ้าสัมภาระของหลี่เอ้อ"
ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ประมาท กระพริบตาถี่ๆ ใช้ความคิดอย่างละเอียดรอบคอบ
"เป็นไปได้ไหมว่า หลี่เอ้อผู้นี้ไม่ใช่จี๋ลี่ข่านตัวจริง แต่ได้รับมอบแหวนมาด้วยจุดประสงค์บางอย่าง เช่น อาจจะเป็นทูตพิเศษของข่าน?"
หลี่หยวนฟางก้าวออกมาปฏิเสธสมมติฐานนั้น "ใต้เท้า เอกสารหนังแกะในมือท่านเขียนด้วยอักษรทูเจ ล้วนเป็นจดหมายถึงจี๋ลี่ข่านและความลับราชการทูเจ ซึ่งมีข้อมูลระบุตัวตนของหลี่เอ้อรวมอยู่ด้วยขอรับ"
"ข้ากับหยวนฟางค้นพบเอกสารเหล่านี้ที่จวนเจ้าเมือง เกรงว่าฟางเชียนเองก็คงเห็นเอกสารพวกนี้แล้ว จึงมั่นใจว่าเป็นจี๋ลี่ข่าน" จ้าวจี้เสริมข้อมูลสนับสนุน
ตี๋เหรินเจี๋ยถือแหวนหัวเสือนกอินทรีไว้ในมือ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แววตาฉายแววรู้แจ้ง "จริงสินะ ข้าจำได้ว่าที่แขนซ้ายของหลี่เอ้อก็มีรอยสักรูปหัวเสือและนกอินทรีเช่นกัน"
"ใต้เท้าช่างสังเกตและมีความจำแม่นยำยิ่งนัก" จ้าวจี้กล่าวชม
ตี๋เหรินเจี๋ยลูบเครา ก่อนตบโต๊ะดังฉาด "มิน่าเล่า ฟางเชียนถึงได้ตามล่าหลี่เอ้ออย่างบ้าคลั่ง ที่แท้เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้เอง"
"ปริศนาทั้งหมดคลี่คลายแล้ว เฉิงหยวน หยวนฟาง เฉียวไท่ พวกเจ้าทั้งสามมีความดีความชอบใหญ่หลวงนัก!"
จากนั้นตี๋เหรินเจี๋ยก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
จ้าวจี้และอีกสองคนสบตากันอย่างถ่อมตน "ใต้เท้ากล่าวชมเกินไป พวกข้าน้อยเพียงทำตามหน้าที่"
"ฮ่าๆๆ ความเป็นตายของจี๋ลี่ข่านเกี่ยวพันถึงสงครามและสันติภาพของสองแผ่นดิน การกระทำของพวกเจ้าถือว่าได้ช่วยชีวิตราษฎรนับหมื่นนับแสนไว้เชียวนะ"
จ้าวจี้ยังคงถ่อมตน "เป็นเพราะสวรรค์คุ้มครองและวิชาแพทย์อันล้ำเลิศของใต้เท้าที่ช่วยชีวิตจี๋ลี่ข่านไว้ได้ มิเช่นนั้นความพยายามของพวกข้าน้อยก็คงสูญเปล่า"
"เฉิงหยวนพูดถูกขอรับ" เฉียวไท่และหลี่หยวนฟางรีบสนับสนุน
ตี๋เหรินเจี๋ยหัวเราะชอบใจ "เอาล่ะๆ ไม่ต้องถ่อมตัวกันขนาดนั้น"
ทันใดนั้น สีหน้าของตี๋เหรินเจี๋ยก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง "แต่มีข้อแม้ประการหนึ่ง เรื่องนี้มีความสำคัญยิ่ง ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด ห้ามให้แพร่งพรายไปถึงหูใครเป็นอันขาด"
"จำไว้ ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ตาม!" ตี๋เหรินเจี๋ยย้ำเสียงเข้ม
ทั้งสามรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
มีเพียงจ้าวจี้เท่านั้นที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่า บุคคลที่ตี๋เหรินเจี๋ยต้องการปิดบังและระวังตัวมากที่สุดในตอนนี้ คือฮูจิ้งฮุย