- หน้าแรก
- ข้ามภพสืบคดี ตี๋เหรินเจี๋ยแห่งโลกใบใหม่
- บทที่ 8 ฮูจิ้งฮุย
บทที่ 8 ฮูจิ้งฮุย
บทที่ 8 ฮูจิ้งฮุย
ขณะที่จ้าวจี้และตี๋เหรินเจี๋ยกำลังถูกจู่โจม หลี่หยวนฟางก็ไล่ล่าบุคคลลึกลับผู้หนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก ทั้งสองทะยานไปตามตรอกซอกซอยด้วยความเร็วสูง บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่ใครอื่น แท้จริงแล้วคือ "อวี๋เฟิง" ผู้ที่เคยลอบสังหารตี๋เหรินเจี๋ยที่สถานีหลานเฉียวแต่ล้มเหลว หลังจากแผนการในคืนนั้นพังไม่เป็นท่า อวี๋เฟิงก็รีบรุดเข้าสู่ฉางอันเพื่อขอความช่วยเหลือจาก "อสรพิษ" ผู้เป็นเจ้านาย
อสรพิษไม่พอใจอย่างมากที่อวี๋เฟิงทำงานพลาด ปล่อยให้ตี๋เหรินเจี๋ยรอดชีวิตมาได้ แต่เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้ว ก็จำต้องแก้ไขเฉพาะหน้า เขาจึงสั่งให้อวี๋เฟิงพาคนไปดักซุ่มที่โรงงานเครื่องปั้นดินเผาร้าง เพราะการบุกทลายโรงงานแห่งนี้และชิงตัวหลิวจินออกมา คือเป้าหมายที่แท้จริงของการเดินทางเข้าเมืองหลวงของคณะทูตปลอม หากตี๋เหรินเจี๋ยต้องการไขคดีนี้ เขาจะต้องมาตรวจสอบสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน ถ้าตี๋เหรินเจี๋ยหาโรงงานแห่งนี้ไม่พบ ก็แสดงว่าเขายังห่างไกลจากการไขคดี ซึ่งจะเป็นผลดีต่อแผนการขั้นต่อไป แต่การณ์ก็เป็นไปตามคาด อวี๋เฟิงดักรอจนพบตี๋เหรินเจี๋ยที่โรงงานร้าง อวี๋เฟิงลงมือด้วยตนเอง ล่อหลี่หยวนฟางให้ออกห่าง หวังจะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หนึ่งคือตัดโอกาสไม่ให้หลี่หยวนฟางช่วยตี๋เหรินเจี๋ยได้ และสองคือเตรียมสังหารหลี่หยวนฟางเพื่อปิดปาก
ทว่าอวี๋เฟิงประเมินจ้าวจี้และหลี่หยวนฟางต่ำเกินไป นี่คือจุดอ่อนสำคัญของคนในพรรคเสอหลิง มักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปจนดูแคลนคู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นอวี๋เฟิง เงา ปีศาจ ฮุยเหวินจง หรือแม้แต่หยวนเทียนกัง ต่างก็มีนิสัยเช่นนี้เหมือนกัน อวี๋เฟิงปะทะกับหลี่หยวนฟางได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็ตระหนักว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลย ได้แต่ตั้งรับอย่างเดียว ไม่มีโอกาสโต้ตอบ
"บ้าจริง! หลี่หยวนฟางคนนี้ร้ายกาจนัก ทางด้านตี๋เหรินเจี๋ยน่าจะเรียบร้อยแล้ว ต้องหาทางสลัดเจ้านี่ให้หลุด" อวี๋เฟิงหอบหายใจรุนแรง ยกกระบี่ขึ้นรับดาบของหลี่หยวนฟาง แรงปะทะทำให้เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว
"เจ้าคือคนลึกลับที่ฆ่ามือปราบในโรงเตี๊ยมที่หลิงโจวใช่ไหม?" หลี่หยวนฟางตวัดดาบชี้หน้า สายตาเย็นชาจับจ้องอวี๋เฟิง
"ใช่ แล้วจะทำไม?"
"วันตายของเจ้ามาถึงแล้ว รับมือ!" หลี่หยวนฟางตะโกนก้อง พุ่งดาบเข้าใส่อย่างดุดัน
"หึ ไม่เล่นด้วยแล้ว ป่านนี้ใต้เท้าตี๋ของเจ้าคงหัวขาดไปแล้วกระมัง" อวี๋เฟิงหลบดาบโซ่ของหลี่หยวนฟางอีกครั้ง แล้วฉวยโอกาสดีดตัวหนีไป ไม่คิดจะสู้ต่อ
หลี่หยวนฟางได้ยินดังนั้นก็หน้าถอดสี "แย่แล้ว! หลงกลเสือออกจากถ้ำ!" เขาเลิกไล่ล่าอวี๋เฟิงทันที แล้วรีบหันหลังกลับ วิ่งตะบึงกลับไปยังโรงงานร้างอย่างสุดชีวิต
เมื่อกลับมาถึงโรงงานเครื่องปั้นดินเผาร้าง หลี่หยวนฟางรู้สึกราวกับโลกหมุนคว้าง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือซากศพและกองเลือดที่นองเต็มพื้น ทว่าไร้เงาของจ้าวจี้และตี๋เหรินเจี๋ย
"ใต้เท้า! เฉิงหยวน! ใต้เท้า! เฉิงหยวน!"
หลี่หยวนฟางตะโกนเรียกสุดเสียง แต่ไร้เสียงตอบรับ เขาพยายามข่มใจให้สงบ กวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณ จนไปสะดุดตากับเสื้อนอกตัวหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้มุมห้อง ดูเหมือนจะเป็นของจ้าวจี้ เขารีบเข้าไปหยิบขึ้นมาดู พบว่าแขนเสื้อข้างซ้ายมีรอยขาด และคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง
จากสภาพเสื้อ หลี่หยวนฟางอนุมานว่าจ้าวจี้และตี๋เหรินเจี๋ยต้องผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดและเหตุการณ์คงผ่านมานานพอสมควรแล้ว ความจริงคือจ้าวจี้ถอดเสื้อเปื้อนเลือดทิ้งก่อนพาตี๋เหรินเจี๋ยเข้าวัง เพื่อไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่น แต่หลี่หยวนฟางไม่รู้ความจริงข้อนี้ จึงเข้าใจว่าสถานการณ์ของทั้งคู่ย่ำแย่เต็มที เขาแข็งใจค้นหารอบโรงงานร้างอีกครั้ง แต่ก็ไร้วี่แวว จึงลองกลับไปดูที่โรงเตี๊ยม ก็ยังไม่พบร่องรอย
หลี่หยวนฟางกลับมาที่โรงงานร้างอีกครั้งด้วยความสิ้นหวัง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ถอนหายใจยาว หลับตาลงด้วยความเจ็บใจ เขาถูกใส่ร้ายว่าเป็นไส้ศึก เพิ่งจะมีความหวังว่าจะล้างมลทินได้ แต่กลับประมาทหลงกลลวง ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยต้องตกอยู่ในอันตรายและหายสาบสูญ หากตี๋เหรินเจี๋ยเป็นอะไรไป ศัตรูคงใช้แผนเดิมโยนความผิดให้เขาอีกครั้ง คราวนี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็คงล้างมลทินไม่หมด ฉางอันกว้างใหญ่ไพศาล จะไปตามหาตี๋เหรินเจี๋ยได้ที่ไหน? แม้จะเป็นวีรบุรุษผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน แต่ในยามนี้หลี่หยวนฟางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
ขณะที่กำลังมืดแปดด้าน เสียงหัวเราะสดใสก็ดังขึ้น "พี่หยวนฟาง เหตุใดจึงมานั่งถอนหายใจอยู่ตรงนี้เล่า?"
หลี่หยวนฟางสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมอง ก็เห็นจ้าวจี้ยืนอยู่! เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนจ้าวจี้ เสียงแหบพร่าด้วยความตื้นตัน "ใต้เท้าล่ะ? ใต้เท้าอยู่ที่ไหน!"
"วางใจเถิด ข้าส่งใต้เท้าเข้าวังเรียบร้อยแล้ว ท่านเป็นห่วงเจ้า จึงให้ข้ามารับ" จ้าวจี้ตบไหล่หลี่หยวนฟางเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ
หลี่หยวนฟางถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้ำตาเอ่อคลอเบ้า จ้าวจี้เห็นดังนั้นก็อดซาบซึ้งไม่ได้ วีรบุรุษตกยาก ย่อมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
"พี่หยวนฟาง ไม่ต้องกังวล ใต้เท้าสืบทราบความจริงหมดแล้ว ท่านต้องช่วยล้างมลทินและคืนตำแหน่งให้ท่านได้อย่างแน่นอน"
"เฉิงหยวน หากไม่ได้เจ้า ข้าคงต้องตายตาไม่หลับ บุญคุณครั้งนี้ หากวันหน้ามีสิ่งใดให้รับใช้ หลี่หยวนฟางยินดีถวายชีวิต" หลี่หยวนฟางทำท่าจะคุกเข่าคำนับ
จ้าวจี้รีบประคองไว้ "พี่หยวนฟาง ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก หากไม่รังเกียจ วันหน้าเรานับถือกันเป็นพี่น้องเถิด"
เมื่อเห็นว่าหลี่หยวนฟางสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ทั้งสองจึงทำตามที่นัดแนะกับตี๋เหรินเจี๋ยไว้ คือกลับไปรอที่โรงเตี๊ยมก่อน
เมื่อจ้าวจี้และหลี่หยวนฟางมาถึงโรงเตี๊ยม ก็พบว่าถูกกองทหารเชียนหนิวล้อมไว้หมดแล้ว หลี่หยวนฟางชะงัก เตรียมจะหลบหนีตามสัญชาตญาณ เพราะช่วงที่ผ่านมาเจอทหารทีไรเป็นต้องหนีหัวซุกหัวซุนทุกที แต่จ้าวจี้ดึงเขาไว้ ส่ายหน้าบอกให้ใจเย็นๆ สายตาของจ้าวจี้เหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้า ตาเล็กตี่ หน้าตาธรรมดาสามัญ นี่มัน "จางหวน" ราชาตัวประกอบผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาลตี๋เหรินเจี๋ยนี่นา
"จางหวน เจ้ามาทำอะไรที่นี่?" จ้าวจี้ร้องทัก
จางหวนเห็นจ้าวจี้ก็รีบเข้ามาทำความเคารพ "ใต้เท้าจ้าว ข้าได้รับคำสั่งให้มาอารักขาท่านตี๋ขอรับ ตอนนี้ท่านตี๋รอท่านอยู่ในโรงเตี๊ยมแล้ว"
"โอ้ เร็วขนาดนี้เชียว? ใต้เท้ามาถึงแล้วหรือ?" จ้าวจี้ถาม
"ไม่ใช่แค่ท่านตี๋นะขอรับ ท่านแม่ทัพฮูก็อยู่ด้วย" จางหวนตอบ
จ้าวจี้ได้ยินว่าฮูจิ้งฮุยก็มาด้วย ก็แปลกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ "อ้อ เข้าใจแล้ว ข้าจะเข้าไปพบพวกเขาเดี๋ยวนี้"
เมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยม ก็พบตี๋เหรินเจี๋ยและฮูจิ้งฮุยกำลังนั่งคุยหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่ที่โถงกลาง ฮูจิ้งฮุยรูปร่างสูงใหญ่กำยำราวเจ็ดฟุต บุคลิกดูองอาจผ่าเผย น่าเกรงขาม มองแวบแรกเหมือนบู๊ซงผู้ปราบเสือ ใครจะไปคิดว่าแท้จริงแล้วเขาคือ "อสรพิษ" นักฆ่ามือฉกาจ อายุเพียง 35 ปี ก็ได้เลื่อนเป็นแม่ทัพกลางกองทหารเชียนหนิว อนาคตไกลลิบลิ่ว เป็นถึงขุนพลคู่ใจที่บูเช็กเทียนไว้วางใจที่สุด ถึงขนาดมอบหมายงานลับสุดยอดอย่างการสอบสวนหลิวจินให้ทำ น่าเสียดายที่พระนางมองคนผิด
"นั่นไง พูดถึงก็มาพอดี" ตี๋เหรินเจี๋ยชี้มาที่จ้าวจี้และหลี่หยวนฟาง พลางหันไปพูดกับฮูจิ้งฮุย
หลี่หยวนฟางรีบเข้าไปคุกเข่าขอขมาตี๋เหรินเจี๋ย "ใต้เท้า ข้าน้อยประมาทเลินเล่อ หลงกลคนร้าย ทำให้ใต้เท้าต้องเสี่ยงอันตราย..."
ตี๋เหรินเจี๋ยรีบประคองหลี่หยวนฟางขึ้น ปลอบโยนด้วยความเมตตา ฮูจิ้งฮุยที่นั่งดูอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ "อ้าว เฉิงหยวน ไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยรึ?"
"อ้อ นี่คืออดีตแม่ทัพกองโจรแห่งกันหนาน หลี่หยวนฟาง เรื่องราวของเขา ใต้เท้าตี๋คงเล่าให้ท่านฟังแล้ว" จ้าวจี้รีบแนะนำ แล้วหันไปทางหลี่หยวนฟาง "ส่วนท่านนี้คือผู้บังคับบัญชาของข้า แม่ทัพกลางกองทหารเชียนหนิวขวา ท่านแม่ทัพฮูจิ้งฮุย ขุนพลคู่พระทัยของฝ่าบาท ผลงานเกริกไกร วรยุทธ์ล้ำเลิศ"
หลี่หยวนฟางคารวะฮูจิ้งฮุย "คารวะท่านแม่ทัพฮู"
"ท่านแม่ทัพหลี่ไม่ต้องเกรงใจ ฝ่าบาทมีราชโองการให้คืนตำแหน่งแม่ทัพกองโจรแก่ท่าน และให้ช่วยงานใต้เท้าตี๋ชั่วคราว" ฮูจิ้งฮุยรับไหว้ "ส่วนเจ้าหนุ่มนี่ ทำได้ดีมากที่ช่วยใต้เท้าตี๋ไว้ได้ ฝ่าบาททรงเลื่อนยศให้เจ้าหนึ่งขั้น ให้ช่วยงานใต้เท้าตี๋เช่นกัน รอปิดคดีคณะทูตได้เมื่อไหร่ ค่อยรับรางวัลเพิ่ม"
ตำแหน่งในกองทหารเชียนหนิวซ้ายขวา ประกอบด้วย แม่ทัพใหญ่ ฝ่ายละ 1 คน ยศขุนนางขั้น 3 ชั้นเอก ไม่ประจำการตลอด, แม่ทัพจวิน ฝ่ายละ 1 คน ยศขุนนางขั้น 3 ชั้นโท, แม่ทัพกลางจงหลางเจียง ฝ่ายละ 2 คน ยศขุนนางขั้น 4 ชั้นเอก ต่ำลงมาก็จะเป็นนายทหารระดับต่างๆ เช่น เชียนหนิวเป้ยเซิน, เป้ยเซินจั่วโย่ว, เป้ยเซิน, จู่จ้าง ฯลฯ เดิมจ้าวจี้เป็นเป้ยเซินองครักษ์ เลื่อนขั้นขึ้นมาก็เป็นเป้ยเซินจั่วโย่วองครักษ์ซ้ายขวา
ฮูจิ้งฮุยจ้องมองจ้าวจี้ด้วยสายตาซับซ้อน เขาคงคาดไม่ถึงว่าลูกน้องปลายแถวคนนี้จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขัดขวางแผนการของเขา จ้าวจี้รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในน้ำเสียงและสายตาของฮูจิ้งฮุย จึงเตือนตัวเองในใจว่า "ครั้งนี้ข้าไปขัดขาฮูจิ้งฮุยเข้าให้แล้ว หมอนี่ดูท่าจะไม่ประสงค์ดี ต้องระวังตัวให้มาก"
ตี๋เหรินเจี๋ยสังเกตเห็นบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างจ้าวจี้กับฮูจิ้งฮุย แต่ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องไม้เบื่อไม้เมาตามประสา จึงเบี่ยงประเด็น "จิ้งฮุย แผนการที่ข้าบอกเจ้าไว้ รีบกลับไปเก็บของเถอะ เราจะไปเจอกันที่ประตูทงฮว่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง" ตี๋เหรินเจี๋ยเตรียมจะแอบเดินทางไปโยวโจวแล้ว
ฮูจิ้งฮุยชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าตี๋เหรินเจี๋ยจะออกเดินทางเร็วขนาดนี้ แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำ แล้วกลับไปเตรียมตัว
หลี่หยวนฟางถามขึ้น "ใต้เท้า ท่านแม่ทัพฮูมาทำไมขอรับ แล้วแผนการที่ว่าคืออะไร?"
"แม่ทัพฮูได้รับบัญชาจากฝ่าบาทให้มาช่วยทำคดี ส่วนแผนการ เดี๋ยวค่อยคุยกันระหว่างทาง" ตี๋เหรินเจี๋ยมองตามหลังฮูจิ้งฮุยไป แววตาแฝงความนัย
ฮ่องเต้คงไม่ได้ส่งฮูจิ้งฮุยมาช่วยเฉยๆ แต่คงส่งมาจับตาดูด้วย เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลิวจินและรายชื่อกบฏ ข้อมูลสำคัญขนาดนี้ บูเช็กเทียนคงไม่ไว้ใจขุนนางเก่าราชวงศ์ถังอย่างตี๋เหรินเจี๋ยให้จัดการคนเดียว จึงส่งคนสนิทอย่างฮูจิ้งฮุยมาประกบ ซึ่งตี๋เหรินเจี๋ยเองก็น่าจะรู้ทันในจุดนี้
ทั้งสามเก็บสัมภาระมุ่งหน้าสู่ประตูทงฮว่า สมทบกับฮูจิ้งฮุย แล้วออกเดินทางจากฉางอันมุ่งหน้าขึ้นเหนือ จนกระทั่งพลบค่ำก็มาถึงสถานีป้าเฉียวทางตอนใต้ของแม่น้ำเว่ย ยกเว้นฮูจิ้งฮุยแล้ว อีกสามคนที่เหลือแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตั้งแต่เมื่อคืน ต่างอ่อนเพลียจนต้องแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ภายในห้องพัก จ้าวจี้นอนแช่น้ำร้อนในถังไม้ ไอขโมงลอยกรุ่น ชำระล้างคาวเลือดจากการต่อสู้เมื่อตอนกลางวัน เขาหลับตาลง ทบทวนเหตุการณ์ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา เดินทางพันลี้ผ่านเรื่องราวเสี่ยงตาย ได้รู้จักตี๋เหรินเจี๋ยและหลี่หยวนฟาง แถมยังได้เลื่อนยศ นับว่าคุ้มค่าทีเดียว สิ่งเดียวที่กังวลคือเนื้อเรื่องที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่โรงงานร้างซึ่งเกือบคร่าชีวิตตี๋เหรินเจี๋ย ทำให้ต้องระวังตัวมากขึ้น กลัวพวกตัวร้ายจะจนตรอกแล้วทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมา
จ้าวจี้ลูบไล้เครื่องรางสองอันในมือเบาๆ "ป้าเฉียว... สถานที่แห่งการหักกิ่งหลิวอำลา หวังว่าการเดินทางไปโยวโจวครั้งนี้จะราบรื่นนะ"