- หน้าแรก
- ข้ามภพสืบคดี ตี๋เหรินเจี๋ยแห่งโลกใบใหม่
- บทที่ 7 สำรวจเตาเผา
บทที่ 7 สำรวจเตาเผา
บทที่ 7 สำรวจเตาเผา
จ้าวจี้ไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังเหตุเพลิงไหม้ที่เตาเผาแก่ตี๋เหรินเจี๋ย “เรื่องนี้หากใต้เท้าไปไต่ถามผู้อื่นคงยากจะได้ความจริง แต่เพราะข้าน้อยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเหตุการณ์จึงล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง การระดมพลค้นหาทั่วเมืองหลวงโดยอ้างเหตุขโมยขึ้นวัง แท้จริงแล้วเป็นเพราะเหตุเพลิงไหม้ที่เตาเผาแห่งนี้ขอรับ”
“หือ? ไฟไหม้เตาเผาอย่างนั้นรึ?” แววตาของตี๋เหรินเจี๋ยฉายแววสงสัย เขาตระหนักได้ทันทีว่าเตาเผานี้ต้องมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา เพียงแค่ไฟไหม้เตาเผา ถึงกับต้องระดมกำลังพลจากทุกหน่วยในเมืองหลวงออกค้นหา
จ้าวจี้จึงค่อยๆ เล่าที่มาที่ไป “เมื่อ 3 ปีก่อน มีเพื่อนร่วมงานกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายภารกิจลับสุดยอด จากนั้นก็ไร้ร่องรอย ขาดการติดต่อ... จนกระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้เตาเผา เพื่อนร่วมงานเหล่านั้นเสียชีวิตทั้งหมด แม่ทัพฮูจิ้งฮุยนำกำลังไปจัดการเก็บกวาด ถึงได้รู้ว่าพวกเขาซ่อนตัวอยู่ในเตาเผามาโดยตลอด” จ้าวจี้ถอนหายใจยาว แสร้งทำเป็นโศกเศร้าอาลัยต่อเพื่อนร่วมงาน เรื่องนี้เขาเคยได้ยินมาจากคนในกองทัพจริงๆ การที่เพื่อนร่วมงานหายไปพร้อมกันหลายคน ย่อมปิดบังกันได้ยาก
“เป็นเช่นนี้เอง... แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเตาเผานั้นอยู่ที่ใด” ตี๋เหรินเจี๋ยซักไซ้
จ้าวจี้ส่ายหน้า “คืนเกิดเหตุข้าน้อยเข้าเวรในวัง จึงไม่เคยไปที่นั่น แต่ได้ยินว่าอยู่ในเขตเมืองฉางอัน เพียงแค่สอบถามชาวบ้านว่าแถวไหนเพิ่งมีไฟไหม้ก็น่าจะหาพบไม่ยาก”
ตี๋เหรินเจี๋ยผุดลุกขึ้นทันที “ช้าไม่ได้แล้ว พวกเราแยกย้ายกันไปสืบข่าว ต้องรีบหาเตาเผานั้นให้พบเดี๋ยวนี้”
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น จ้าวจี้ ตี๋เหรินเจี๋ย และหลี่หยวนฟาง ใช้เวลาช่วงเช้าตระเวนสืบข่าว จนในที่สุดก็ระบุตำแหน่งซากเตาเผาได้ ทั้งสามเร่งรุดไปถึงที่หมายในเวลาเที่ยงวันโดยยังไม่ได้ตกถึงท้องแม้แต่น้ำสักหยด เตาเผาตั้งอยู่ในมุมอับสายตาของเมืองฉางอัน สภาพเหลือเพียงซากปรักหักพังดำเป็นตอตะโก ร่องรอยส่วนใหญ่ถูกทหารเชียนหนิวเก็บกวาดไปเกือบหมด เหลือเพียงปากเตาที่ถล่มลงมา เศษอิฐ และคราบเลือดจางๆ
จ้าวจี้ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ก้มหน้าค้นหาอย่างละเอียด เขาจำได้แม่นว่าในเนื้อเรื่องเดิม นักฆ่าฟูเสอได้ทิ้งผ้าเช็ดหน้าไว้ และผ้าผืนนั้นคือเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยเชื่อมโยงคดีเตาเผากับคดีคณะทูตเข้าด้วยกัน หากไม่ใช่เพราะฟูเสอชอบทำตัวเป็นศิลปิน ทิ้งสัญลักษณ์หลังฆ่าคน ป่านนี้ตี๋เหรินเจี๋ยคงไขคดีได้ยากกว่านี้ ทว่าจ้าวจี้พลิกหาเศษกระเบื้องอยู่นานก็ไม่พบแม้แต่เส้นด้าย
“ใต้เท้า พบอะไรบ้างไหมขอรับ” หลี่หยวนฟางเอ่ยถาม
ตี๋เหรินเจี๋ยส่ายหน้า “ยังไม่พบสิ่งที่มีประโยชน์เลย”
จ้าวจี้เริ่มสับสนและครุ่นคิดในใจ หรือไฟจะไหม้ผ้าเช็ดหน้าไปหมดแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี แต่ขณะที่กำลังกังวล สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่ง เขาเผยรอยยิ้มออกมา “ใต้เท้า พี่หยวนฟาง รีบมาดูนี่!”
จ้าวจี้ก้มลงหยิบวัตถุบางอย่างขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มันคือหัวลูกธนูที่หักพัง ก้านไม้ถูกไฟไหม้จนเกรียม ส่วนหัวธนูก็ดำเมี่ยม หลี่หยวนฟางมองดูอย่างงุนงง “ก็แค่หัวธนูมิใช่หรือ มีอะไรแปลกประหลาด?”
จ้าวจี้อธิบาย “พี่หยวนฟางลองดูให้ดี กองทหาร 12 กองพันและกองเชียนหนิวของเราใช้ลูกธนูแบบปีกเบาหัวตะขอคู่ แต่ลูกธนูพวกนี้ไม่ใช่ของกองทัพ”
ตี๋เหรินเจี๋ยชะโงกหน้าเข้ามาดูแล้วยิ้มพึงใจ ปมปริศนาในใจคลี่คลายแล้ว
“แต่... นี่บอกอะไรเราได้? ก็แค่มีคนบุกโจมตีเตาเผา?” หลี่หยวนฟางยังคงไม่เข้าใจ
“พี่หยวนฟางลืมไปแล้วหรือ ตอนที่ท่านถูกลอบโจมตีที่สือเหอชวนและสถานีหลานเฉียว พวกมันใช้อะไร?”
“ธนู!” หลี่หยวนฟางตบหน้าผากตนเองฉาดใหญ่ ร้องอ้อด้วยความเข้าใจ สายตาที่มองจ้าวจี้เต็มไปด้วยความชื่นชม
“คนร้ายที่โจมตีเตาเผาใช้วิธีการคล้ายคลึงกับอีก 2 เหตุการณ์ คือระดมยิงธนูถล่มก่อนแล้วค่อยส่งมือสังหารเข้าซ้ำ อี๋หยางจวิ้นจู่ก็ถูกสังหารด้วยวิธีนี้ องครักษ์ของนางล้วนตายด้วยลูกธนูหัวเขี้ยวหมาป่าแบบนี้เช่นกัน” จ้าวจี้เสริม
ตี๋เหรินเจี๋ยสรุปด้วยรอยยิ้ม “การโจมตี 4 ครั้ง รูปแบบเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ใต้หล้านี้จะมีความบังเอิญเช่นนั้นเชียวหรือ นี่ต้องเป็นฝีมือคนกลุ่มเดียวกันแน่ สืบมาถึงตรงนี้ก็เพียงพอที่จะเข้าเฝ้ากราบทูลฝ่าบาทได้แล้ว”
ทันใดนั้น จ้าวจี้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวรอบด้าน หลี่หยวนฟางตะโกนก้อง “นั่นใคร! ออกมานะ!” เงาดำร่างหนึ่งพุ่งหนีไปทางทิศตะวันออก หลี่หยวนฟางกระโจนตามไปทันที
“เดี๋ยว หยวนฟาง!” ตี๋เหรินเจี๋ยร้องห้ามไม่ทัน ร่างนั้นหายลับไปแล้ว จ้าวจี้ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่เลือกที่จะไม่ตามไป เพราะเขาจำต้องระวังตัวแปรที่อาจเปลี่ยนไปจากเนื้อเรื่องเดิม การคุ้มกันตี๋เหรินเจี๋ยย่อมสำคัญที่สุด อีกทั้งหากหลี่หยวนฟางยังตามไม่ทัน เขาไปช่วยก็คงเปล่าประโยชน์ และการตัดสินใจของเขาก็ถูกต้อง เพียงอึดใจเดียว นักฆ่าสวมหมวกกุยเล้ยปิดหน้าสิบกว่าคนก็พุ่งออกมาจากทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือ ล้อมกรอบเข้ามา
จ้าวจี้สีหน้าเคร่งขรึม ดันร่างตี๋เหรินเจี๋ยไปหลบชิดกำแพงเก่า “ใต้เท้าหลบอยู่ตรงนี้ ข้าน้อยจะจัดการพวกมันเอง” สิ้นเสียงเขาก็ชักกระบี่พุ่งตัวออกไป ประกายกระบี่วูบไหว สังหารนักฆ่า 2 คนแรกล้มลงทันที พวกที่เหลือดาหน้าเข้ามาพร้อมเสียงตะโกน จ้าวจี้รับมือพัลวัน เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่น เขาเอนกายหลบคมดาบที่มุ่งแทงอกอย่างหวุดหวิด แล้วตวัดกระบี่สวนกลับ ฟันร่วงไปอีกหลายคน ตี๋เหรินเจี๋ยชะเง้อมองด้วยใจระทึก
มีนักฆ่าคนหนึ่งอาศัยจังหวะที่จ้าวจี้ติดพันอยู่กับศัตรู พุ่งเข้าใส่ตี๋เหรินเจี๋ยหมายปลิดชีพ จ้าวจี้เห็นท่าไม่ดีจึงขว้างกระบี่ในมือออกไปเสียบทะลุอกนักฆ่าผู้นั้น เลือดสาดกระเซ็นไปบนผนังข้างกายตี๋เหรินเจี๋ย เมื่อไร้อาวุธ นักฆ่าอีกคนก็ลอบกัดแทงดาบเข้าใส่กลางหลังจ้าวจี้
“ระวัง!” ตี๋เหรินเจี๋ยตะโกนลั่น
จ้าวจี้เบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณ คมดาบเพียงเฉือนแขนเสื้อขาดไป เขาหมุนตัวถีบเข้าที่กลางอกศัตรูจนกระเด็นสิ้นใจตายคาที่ นักฆ่าที่เหลืออีก 2-3 คน เห็นจ้าวจี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดราวกับเทพมรณะ ก็ขวัญหนีดีฝ่อแตกฮือหนีไป จ้าวจี้ไม่คิดตาม รีบหันกลับมาหาตี๋เหรินเจี๋ย “ใต้เท้าปลอดภัยไหมขอรับ”
ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ตอบ สายตาจับจ้องหยดเลือดที่ไหลย้อยจากร่างจ้าวจี้ หัวใจหล่นวูบ “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่” น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความห่วงใย จ้าวจี้สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น จึงยิ้มแล้วส่ายหน้า “ข้าน้อยไม่เป็นไร เลือดพวกนี้เป็นของคนร้ายขอรับ”
ตี๋เหรินเจี๋ยยังไม่วางใจ เข้ามาตรวจดูร่างกายจ้าวจี้จนทั่ว ความผูกพันก่อเกิดจากการดูแลเอาใจใส่ตลอดการเดินทางและการเสี่ยงชีวิตปกป้องในครั้งนี้ ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยมองจ้าวจี้ด้วยสายตาเอ็นดูประดุจลูกหลานในไส้
“ไม่เป็นไรแน่นะ?”
“ไม่เป็นไรขอรับ” จ้าวจี้ขยับตัวให้ดู “คราบเลือดพวกนี้ของศัตรูทั้งนั้น ท่านไม่ต้องกังวล”
ตี๋เหรินเจี๋ยถอนหายใจโล่งอก ตบหลังจ้าวจี้เบาๆ “ดีแล้วๆ”
“ครั้งนี้ข้าน้อยทายผิด ดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้ใช้ธนูนำทางเสมอไป หากมีพลธนูอยู่ด้วย เราคงแย่แน่” จ้าวจี้พูดติดตลกเพื่อให้คลายกังวล
ตี๋เหรินเจี๋ยยิ้มตอบ “ยิ่งพวกมันโหดเหี้ยม ก็ยิ่งแสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เมื่อพวกมันเริ่มเคลื่อนไหว ย่อมเผยพิรุธ”
“ใต้เท้าพูดถูก แต่ที่นี่อันตรายเกินไป เราต้องรีบไปจากที่นี่”
“ไม่เร่งด่วนปานนั้น รอหยวนฟางกลับมาก่อน”
“ข้าน้อยขอร้องล่ะ เชื่อข้าน้อยเถอะ ข้าน้อยจะพาใต้เท้าเข้าวังไปเข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้ หรือไม่ก็ไปที่กองบัญชาการเชียนหนิวขวาเพื่อขอกำลังคุ้มกัน” จ้าวจี้ร้อนใจ เขาไม่อาจรอช้าได้อีกแล้ว ฝ่ายตรงข้ามกล้าลงมือกลางเมืองหลวงแสกๆ หมายเอาชีวิตตี๋เหรินเจี๋ย หากชักช้าอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝัน “ท่านวางใจเถอะ วรยุทธ์ของหยวนฟางเหนือกว่าข้าน้อยเสียอีก เขาไม่เป็นอะไรแน่ ถ้าท่านยังไม่ยอมไป ข้าน้อยคงต้องแบกท่านวิ่งแล้วนะขอรับ”
เมื่อเห็นจ้าวจี้ดื้อดึงแฝงความขี้เล่นเช่นนั้น ตี๋เหรินเจี๋ยจึงยอมจำนน “ก็ได้ๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขารู้ดีว่าจ้าวจี้ทำไปเพราะความภักดีและห่วงใย แม้ในใจจะยังกังวลเรื่องหลี่หยวนฟางอยู่บ้างก็ตาม