- หน้าแรก
- ข้ามภพสืบคดี ตี๋เหรินเจี๋ยแห่งโลกใบใหม่
- บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น
บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น
บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น
ราตรีกาลเข้าปกคลุม ป่านอกตัวเมืองถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์อันเยือกเย็น เสียงเห่าหอนโหยหวนของสัตว์ป่าไม่ทราบชนิดดังก้อง ชวนให้ขนลุกขนพอง
เงาดำสายหนึ่งร่อนลงจากยอดไม้สู่พื้นดินดุจนกยักษ์ ผู้มาเยือนคือ ‘อวี๋เฟิง’ นักฆ่าลึกลับที่หลี่หยวนฟางพบในโรงเตี๊ยมเมืองหลิงโจวนั่นเอง เขามาพร้อมกับหมวกฟางปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้า แต่ไม่อาจบดบังแววตาที่ดุร้ายอำมหิตได้ ในมือกระชับกระบี่ยาว แผ่รังสีสังหารออกมาอย่างชัดเจน
เพียงแค่เขาส่งเสียงผิวปาก ชายชุดดำโพกหน้าอีกหลายสิบคนก็โรยตัวลงจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว
"ทำไมยังไม่มีข่าวคราวอีก?" อวี๋เฟิงเอ่ยถามเสียงต่ำ
"คำนวณจากเวลา น่าจะมาถึงนานแล้วขอรับ" สมุนคนหนึ่งรายงาน
อวี๋เฟิงขมวดคิ้ว "เกิดเรื่องแล้ว!"
สิ้นคำ เขาสะบัดมือสั่งการ เหล่านักฆ่าพากันทะยานตามอวี๋เฟิงมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงตรอกเล็กที่วางแผนดักซุ่ม สิ่งที่พบมีเพียงร่างไร้วิญญาณของทหารองครักษ์เชียนหนิวตัวปลอมกว่าสิบศพ นอนเกลื่อนกลาดไร้ระเบียบ
อวี๋เฟิงเบิกตาโพลงด้วยความโกรธแค้น ก้มลงสัมผัสศพบนพื้น ก่อนจะกัดฟันกรอด "อย่าให้พวกมันหนีไปได้ โดยเฉพาะตี๋เหรินเจี๋ย ไม่อย่างนั้นพวกเราลำบากแน่ ศพยังอุ่นอยู่ คงไปได้ไม่ไกล... ตาม!"
ขบวนนักฆ่ารีบพุ่งตัวออกไปกลืนหายไปกับความมืดในพริบตา
ครู่ต่อมา จ้าวจี้และพวกอีกสองคนค่อยๆ เดินออกมาจากลานบ้านข้างตรอกนั้น
"ใต้เท้า จะเอาอย่างไรต่อขอรับ?" หลี่หยวนฟางเอ่ยถาม
"ออกจากเมืองเดี๋ยวนี้" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบสั้นๆ
อวี๋เฟิงนำพวกไล่ล่าไปจนสุดตรอก แต่แน่นอนว่าไร้ซึ่งเงาคน เขาจึงรีบพาลูกน้องรุดไปยังสถานีหลานเฉียวเพื่อสมทบกับหน่วยสอดแนม
"อะไรนะ! ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ได้กลับมาที่สถานีพักม้าหรือ?" อวี๋เฟิงตะคอกถามด้วยโทสะเมื่อได้รับรายงาน
"ไม่ขอรับ หลังจากคนของเราไปรับตัวออกมา ตี๋เหรินเจี๋ยก็ไม่กลับมาอีกเลย หัวหน้าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ก็หายตัวไปเช่นกัน" นักฆ่าผู้เฝ้าสังเกตการณ์ตอบเสียงสั่น
"ไอ้พวกสวะ! เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมไม่รีบมารายงาน!"
เพี้ยะ!
อวี๋เฟิงตบหน้าลูกน้องฉาดใหญ่จนล้มคว่ำ ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นความผิดพลาดของพวกทหารปลอมที่ประมาทเลินเล่อ แต่เวลานี้การระบายอารมณ์ใส่คนเฝ้ายามก็ไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ได้ เหล่านักฆ่าต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าเอ่ยปาก
ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงมีคนใจกล้าเอ่ยถามขึ้น "หัวหน้า แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อดีขอรับ?"
อวี๋เฟิงรู้ดีว่าตี๋เหรินเจี๋ยและพรรคพวกคงหนีไปไกลแล้ว เขาถอนหายใจยาว "เรื่องราวผิดแผนไปหมด เราต้องกลับฉางอัน แจ้งข่าวให้ 'งูพิษ' รู้ แล้วค่อยปรึกษากันอีกที"
เช้าวันรุ่งขึ้น ศพของทหารปลอมในตรอกถูกค้นพบ ข่าวการหายตัวไปของตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้ถูกส่งด่วนไปยังเมืองหลวง
ขณะที่ข่าวไปถึง บูเช็กเทียนกำลังเดินชมสวนอุทยานหลวงโดยมีอู่ซานซือคอยตามเสด็จ ทว่าบรรยากาศย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้แห้งเหี่ยวร่วงโรย แทนที่จะช่วยให้ผ่อนคลาย กลับยิ่งเพิ่มความกลัดกลุ้ม
บูเช็กเทียนทอดถอนใจ "ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูแห่งการตัดสินโทษประหาร... ช่างดูวังเวงหดหู่เหลือเกิน"
"ฝ่าบาทยังทรงกังวลเรื่องคณะทูตทูเจถูกสังหารหรือพะยะค่ะ?" อู่ซานซือถาม
"ภายในทูเจแบ่งเป็นสองฝ่ายมาช้านาน ฝ่ายสือปี้ข่านต้องการสันติ ฝ่ายมั่วตู้ข่านกระหายสงคราม ครั้งนี้จี๋ลี่ข่านยอมฟังคำแนะนำของสือปี้ข่านส่งทูตมาเจรจา แต่กลับเกิดเรื่องที่สือเหอชวน สือปี้ข่านสิ้นชีพ ฝ่ายมั่วตู้ย่อมต้องผงาดขึ้นมา การเจรจาสงบศึกคงยากแล้ว!"
อู่ซานซือแค่นเสียง "ฮึ! ฝ่าบาท ต้าโจวอันเกรียงไกรของพวกเรา จะไปเกรงกลัวทูเจกระจอกงอกง่อยทำไมพะยะค่ะ"
บูเช็กเทียนปรายตามองหลานชายด้วยความรังเกียจ ตั้งแต่นางกุมอำนาจ การศึกภายนอกมักเพลี่ยงพล้ำ หลานคนนี้ช่างพูดจาไม่ดูตาม้าตาเรือ "เจ้าพูดง่าย สงครามปะทุขึ้นเมื่อใด ราษฎรย่อมเดือดร้อนแสนเข็ญ พวกกบฏที่หวังฟื้นฟูราชวงศ์ถังก็จะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย เจ้าคิดถึงเรื่องพวกนี้บ้างหรือไม่... เสียแรงที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี"
อู่ซานซือหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าขออภัย "กระหม่อมพลั้งปากไปพะยะค่ะ"
อู่ซานซือเป็นหลานชายของบูเช็กเทียน ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเหลียงอ๋องและดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชอบสร้างพรรคพวกและกำจัดผู้เห็นต่าง บูเช็กเทียนนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดโหดเหี้ยม และไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับอู่หยวนซวง บิดาของอู่ซานซือ ดังนั้นการที่อู่ซานซือได้ดีจึงไม่ใช่เพราะสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขารู้จักประจบสอพลอและใช้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์มาสนับสนุนราชวงศ์โจวและกดข่มราชวงศ์ถัง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท เขาจึงพยายามกำจัดขุนนางเก่าของราชวงศ์ถังอย่างจางเจี่ยนจือ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ถูกใจบูเช็กเทียนยิ่งนัก
บูเช็กเทียนใช้อู่ซานซือเป็นเครื่องมือในการกดหัวขุนนางเก่าและถ่วงดุลอำนาจ เรื่องสกปรกโสมมหลายเรื่องล้วนผ่านมือเขา แต่ทว่าเชื้อพระวงศ์สกุลอู่นั้นหาดีไม่ได้ เป็นได้แค่เขี้ยวเล็บ แต่ไม่อาจฝากผีฝากไข้ในงานใหญ่ การบริหารบ้านเมืองส่วนใหญ่จึงยังต้องพึ่งพาขุนนางเก่าจากราชวงศ์ถัง
อู่ซานซือรู้สถานะของตนดี การที่บูเช็กเทียนเรียกตี๋เหรินเจี๋ยกลับมาจึงทำให้เขาร้อนรน เพราะตี๋เหรินเจี๋ยคือหัวหอกสำคัญของกลุ่มนิยมราชวงศ์ถัง ผู้มุ่งมั่นจะฟื้นฟูบัลลังก์สกุลหลี่ แถมยังมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มราชสำนัก จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร
"ตี๋ไหวอิงผู้นี้ ทำไมถึงชักช้านัก ป่านนี้น่าจะถึงได้แล้ว" บูเช็กเทียนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
ขณะที่อู่ซานซือกำลังจะอ้าปากยุยง ขันทีก็เข้ามารายงานว่าอัครมหาเสนาบดีจางเจี่ยนจือขอเข้าเฝ้า
จางเจี่ยนจือเดินจ้ำเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "เมื่อเช้าตรู่ กระหม่อมได้รับรายงานด่วนว่า องครักษ์เชียนหนิวสิบกว่านายที่ฝ่าบาทส่งไปสถานีหลานเฉียวถูกสังหารสิ้น ส่วนใต้เท้าตี๋ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพะยะค่ะ!"
บูเช็กเทียนงุนงง "เราเคยส่งองครักษ์ไปถ่ายทอดราชโองการที่หลานเฉียวเสียที่ไหน นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
นางรีบออกคำสั่งให้ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายกำลังพลของกององครักษ์ และเร่งตามหาตัวตี๋เหรินเจี๋ยทันที
บูเช็กเทียนหารู้ไม่ว่า ตี๋เหรินเจี๋ย จ้าวจี้ และหลี่หยวนฟาง ได้เดินทางมาถึงฉางอันแล้ว
ทันทีที่คนในสถานีหลานเฉียวพบว่าตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้หายตัวไปในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็รีบส่งม้าเร็วเข้าเมืองหลวง แต่ระยะทางจากหลานเฉียวถึงฉางอันเพียงร้อยลี้ ไม่ต้องเปลี่ยนม้า ทำให้คณะของตี๋เหรินเจี๋ยที่ออกเดินทางตั้งแต่กลางดึกมาถึงก่อนม้าเร็วเล็กน้อย
ทั้งสามเข้าพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง โดยลงชื่อเข้าพักเพียงตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้ ส่วนหลี่หยวนฟางซึ่งยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนีต้องซ่อนตัวและยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัว
"ใต้เท้า ในเมื่อเราถึงเมืองหลวงแล้ว เหตุใดไม่รีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเล่าขอรับ" หลี่หยวนฟางถามด้วยความร้อนใจ เขาอยากให้ตี๋เหรินเจี๋ยรีบกราบทูลความจริงเพื่อล้างมลทินให้ตนเองโดยเร็ว
"ข้ายังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังไม่กระจ่าง อีกทั้งในราชสำนักมีไส้ศึก การผลีผลามเข้าเฝ้าอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น สู้เราสืบหาความจริงในทางลับก่อนดีกว่า" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบอย่างใจเย็น เขามีแผนการในใจแล้ว
"ใต้เท้าพูดมีเหตุผล แต่เราจะเริ่มสืบจากจุดไหนดีขอรับ?" จ้าวจี้ถาม
"ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้าเล่าเรื่องการตายของอี๋หยางจวิ้นจู่ เจ้าเอ่ยถึงคดีของหายในวังหลวง จนมีการระดมพลค้นหาทั่วเมือง" ตี๋เหรินเจี๋ยยิ้มมุมปาก
"ใต้เท้า ถ้าท่านไม่ทักข้าน้อยก็ลืมไปแล้ว ทำไมจู่ๆ ท่านถึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะขอรับ?"
"สัญชาตญาณ" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบสั้นๆ ก่อนขยายความ "ในเวลาเพียงเดือนเศษ เมืองหลวงเกิดคดีใหญ่ขึ้นถึงสามคดี มันประจวบเหมาะเกินไป ข้าสังหรณ์ว่ามันต้องมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง"
นอกจากคดีคณะทูตปลอม และคดีสังหารอี๋หยางจวิ้นจู่แล้ว คดีใหญ่ที่สามคือคดีไฟไหม้คุกดิน ซึ่งทางการอ้างว่าเป็นเหตุของหายในวัง คุกดินแห่งนี้เป็นที่คุมขังนักโทษลับของบูเช็กเทียน นักโทษผู้นั้นคือ 'หลิวจิน' อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของเยว่อ๋องหลี่เจิน
เมื่อสิบปีก่อน เยว่อ๋องหลี่เจินและหวงกั๋วกงหลี่ไอ่ ได้นัดประชุมลับที่เมืองเซียงหยาง รวบรวมเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่าราชวงศ์ถังวางแผนก่อกบฏ มีผู้เข้าร่วมกว่า 130 คน หลายคนถูกหลอกให้เข้าร่วมโดยไม่รู้ตัว แต่หลิวจินกลับใช้รายชื่อในสมุดลับเล่มนี้สร้างความปั่นป่วน ข่มขู่ผู้คนให้ก่อกบฏหลายครั้ง จนกระทั่งถูกจับได้ที่โยวโจวเมื่อสามปีก่อน
บูเช็กเทียนต้องการกำจัดเสี้ยนหนาม จึงสั่งให้องครักษ์เชียนหนิวทรมานหลิวจินเพื่อรีดเอาสมุดรายชื่อนั้นมาให้ได้ แต่แล้วกลุ่มอสรพิษ หรือ 'งูพิษ' ก็บุกชิงตัวหลิวจินไป แล้วจัดฉากให้เป็นเหตุไฟไหม้
ในละครต้นฉบับ ตี๋เหรินเจี๋ยจู่ๆ ก็ไปโผล่ที่ซากคุกดินโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ได้อธิบายว่าเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งที่บูเช็กเทียนปิดข่าวเรื่องหลิวจินอย่างมิดชิด จ้าวจี้ถอนหายใจในใจ ดูเหมือนเขาจะต้องเป็นคนปะติดปะต่อเรื่องราวในโลกใบนี้ด้วยตัวเองอีกแล้ว บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองทะลุมิติมาเพื่อตามแก้พล็อตโหว่ๆ ของเรื่อง
แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความลับสุดยอดของบูเช็กเทียน หากอธิบายที่มาที่ไปของข่าวไม่ได้ ไม่เพียงตี๋เหรินเจี๋ยจะสงสัย อาจถึงขั้นถูกฮ่องเต้สั่งประหารห้าท่อนแล้วโยนศพให้หมากิน เขาต้องชั่งน้ำหนักคำพูดให้ดี
"ทำไมรึ เรื่องนี้มีอะไรที่พูดไม่ได้อย่างนั้นหรือ?" ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นจ้าวจี้อึกอักอยู่นานจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"มันก็... ลำบากใจอยู่บ้างขอรับ เพราะเกี่ยวพันกับความลับของราชสำนัก... หากข้าน้อยพูดไป ใต้เท้าต้องช่วยรับหน้าให้ข้าน้อยด้วยนะขอรับ" จ้าวจี้ตอบเสียงอ่อย
"ไม่ต้องฝืนใจหรอก หากเป็นความลับจริงๆ ข้าสามารถขออนุญาตจากฝ่าบาทได้" ตี๋เหรินเจี๋ยเข้าใจและไม่คิดจะบีบคั้น ท่าทีลังเลของจ้าวจี้ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของตนถูกต้อง เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำสำคัญซ่อนอยู่แน่