เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น

บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น

บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น


ราตรีกาลเข้าปกคลุม ป่านอกตัวเมืองถูกอาบไล้ด้วยแสงจันทร์อันเยือกเย็น เสียงเห่าหอนโหยหวนของสัตว์ป่าไม่ทราบชนิดดังก้อง ชวนให้ขนลุกขนพอง

เงาดำสายหนึ่งร่อนลงจากยอดไม้สู่พื้นดินดุจนกยักษ์ ผู้มาเยือนคือ ‘อวี๋เฟิง’ นักฆ่าลึกลับที่หลี่หยวนฟางพบในโรงเตี๊ยมเมืองหลิงโจวนั่นเอง เขามาพร้อมกับหมวกฟางปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้า แต่ไม่อาจบดบังแววตาที่ดุร้ายอำมหิตได้ ในมือกระชับกระบี่ยาว แผ่รังสีสังหารออกมาอย่างชัดเจน

เพียงแค่เขาส่งเสียงผิวปาก ชายชุดดำโพกหน้าอีกหลายสิบคนก็โรยตัวลงจากต้นไม้อย่างรวดเร็ว

"ทำไมยังไม่มีข่าวคราวอีก?" อวี๋เฟิงเอ่ยถามเสียงต่ำ

"คำนวณจากเวลา น่าจะมาถึงนานแล้วขอรับ" สมุนคนหนึ่งรายงาน

อวี๋เฟิงขมวดคิ้ว "เกิดเรื่องแล้ว!"

สิ้นคำ เขาสะบัดมือสั่งการ เหล่านักฆ่าพากันทะยานตามอวี๋เฟิงมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงตรอกเล็กที่วางแผนดักซุ่ม สิ่งที่พบมีเพียงร่างไร้วิญญาณของทหารองครักษ์เชียนหนิวตัวปลอมกว่าสิบศพ นอนเกลื่อนกลาดไร้ระเบียบ

อวี๋เฟิงเบิกตาโพลงด้วยความโกรธแค้น ก้มลงสัมผัสศพบนพื้น ก่อนจะกัดฟันกรอด "อย่าให้พวกมันหนีไปได้ โดยเฉพาะตี๋เหรินเจี๋ย ไม่อย่างนั้นพวกเราลำบากแน่ ศพยังอุ่นอยู่ คงไปได้ไม่ไกล... ตาม!"

ขบวนนักฆ่ารีบพุ่งตัวออกไปกลืนหายไปกับความมืดในพริบตา

ครู่ต่อมา จ้าวจี้และพวกอีกสองคนค่อยๆ เดินออกมาจากลานบ้านข้างตรอกนั้น

"ใต้เท้า จะเอาอย่างไรต่อขอรับ?" หลี่หยวนฟางเอ่ยถาม

"ออกจากเมืองเดี๋ยวนี้" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบสั้นๆ

อวี๋เฟิงนำพวกไล่ล่าไปจนสุดตรอก แต่แน่นอนว่าไร้ซึ่งเงาคน เขาจึงรีบพาลูกน้องรุดไปยังสถานีหลานเฉียวเพื่อสมทบกับหน่วยสอดแนม

"อะไรนะ! ตี๋เหรินเจี๋ยไม่ได้กลับมาที่สถานีพักม้าหรือ?" อวี๋เฟิงตะคอกถามด้วยโทสะเมื่อได้รับรายงาน

"ไม่ขอรับ หลังจากคนของเราไปรับตัวออกมา ตี๋เหรินเจี๋ยก็ไม่กลับมาอีกเลย หัวหน้าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ก็หายตัวไปเช่นกัน" นักฆ่าผู้เฝ้าสังเกตการณ์ตอบเสียงสั่น

"ไอ้พวกสวะ! เรื่องสำคัญขนาดนี้ ทำไมไม่รีบมารายงาน!"

เพี้ยะ!

อวี๋เฟิงตบหน้าลูกน้องฉาดใหญ่จนล้มคว่ำ ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นความผิดพลาดของพวกทหารปลอมที่ประมาทเลินเล่อ แต่เวลานี้การระบายอารมณ์ใส่คนเฝ้ายามก็ไม่อาจแก้ไขสถานการณ์ได้ เหล่านักฆ่าต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่กล้าเอ่ยปาก

ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงมีคนใจกล้าเอ่ยถามขึ้น "หัวหน้า แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อดีขอรับ?"

อวี๋เฟิงรู้ดีว่าตี๋เหรินเจี๋ยและพรรคพวกคงหนีไปไกลแล้ว เขาถอนหายใจยาว "เรื่องราวผิดแผนไปหมด เราต้องกลับฉางอัน แจ้งข่าวให้ 'งูพิษ' รู้ แล้วค่อยปรึกษากันอีกที"

เช้าวันรุ่งขึ้น ศพของทหารปลอมในตรอกถูกค้นพบ ข่าวการหายตัวไปของตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้ถูกส่งด่วนไปยังเมืองหลวง

ขณะที่ข่าวไปถึง บูเช็กเทียนกำลังเดินชมสวนอุทยานหลวงโดยมีอู่ซานซือคอยตามเสด็จ ทว่าบรรยากาศย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้แห้งเหี่ยวร่วงโรย แทนที่จะช่วยให้ผ่อนคลาย กลับยิ่งเพิ่มความกลัดกลุ้ม

บูเช็กเทียนทอดถอนใจ "ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูแห่งการตัดสินโทษประหาร... ช่างดูวังเวงหดหู่เหลือเกิน"

"ฝ่าบาทยังทรงกังวลเรื่องคณะทูตทูเจถูกสังหารหรือพะยะค่ะ?" อู่ซานซือถาม

"ภายในทูเจแบ่งเป็นสองฝ่ายมาช้านาน ฝ่ายสือปี้ข่านต้องการสันติ ฝ่ายมั่วตู้ข่านกระหายสงคราม ครั้งนี้จี๋ลี่ข่านยอมฟังคำแนะนำของสือปี้ข่านส่งทูตมาเจรจา แต่กลับเกิดเรื่องที่สือเหอชวน สือปี้ข่านสิ้นชีพ ฝ่ายมั่วตู้ย่อมต้องผงาดขึ้นมา การเจรจาสงบศึกคงยากแล้ว!"

อู่ซานซือแค่นเสียง "ฮึ! ฝ่าบาท ต้าโจวอันเกรียงไกรของพวกเรา จะไปเกรงกลัวทูเจกระจอกงอกง่อยทำไมพะยะค่ะ"

บูเช็กเทียนปรายตามองหลานชายด้วยความรังเกียจ ตั้งแต่นางกุมอำนาจ การศึกภายนอกมักเพลี่ยงพล้ำ หลานคนนี้ช่างพูดจาไม่ดูตาม้าตาเรือ "เจ้าพูดง่าย สงครามปะทุขึ้นเมื่อใด ราษฎรย่อมเดือดร้อนแสนเข็ญ พวกกบฏที่หวังฟื้นฟูราชวงศ์ถังก็จะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย เจ้าคิดถึงเรื่องพวกนี้บ้างหรือไม่... เสียแรงที่เป็นถึงอัครมหาเสนาบดี"

อู่ซานซือหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าขออภัย "กระหม่อมพลั้งปากไปพะยะค่ะ"

อู่ซานซือเป็นหลานชายของบูเช็กเทียน ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเหลียงอ๋องและดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชอบสร้างพรรคพวกและกำจัดผู้เห็นต่าง บูเช็กเทียนนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดโหดเหี้ยม และไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับอู่หยวนซวง บิดาของอู่ซานซือ ดังนั้นการที่อู่ซานซือได้ดีจึงไม่ใช่เพราะสายเลือดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขารู้จักประจบสอพลอและใช้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์มาสนับสนุนราชวงศ์โจวและกดข่มราชวงศ์ถัง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท เขาจึงพยายามกำจัดขุนนางเก่าของราชวงศ์ถังอย่างจางเจี่ยนจือ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ถูกใจบูเช็กเทียนยิ่งนัก

บูเช็กเทียนใช้อู่ซานซือเป็นเครื่องมือในการกดหัวขุนนางเก่าและถ่วงดุลอำนาจ เรื่องสกปรกโสมมหลายเรื่องล้วนผ่านมือเขา แต่ทว่าเชื้อพระวงศ์สกุลอู่นั้นหาดีไม่ได้ เป็นได้แค่เขี้ยวเล็บ แต่ไม่อาจฝากผีฝากไข้ในงานใหญ่ การบริหารบ้านเมืองส่วนใหญ่จึงยังต้องพึ่งพาขุนนางเก่าจากราชวงศ์ถัง

อู่ซานซือรู้สถานะของตนดี การที่บูเช็กเทียนเรียกตี๋เหรินเจี๋ยกลับมาจึงทำให้เขาร้อนรน เพราะตี๋เหรินเจี๋ยคือหัวหอกสำคัญของกลุ่มนิยมราชวงศ์ถัง ผู้มุ่งมั่นจะฟื้นฟูบัลลังก์สกุลหลี่ แถมยังมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มราชสำนัก จะไม่ให้เขากังวลได้อย่างไร

"ตี๋ไหวอิงผู้นี้ ทำไมถึงชักช้านัก ป่านนี้น่าจะถึงได้แล้ว" บูเช็กเทียนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี

ขณะที่อู่ซานซือกำลังจะอ้าปากยุยง ขันทีก็เข้ามารายงานว่าอัครมหาเสนาบดีจางเจี่ยนจือขอเข้าเฝ้า

จางเจี่ยนจือเดินจ้ำเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "เมื่อเช้าตรู่ กระหม่อมได้รับรายงานด่วนว่า องครักษ์เชียนหนิวสิบกว่านายที่ฝ่าบาทส่งไปสถานีหลานเฉียวถูกสังหารสิ้น ส่วนใต้เท้าตี๋ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพะยะค่ะ!"

บูเช็กเทียนงุนงง "เราเคยส่งองครักษ์ไปถ่ายทอดราชโองการที่หลานเฉียวเสียที่ไหน นี่มันเรื่องอะไรกัน?"

นางรีบออกคำสั่งให้ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายกำลังพลของกององครักษ์ และเร่งตามหาตัวตี๋เหรินเจี๋ยทันที

บูเช็กเทียนหารู้ไม่ว่า ตี๋เหรินเจี๋ย จ้าวจี้ และหลี่หยวนฟาง ได้เดินทางมาถึงฉางอันแล้ว

ทันทีที่คนในสถานีหลานเฉียวพบว่าตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้หายตัวไปในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็รีบส่งม้าเร็วเข้าเมืองหลวง แต่ระยะทางจากหลานเฉียวถึงฉางอันเพียงร้อยลี้ ไม่ต้องเปลี่ยนม้า ทำให้คณะของตี๋เหรินเจี๋ยที่ออกเดินทางตั้งแต่กลางดึกมาถึงก่อนม้าเร็วเล็กน้อย

ทั้งสามเข้าพักในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง โดยลงชื่อเข้าพักเพียงตี๋เหรินเจี๋ยและจ้าวจี้ ส่วนหลี่หยวนฟางซึ่งยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนีต้องซ่อนตัวและยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัว

"ใต้เท้า ในเมื่อเราถึงเมืองหลวงแล้ว เหตุใดไม่รีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเล่าขอรับ" หลี่หยวนฟางถามด้วยความร้อนใจ เขาอยากให้ตี๋เหรินเจี๋ยรีบกราบทูลความจริงเพื่อล้างมลทินให้ตนเองโดยเร็ว

"ข้ายังมีข้อสงสัยบางอย่างที่ยังไม่กระจ่าง อีกทั้งในราชสำนักมีไส้ศึก การผลีผลามเข้าเฝ้าอาจเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น สู้เราสืบหาความจริงในทางลับก่อนดีกว่า" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบอย่างใจเย็น เขามีแผนการในใจแล้ว

"ใต้เท้าพูดมีเหตุผล แต่เราจะเริ่มสืบจากจุดไหนดีขอรับ?" จ้าวจี้ถาม

"ข้าจำได้ว่าตอนที่เจ้าเล่าเรื่องการตายของอี๋หยางจวิ้นจู่ เจ้าเอ่ยถึงคดีของหายในวังหลวง จนมีการระดมพลค้นหาทั่วเมือง" ตี๋เหรินเจี๋ยยิ้มมุมปาก

"ใต้เท้า ถ้าท่านไม่ทักข้าน้อยก็ลืมไปแล้ว ทำไมจู่ๆ ท่านถึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะขอรับ?"

"สัญชาตญาณ" ตี๋เหรินเจี๋ยตอบสั้นๆ ก่อนขยายความ "ในเวลาเพียงเดือนเศษ เมืองหลวงเกิดคดีใหญ่ขึ้นถึงสามคดี มันประจวบเหมาะเกินไป ข้าสังหรณ์ว่ามันต้องมีความเชื่อมโยงกันบางอย่าง"

นอกจากคดีคณะทูตปลอม และคดีสังหารอี๋หยางจวิ้นจู่แล้ว คดีใหญ่ที่สามคือคดีไฟไหม้คุกดิน ซึ่งทางการอ้างว่าเป็นเหตุของหายในวัง คุกดินแห่งนี้เป็นที่คุมขังนักโทษลับของบูเช็กเทียน นักโทษผู้นั้นคือ 'หลิวจิน' อดีตที่ปรึกษาคนสนิทของเยว่อ๋องหลี่เจิน

เมื่อสิบปีก่อน เยว่อ๋องหลี่เจินและหวงกั๋วกงหลี่ไอ่ ได้นัดประชุมลับที่เมืองเซียงหยาง รวบรวมเชื้อพระวงศ์และขุนนางเก่าราชวงศ์ถังวางแผนก่อกบฏ มีผู้เข้าร่วมกว่า 130 คน หลายคนถูกหลอกให้เข้าร่วมโดยไม่รู้ตัว แต่หลิวจินกลับใช้รายชื่อในสมุดลับเล่มนี้สร้างความปั่นป่วน ข่มขู่ผู้คนให้ก่อกบฏหลายครั้ง จนกระทั่งถูกจับได้ที่โยวโจวเมื่อสามปีก่อน

บูเช็กเทียนต้องการกำจัดเสี้ยนหนาม จึงสั่งให้องครักษ์เชียนหนิวทรมานหลิวจินเพื่อรีดเอาสมุดรายชื่อนั้นมาให้ได้ แต่แล้วกลุ่มอสรพิษ หรือ 'งูพิษ' ก็บุกชิงตัวหลิวจินไป แล้วจัดฉากให้เป็นเหตุไฟไหม้

ในละครต้นฉบับ ตี๋เหรินเจี๋ยจู่ๆ ก็ไปโผล่ที่ซากคุกดินโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ได้อธิบายว่าเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งที่บูเช็กเทียนปิดข่าวเรื่องหลิวจินอย่างมิดชิด จ้าวจี้ถอนหายใจในใจ ดูเหมือนเขาจะต้องเป็นคนปะติดปะต่อเรื่องราวในโลกใบนี้ด้วยตัวเองอีกแล้ว บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองทะลุมิติมาเพื่อตามแก้พล็อตโหว่ๆ ของเรื่อง

แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความลับสุดยอดของบูเช็กเทียน หากอธิบายที่มาที่ไปของข่าวไม่ได้ ไม่เพียงตี๋เหรินเจี๋ยจะสงสัย อาจถึงขั้นถูกฮ่องเต้สั่งประหารห้าท่อนแล้วโยนศพให้หมากิน เขาต้องชั่งน้ำหนักคำพูดให้ดี

"ทำไมรึ เรื่องนี้มีอะไรที่พูดไม่ได้อย่างนั้นหรือ?" ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นจ้าวจี้อึกอักอยู่นานจึงถามขึ้นด้วยความสงสัย

"มันก็... ลำบากใจอยู่บ้างขอรับ เพราะเกี่ยวพันกับความลับของราชสำนัก... หากข้าน้อยพูดไป ใต้เท้าต้องช่วยรับหน้าให้ข้าน้อยด้วยนะขอรับ" จ้าวจี้ตอบเสียงอ่อย

"ไม่ต้องฝืนใจหรอก หากเป็นความลับจริงๆ ข้าสามารถขออนุญาตจากฝ่าบาทได้" ตี๋เหรินเจี๋ยเข้าใจและไม่คิดจะบีบคั้น ท่าทีลังเลของจ้าวจี้ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าสัญชาตญาณของตนถูกต้อง เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำสำคัญซ่อนอยู่แน่

จบบทที่ บทที่ 6 แผนลอกคราบจักจั่น

คัดลอกลิงก์แล้ว