- หน้าแรก
- ข้ามภพสืบคดี ตี๋เหรินเจี๋ยแห่งโลกใบใหม่
- บทที่ 2 สนทนายามวิกาล
บทที่ 2 สนทนายามวิกาล
บทที่ 2 สนทนายามวิกาล
ก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ห้องพักของตี๋เหรินเจี๋ย จ้าวจี้ได้ไตร่ตรองทุกรายละเอียดอย่างรอบคอบแล้วว่าข้อมูลส่วนใดควรแจกแจงให้ละเอียดละออ และส่วนใดควรเก็บงำอำพรางไว้ เรียกได้ว่าเตรียมการมาเป็นอย่างดีในสายตาของจ้าวจี้ คำถามของตี๋เหรินเจี๋ยก็คงเป็นเพียงการดำเนินไปตามบทบาทและประสบการณ์เดิมที่มีคำตอบตายตัวอยู่แล้ว ทว่าเขากลับคาดไม่ถึงเลยว่า คำถามที่ดูเหมือนไม่มีอะไรของตี๋เหรินเจี๋ยจะทำให้เขาถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเห็นจ้าวจี้ชะงักงันไป ตี๋เหรินเจี๋ยจึงยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า
“ตามหลักเหตุผล คณะทูตทูเจปลอมกลุ่มนั้น สมาชิกก็ควรจะเป็นชาวทูเจตัวปลอม แต่ฟังจากที่เจ้าบรรยายมา คนเหล่านี้กลับดูเหมือนชาวทูเจตัวจริงเสียมากกว่า”
จ้าวจี้มองรอยยิ้มลึกลับของตี๋เหรินเจี๋ย พลันเกิดความคิดแล่นวาบเข้ามาในสมอง เริ่มเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย ใบหน้าของเขาฉายแววตื่นเต้นขณะพยายามรึกฟื้นความทรงจำเมื่อครั้งเข้าเวรในวังและบรรยากาศในงานเลี้ยง ก่อนจะวิเคราะห์ออกมา
“ข้าน้อยมั่นใจว่าเป็นชาวทูเจอย่างไม่ต้องสงสัยขอรับ ก่อนที่จะมาสังกัดกองทหารเชียนหนิว ข้าน้อยเคยประจำการที่โยวโจว ร่วมรบกับทูเจมาหลายครั้ง พอจะรู้ภาษาทูเจอยู่บ้าง หากคณะทูตปลอมไม่ใช่ชาวทูเจแท้ๆ แต่เป็นชาวฮั่นหรือชนเผ่าอื่นปลอมตัวมา ย่อมไม่มีทางตบตาขุนนางกรมพิธีการทูตและกรมพิธีการไปได้”
จ้าวจี้มองเห็นความเชื่อมโยงของเรื่องราว คณะทูตปลอมกลุ่มนี้ย่อมต้องเป็นพันธมิตรของพรรคเสอหลิงที่ร่วมมือกับทางทูเจ โดยให้ชาวทูเจสวมรอย หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นการผสมผสานระหว่างชาวทูเจและมือสังหารชาวฮั่น เขาจึงกล่าวเสริมต่อไป
“ตอนที่คณะทูตปลอมถวายไข่มุกราตรี มีการแสดงระบำประกอบชุดหนึ่งซึ่งดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ประกอบกับกิริยาท่าทางของคนเหล่านั้น มิใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะปลอมแปลงได้แนบเนียนถึงเพียงนั้น เผลอๆ อาจจะมีเชื้อพระวงศ์ของทูเจปะปนมาด้วยซ้ำ” จ้าวจี้หยุดนิดหนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดไว้ออกมาอย่างกล้าหาญ “ความหมายของใต้เท้าคือต้องการจะชี้ให้เห็นว่า คดีนี้มีขุมกำลังของทูเจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่”
เมื่อได้ฟังดังนั้น ตี๋เหรินเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะมองจ้าวจี้ด้วยสายตาชื่นชม เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องเป็นฝ่ายอธิบายเรื่องนี้เองเสียอีก หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ อายุยังน้อยแต่กลับมองเกมได้ทะลุปรุโปร่งเห็นทีภูมิหลังคงไม่ธรรมดา
“ประเสริฐ เด็กคนนี้สอนได้จริงๆ” ตี๋เหรินเจี๋ยเอ่ยชมเชย “หากคณะทูตปลอมนับสิบคนนี้ล้วนเป็นชาวทูเจ หรือกระทั่งมีเชื้อพระวงศ์รวมอยู่ด้วย นั่นก็พิสูจน์ได้ว่าทางทูเจเองก็ไม่อาจปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับแผนชั่วในครั้งนี้ได้ เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าแผนการนี้จะเป็นทูเจวางแผนเองหรือไม่ อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายก็ต่างมีความรับผิดชอบร่วมกัน แม้เราจะปิดคดีไม่ได้ ต้าโจวของเราก็ไม่เสียเปรียบในเชิงเหตุผล และหากทูเจจริงใจที่จะเจรจาสงบศึก สองแผ่นดินก็ยังมีหนทางให้ประนีประนอมกันได้”
“ใต้เท้าช่างเป็นยอดคนโดยแท้!” จ้าวจี้อุทานออกมาด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง ราวกับเจิงไท่มาเข้าสิง
ตี๋เหรินเจี๋ยก็คือตี๋เหรินเจี๋ย แม้จ้าวจี้จะรู้ล่วงหน้าว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของพรรคเสอหลิง โดยมีจี๋ลี่ข่านเป็นเพียงเหยื่อและทูเจเป็นเพียงฉากหลัง แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้ง ตั้งแต่คณะทูตปลอมที่แนบเนียนจนแยกไม่ออก การที่จี๋ลี่ข่านถูกไล่ล่าจนต้องหนีตายไปโยวโจว ไปจนถึงกองกำลังสนับสนุนจากทูเจที่จินมู่หลานเฝ้ารอ หากปราศจากการช่วยเหลือจากกลุ่มอำนาจฝ่ายเหยี่ยวในทูเจ เรื่องราวเหล่านี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง ในคดีสังหารคณะทูต ทูเจจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลับอยู่ในตำแหน่งกุญแจสำคัญ ซึ่งตี๋เหรินเจี๋ยก็จับจุดนี้ได้และวางแผนรับมือทางการเมืองเผื่อกรณีที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตี๋เหรินเจี๋ยแตกต่างจากนักสืบทั่วไป เขาไม่ได้เป็นเพียงนักสืบ แต่ยังเป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อีกด้วย
“ฮ่าๆๆ ข้าก็แค่ตั้งสมมติฐานเผื่อไว้กันเหนียวเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสืบหาความจริง เจ้าเล่ารายละเอียดคดีต่อเถิด” ตี๋เหรินเจี๋ยตอบกลับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา
จ้าวจี้จึงเล่าต่อ “คณะทูตปลอมแทบไม่เผยพิรุธใดๆ งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างชื่นมื่น จะมีก็แต่เรื่องแปลกประหลาดเพียงเรื่องเดียว คือเมื่องานเลี้ยงเลิกรา คณะทูตก็รีบร้อนขอตัวกลับทูเจทันที”
“เรื่องนี้ในรายงานลับจากสำนักราชเลขาธิการก็ได้ระบุไว้ ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางต่างก็แปลกใจ คาดเดากันว่าอาจเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงภายในทูเจ ทำให้สือปี้ข่านต้องรีบกลับ จึงมีรับสั่งให้อี๋หยางจวิ้นจู่รีบออกเดินทางเพื่อกลับไปพร้อมคณะทูตในวันรุ่งขึ้น” ตี๋เหรินเจี๋ยพยักหน้าเสริม
“เป็นเช่นนั้นขอรับ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าอี๋หยางจวิ้นจู่ประสบเหตุร้ายระหว่างย้ายขบวนในคืนนั้น ทั้งองครักษ์และคนแบกเสลี่ยงล้วนถูกสังหารสิ้น”
จ้าวจี้บรรยายเหตุการณ์ในคืนนั้นให้ฟังโดยละเอียด ความจริงแล้วหลังจากเขาเข้าเวรในวัง เวลากลางวันควรเป็นเวลาพักผ่อน ทว่าแม่ทัพกลางกองทหารเชียนหนิว ‘ฮูจิ้งฮุย’ ได้เรียกระดมพลเร่งด่วน อ้างว่าสมบัติล้ำค่าในวังหลวงถูกขโมย ฮ่องเต้กริ้วจัดสั่งให้จับตัวหัวขโมยมาให้ได้ ทหารทุกหน่วยในเมืองหลวงรวมถึงมือปราบจากทุกกรมกองจึงถูกเกณฑ์ออกมาค้นทุกบ้านเรือนเพื่อล่าตัวคนร้าย แต่จ้าวจี้รู้ดีว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วคือเหตุการณ์ที่คนร้ายบุกทลายคุกช่วยหลิวจินหนีไป บูเช็กเทียนจึงสั่งล่าตัว แต่บังหน้าด้วยเรื่องของหาย น่าเสียดายที่จับคนร้ายไม่ได้ แต่กลับไปพบศพของขบวนเสด็จอี๋หยางจวิ้นจู่เข้าโดยบังเอิญ
ฮูจิ้งฮุยพาจ้าวจี้และลูกน้องไปยังจุดที่พบศพ ศพนับสิบร่างกองทับถมกันอยู่ในลานเล็กๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สถานที่เกิดเหตุจริง ในจำนวนนั้นมีศพสตรีเพียงร่างเดียว ใบหน้าเละจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ส่วนที่เหลือเป็นชาย ทหารที่ติดตามจำได้ว่าหนึ่งในศพคือเก๋อปิน หัวหน้าองครักษ์ของอี๋หยางจวิ้นจู่ และฮูจิ้งฮุยยังพบกำไลหยกพระราชทานบนร่างของศพสตรี ในที่เกิดเหตุไม่พบรถม้าพระที่นั่ง เพราะมันถูกคณะทูตปลอมนำไปใช้ลักลอบพาตัวหลิวจินออกจากเมือง หลักฐานเหล่านี้ยืนยันการเสียชีวิตของอี๋หยางจวิ้นจู่ ฮูจิ้งฮุยจึงรีบเข้าวังไปกราบบังคมทูล
เมื่อฟังจบ ตี๋เหรินเจี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามย้ำ “เจ้าคิดว่าในที่เกิดเหตุมีจุดใดน่าสงสัยหรือไม่”
“มีขอรับ ข้าน้อยสังเกตเห็นว่าอาวุธของทหารอวี้หลินส่วนใหญ่ไม่มีคราบเลือด บางคนดาบยังไม่ออกจากฝักด้วยซ้ำ ทหารอวี้หลินหลายสิบนายล้วนเป็นยอดฝีมือติดอาวุธครบมือ นอกจากส่วนน้อยที่ถูกธนูยิงตาย ที่เหลือล้วนถูกสังหารในกระบวนท่าเดียวโดยแทบไม่มีโอกาสได้ตอบโต้” จ้าวจี้ตอบอย่างฉะฉานราวกับเตรียมคำตอบนี้ไว้แล้ว
ตี๋เหรินเจี๋ยขมวดคิ้วแน่น ตกตะลึงในความโหดเหี้ยมของคนร้าย “ช่างเป็นนักฆ่าที่ร้ายกาจนัก ขุมกำลังของคนร้ายมิใช่ชั่วเลย”
“ใต้เท้ากล่าวถูกต้อง ทหารอวี้หลินเหล่านี้สวมเกราะเต็มยศ เป็นทหารชั้นยอด ต่อให้เป็นโจรป่านับร้อยก็ไม่อาจทำอันตรายพวกเขาได้ แต่นี่กลับถูกฆ่าล้างบางโดยแทบไม่ได้ต่อสู้ มันช่างเหลือเชื่อจริงๆ”
ตี๋เหรินเจี๋ยเงียบงันไป จมอยู่ในห้วงความคิด ข้อสงสัยผุดขึ้นในใจ... กององครักษ์มีหลายสิบคน การจะสังหารคนเหล่านี้โดยไม่ให้ใครรู้ตัว อย่างน้อยต้องใช้นักฆ่านับสิบคนลงมือพร้อมกัน ปัญหาคือ นักฆ่าจำนวนมากขนาดนี้เล็ดลอดเข้าเมืองฉางอันมาได้อย่างไร อีกทั้งการย้ายขบวนของอี๋หยางจวิ้นจู่เป็นเรื่องกะทันหัน ผู้ที่รู้เรื่องนี้น่าจะมีเพียงฮ่องเต้ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่กี่คน และขันทีวงใน แต่ขบวนเสด็จยังไม่ทันพ้นประตูเมืองก็ถูกลงมือสังหาร คนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
เห็นทีว่านอกจากทูเจแล้ว จะต้องมีคนในของอู่โจวร่วมมือในคดีใหญ่นี้ด้วยแน่ คณะทูตปลอม... ของหายในวัง... การสังหารอี๋หยางจวิ้นจู่... เรื่องราวเหล่านี้ต้องมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ตี๋เหรินเจี๋ยเริ่มสังหรณ์ใจว่า คดีเบื้องหน้าที่เขากำลังเผชิญนี้ ซับซ้อนและยุ่งยากกว่าทุกคดีที่ผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด