- หน้าแรก
- โรงงานรถไถ แต่ระบบดันให้สร้างจรวด
- บทที่ 23 - เฟ้นหานักบิน
บทที่ 23 - เฟ้นหานักบิน
บทที่ 23 - เฟ้นหานักบิน
บทที่ 23 - เฟ้นหานักบิน
เดือนกันยายนถึงตุลาคม เป็นช่วงเวลาที่หลินจวี้ทุ่มสุดตัวกับการดึงคนเข้าทีม
ตามขนาดของฐานทัพ อย่างน้อยต้องมีวิศวกร 80 คน และช่างเทคนิคอีกกว่า 200 คน ลำพังการจัดสรรก่อนหน้านี้ไม่พอใช้แน่นอน
คนจากสถาบันวิจัยที่ 6 ดึงตัวมาได้ไม่มาก ก็ต้องเปิดรับสมัครจากบุคคลภายนอก
โชคดีที่แค่รับสมัครวิศวกรและช่างระดับสูงสายการผลิต ไม่จำเป็นต้องเจาะจงสายอวกาศจ๋าขนาดนั้น เพราะนั่นเน้นไปทางการบินในอวกาศซึ่งมีความต้องการน้อยกว่าและพึ่งพาวิศวกรระบบได้
คนงานสายการผลิตในจีนหาได้ไม่ยาก ขอแค่สวัสดิการดี การจะหาคนให้เต็มอัตราก็เป็นเรื่องกล้วยๆ
ขนาดของซินหยวนแอโรสเปซขยายตัวรวดเร็วราวกับเป่าลูกโป่ง ซึ่งก็นำมาซึ่งความกดดันในการบริหารจัดการ
เวลานี้ไช่หยวนฟาที่หลินจวี้ใช้การ์ดเพิ่มทักษะให้ก็เริ่มฉายแสง ในฐานะผู้บริหาร เขาสามารถคุมคนกว่าสามร้อยชีวิตไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้
เสียดายที่โรงงานไม่ใช่ออฟฟิศตึกระฟ้า ไม่สามารถยืนมองลงมาจากยอดตึกดูผู้คนเบื้องล่างได้ แต่การได้มองดูจรวดก็เท่ไปอีกแบบ
เนื่องจากความเชี่ยวชาญยังเป็นรองวิศวกรระบบ และหลินจวี้เองก็ไม่ได้มีความกระหายอยากเสวยสุขกับการหาเงินมากนัก งานอดิเรกของเขาเลยเริ่มเบนเข็มไปทางเดียวกับเฮียมัสก์ นั่นคือการโม้และวาดฝัน
แน่นอนว่าฝันที่เขาวาดนั้นอยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์และมีความเป็นไปได้
เพราะระบบมันเทพเกินไป สไตล์ป๋ามาก แค่ร้องขอความช่วยเหลือ เดี๋ยวเดียวก็จัดการให้เสร็จสรรพ
ที่น่าอุ่นใจที่สุดคือสถาบันวิจัยในระบบ นี่แหละสูตรโกงระดับเทพ
ปกติแล้วการลงทุนวิจัยกับผลลัพธ์ที่ได้ไม่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง อาจจะได้ของดีมาแบบฟลุ๊คๆ หรืออาจจะสูญเงินเปล่าโดยไม่ได้อะไรเลยก็ได้
แต่สถาบันวิจัยในระบบไม่เป็นแบบนั้น แค่สร้างภารกิจและอัดฉีดทรัพยากรลงไป ความคืบหน้าการวิจัยก็จะเพิ่มขึ้นแน่นอน เหมือนกับตราบใดที่ฟันดาบลงไป เลือดมอนสเตอร์ก็จะลดลง 1 หน่วยเสมอ ไม่ว่ามันจะเก่งแค่ไหนก็ตาม
หลินจวี้เคยลองสร้างภารกิจ วิจัยยานอวกาศฟิวชั่น ซึ่งระบบก็บอกว่าเป็นไปได้ เพียงแต่ตัวเลขเวลาที่คาดว่าจะเสร็จมีเลขศูนย์ต่อท้ายยาวเหยียดเท่านั้นเอง
ภารกิจการบินอวกาศแบบมีมนุษย์ควบคุม จรวดนิวหยวน-2 คาดว่าจะบินครั้งแรกในอีก 3 เดือน ส่วนยานขนส่งอวกาศต้องรออีก 9 เดือนถึงจะบินได้
แถมยังต้องทดสอบยิบย่อยภายในหนึ่งเดือน แม้ระบบจะให้ข้อมูลสมรรถนะของยาน H-1 มาอย่างละเอียด แต่ก็ยังต้องทดสอบซ้ำเพื่อให้คุ้นเคยกับสมรรถนะและขั้นตอนการบิน
ระหว่างนี้หลินจวี้ต้องหาสถานที่สร้างฐานปล่อยและรันเวย์ สำหรับจรวดนิวหยวน-2 และยานขนส่งอวกาศ แต่นั่นเป็นปัญหาเล็กน้อยที่แก้ได้ง่ายๆ
สิ่งที่ขาดแคลนหน่อยคือเงินทุน สถาบันวิจัยที่ 6 ให้มาหนึ่งร้อยล้าน การปล่อยเชิงพาณิชย์ครั้งนี้ได้กำไรเกือบสิบล้าน ค่าใช้จ่ายช่วงต้นถึงกลางก็น่าจะพอถูไถ
ช่วงหลังคงต้องหวังพึ่งออเดอร์พาณิชย์เข้ามาเติม แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องกังวล
ตอนนี้หลินจวี้คิดว่าภารกิจเร่งด่วนอันดับหนึ่งคือการสร้างชื่อเสียง พอมีชื่อเสียง เดี๋ยวออเดอร์ก็วิ่งเข้าหาเอง
ช่วงนี้เขาเลยร่วมมือกับวิศวกรระบบ วาดฝันโครงการลงจอดบนดวงจันทร์ ไปดาวอังคาร และสถานีอวกาศ ออกมาเป็นชุดใหญ่ ล้วนแต่เป็นแผนที่ดูเท่ฟังดูเป็นไปได้ แต่จริงๆ แล้วโม้เหม็นทั้งนั้น
แน่นอนว่าตัวหลักยังเป็นโครงการส่งมนุษย์ขึ้นอวกาศ ซึ่งก็ไม่ต้องปิดบังอะไร เพราะตอนนี้ซินหยวนแอโรสเปซกำลังเริ่มมองหานักบินอวกาศอยู่แล้ว
นี่คือการขึ้นไปบนฟ้า แถมยังต้องขับยานขนส่งอวกาศ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ในแคปซูลรอภาคพื้นดินจัดการให้หมดแบบเดิมๆ มาตรฐานนักบินอวกาศจึงต้องสูงมาก
จะปั้นเองคงไม่ทัน จะไปดึงตัวนักบินอวกาศปัจจุบันมาก็คงเป็นแค่ฝันกลางวัน
ทางเดียวที่เป็นไปได้ คือการเฟ้นหานักบินฝีมือเยี่ยม แล้วนำมาฝึกเพื่อขับยานขนส่งอวกาศ
ส่วนจะหายังไง แน่นอนว่าไม่ใช่การลงประกาศรับสมัครงาน
โลกนี้มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า ไม่ว่าคนแปลกหน้าสองคนจะอยู่ห่างไกลหรือมีฐานะต่างกันแค่ไหน ก็สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ผ่านคนไม่เกินหกคน
ดังนั้นขอแค่ต้องการหาคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเป้าหมาย ยังไงก็ต้องมีหนทาง
...
"ซ้าย ไปทางซ้าย ฟังไม่รู้เรื่องรึไงว่าบินเกาะหมู่เป็นยังไง"
"มือทำด้วยปูนรึไง ปรับสมดุล ปรับสมดุลสิเว้ย"
"เบาเครื่อง เดี๋ยวก็ชนหรอก"
"..."
"ขอบใจนะ ขอบใจที่เอ็งไม่ฆ่าครูให้ตาย"
หลังจากพานักบินฝึกหัดบินเกาะหมู่ครั้งแรกเสร็จ เติ้งเหล่ยรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าตอนขับเครื่องบินไล่กวดกับเครื่องบินต่างชาติแถวชายแดนเสียอีก
ทุกครั้งที่สอนนักบินใหม่จบ เขาจะเกิดคำถามขึ้นมาเสมอว่า ไอ้พวกสมองทึบพวกนี้มันสอบติดนักบินมาได้ยังไง
"ขอโทษครับครู ครั้งหน้าผมจะไม่พลาดอีกแล้วครับ"
"ครั้งหน้า ตอนนี้ไสหัวกลับไปบินเครื่องจำลองซะ รอให้มีครั้งหน้าแกคงพาครูไปทัวร์สวรรค์แล้วล่ะ"
ไล่พวกมือใหม่กลับไปฐานเครื่องจำลอง เติ้งเหล่ยพลันรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมา
เขาอายุ 42 แล้ว เป็นครูฝึกได้อีกไม่นาน อีกไม่กี่ปีคงไม่ได้ขึ้นบินแล้ว
ในฐานะอดีตนักบินขับไล่ฝีมือฉกาจ ที่เคยเกือบได้รับคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศสำรอง สุดท้ายต้องมาจบลงที่โรงเรียนการบินฝึกสอนพวกมือใหม่
การต้องปลดประจำการไปเงียบๆ แบบนี้ สำหรับเขาแล้วเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยาก
มือถือในกระเป๋าสั่นขึ้นมา เติ้งเหล่ยกดรับสาย พบว่าเป็นหลานชายของเขาเอง
หลานคนนี้เพิ่งโดนเขาด่าไปหยกๆ เพราะดันลาออกจากสถาบันวิจัยที่ 6 ไปอยู่บริษัทเอกชน แล้วก็เงียบหายไปหลายวัน
"ฮัลโหล ไอ้หลานชาย โดนเขาไล่ออกมาแล้วเรอะ ลุงช่วยอะไรเอ็งไม่ได้นะบอกก่อน"
"ไม่ใช่ครับลุง ผมได้ยินว่าลุงเคยเข้าร่วมคัดเลือกนักบินอวกาศเหรอครับ"
เติ้งเหล่ยชะงัก ประโยคนี้สะกิดความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน
ตอนนั้นท่านนายพลหยางเพิ่งขึ้นสู่อวกาศ ปลุกกระแสคลั่งไคล้วงการอวกาศ กองพันนักบินอวกาศเลยขยายการรับสมัครไปในหมู่นักบิน
เติ้งเหล่ยที่ตอนนั้นขับเจ-8 II ก็ไปสมัครด้วย แถมยังผ่านการฝึกนักบินอวกาศไปหลายเดือน ผลการฝึกยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายก็ถูกคัดออก
สาเหตุก็เพราะคู่หมั้นนอกใจ งานแต่งล่ม ตามกฎแล้วถ้ายังไม่แต่งงานจะเป็นนักบินอวกาศไม่ได้
แบบนี้แหละ เติ้งเหล่ยที่โดนหมัดน็อคทั้งเรื่องงานและความรักเลยชวดโอกาสเป็นนักบินอวกาศ หน้าที่การงานก็ลุ่มๆ ดอนๆ หลังจากนั้นก็ครองตัวเป็นโสด พออายุมากขึ้นก็มาเป็นครูฝึกการบิน
แม้จะไม่เข้าใจเจตนาของหลาน แต่เขาก็ยังตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจ
"ตอนนั้นข้าเข้าไปอยู่ในทีมสำรองแล้ว การฝึกที่ควรจะเจอก็ผ่านมาหมดแล้ว ตอนนั้นข้าทำคะแนนเต็มทุกวิชารู้ไว้ซะ ไม่ใช่แค่เคยเจอท่านนายพลหยางนะ เคยร่วมโต๊ะกินข้าวกันด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีเรื่องบ้าๆ นั่น ป่านนี้ข้าคงลอยอยู่บนฟ้าไปแล้ว"
"อ้อ... ลุงครับ บริษัทเรารับสมัครนักบินอวกาศ ลุงสนไหม เงินเดือนคุยกันได้ แต่รับรองว่าไม่น้อย... อ้อ จะแต่งหรือไม่แต่งงานก็ได้หมดครับ"
"อะไรนะ รับสมัครนักบินอวกาศ"
เติ้งเหล่ยเมินประโยคสุดท้าย เขาตะลึงกับข่าวนี้ แล้วรีบสวนกลับทันที
"บริษัทเอกชนอย่างพวกเอ็งจะไปรับสมัครนักบินอวกาศได้ไง รู้ไหมว่าส่งคนขึ้นฟ้ามันยากแค่ไหน ข้าไปตอนนี้ ต่อให้ตายก็อาจจะไม่ได้ขึ้นไปหรอก"
แม้เติ้งเหล่ยจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อถือสักนิด แต่หลานชายกลับจับสัมผัสความคาดหวังในน้ำเสียงนั้นได้ จึงเกิดความมั่นใจขึ้นมา
"เป็นไปได้สิลุง ผมดูข้อมูลภายในมาแล้ว ปีหน้าจะส่งคนขึ้นไป แถมยังนั่งยานขนส่งอวกาศด้วย อีกไม่นานแผนก็จะเปิดเผยแล้ว ตอนนี้กำลังรับสมัครนักบินชั้นยอดที่ขับยานขนส่งอวกาศได้โดยเฉพาะ ผมเห็นว่าลุงฝีมือดี ขนาดเจ-8 ยังขับพริ้ว ขับไอ้นี่ย่อมไม่มีปัญหา แถมแค่ลองถามดู เขาจะเอารึเปล่ายังไม่รู้เลย ถ้าลุงสนใจก็ลองมาดู ถ้าไม่มาก็ถือซะว่าผมไม่ได้พูด"
"ฝีมือข้าต้องดีอยู่แล้ว ทั้งกองบินข้าก็ตัวท็อปๆ นั่นแหละ" เติ้งเหล่ยเผลอยกหางตัวเองตามสัญชาตญาณ แล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
"ขอข้าคิดดูก่อน"
[จบแล้ว]