- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 131: ระบบสุดแสบ
บทที่ 131: ระบบสุดแสบ
บทที่ 131: ระบบสุดแสบ
เรื่องราวบนถนนลัดเลาะภูเขายิ่งถูกโหมกระแสให้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ทุกคนยังคงคิดไม่ตก นั่นก็คือต่อให้ฝีมือจะสูงส่งใจกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน ถึงขั้นกล้าปั่นลงเขาความเร็วสูง แล้วทำไมต้องเลือกทำตอนกลางคืนด้วย?
หรืออีกนัยหนึ่ง อีกฝ่ายอาจจะไม่อยากเปิดเผยตัวตน? แต่ชีวิตมันสำคัญกว่าไม่ใช่เหรอ การปั่นตอนกลางคืนกับตอนกลางวันมันคนละเรื่องกันเลยนะ ต้องรู้ไว้ด้วยว่าบนถนนเส้นนั้นไม่มีไฟทางเลยสักดวง!
แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางรู้ว่าการมองเห็นที่เหนือมนุษย์ของเริ่นเหอสามารถมอบทัศนวิสัยในยามค่ำคืนให้เขาได้ ดังนั้นในสายตาของพวกเขา อัศวินจึงได้กลายเป็นนักกีฬาผู้ท้าทายชีวิตอย่างเต็มตัวไปแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่เริ่นเหอเองก็คาดไม่ถึง เขาขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ และสวนทางกับขบวนรถของหวงฝู่จู๋รื่อพอดี เขายังต้องรีบขึ้นไปบนเขาเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นกับหยางซีและสวี่นั่ว
แม้ว่าการปั่นลงเขาครั้งนี้จะอันตรายสำหรับเขา แต่มันก็เป็นเพียงอุปสรรคเล็กๆ บนเส้นทางสายเอ็กซ์ตรีมเท่านั้น หนทางในอนาคตยังอีกยาวไกล
ชีวิตของคนเรายาวนานแค่ไหน? ความยาวนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คุณไม่มีทางรู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าหลังจากชีวิตสิ้นสุดลงแล้ว วิญญาณจะไปอยู่ที่ใด
สิ่งที่คุณทำได้คงมีเพียงการใช้ชีวิตในปัจจุบันให้เปี่ยมสีสันยิ่งขึ้น ถ้าหากพรุ่งนี้เป็นวันสิ้นโลก คนส่วนใหญ่ก็คงจะใช้วันนี้ให้คุ้มค่าที่สุด
แต่จะมีวันสิ้นโลกหรือไม่มันเกี่ยวอะไรกันล่ะ การอยากใช้ชีวิตให้เปี่ยมสีสันนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันสิ้นโลกเสียหน่อย
เมื่อเขามาถึงโรงแรมสไตล์บ้านสวน หยางซีกับสวี่นั่วก็รออยู่ก่อนแล้ว พอเจอหน้ากันหยางซีก็บ่นทันที “นายไม่เห็นบอกเลยว่าจะขี่เร็ขนาดนั้น แถมยังเล่นดริฟต์ในที่มืดๆ แบบนั้นอีก นายไม่รักชีวิตแล้วหรือไง”
เริ่นเหอประหลาดใจ “รู้เร็วจัง?”
“ก็แน่สิ นายเล่นบีบขบวนรถเขาจนต้องจอดอยู่กลางเขาซะขนาดนั้น เขาก็ต้องโพสต์ระบายเป็นธรรมดา” หยางซีอธิบาย
“วางใจได้ ฉันไม่เป็นไร ฉันคือเทพแห่งความเร็วนะ!” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี “เทพแห่งความเร็วคืออะไรน่ะเหรอ ถ้าทำได้แค่ขี่จักรยาน เขาไม่เรียกว่าเทพหรอก การจะเป็นเทพได้น่ะ แน่นอนว่าต้องเปลี่ยนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้!”
“เก่งนักนะ อวดดีจริงๆ คราวหน้าที่คิดจะเล่นเสี่ยงตายอีก อย่างน้อยก็บอกความจริงกับฉันหน่อย ฉันไม่ได้ห้ามนายซะหน่อย!” หยางซีสำรวจเริ่นเหอตั้งแต่หัวจรดเท้า กลัวว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บตรงไหน
“ไม่ต้องมองแล้ว สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบ!” เริ่นเหอหัวเราะ
และคำว่า ‘สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์แบบ’ นี้ไม่ใช่เขาที่ประเมินเอง แต่เป็นระบบทัณฑ์สวรรค์ต่างหาก!
ในวินาทีที่เขาทำภารกิจสำเร็จ เสียงของระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ดังขึ้น และที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ก็คือ อีกฝ่ายถึงกับเอ่ยถึงระดับความสำเร็จในของรางวัลด้วย!
“ตรวจพบโฮสต์ทำภารกิจสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ปลดล็อกมาตรฐานการประเมินภารกิจ ภารกิจครั้งนี้สามารถระบุทิศทางของรางวัลได้!”
ตอนนั้นเริ่นเหอถึงกับตะลึงไปเลย เดิมทีหลังจากทำภารกิจสำเร็จหนึ่งครั้ง จะต้องสละรางวัลของภารกิจนั้นเพื่อระบุทิศทางของรางวัลในครั้งต่อไป แต่ครั้งนี้กลับมีการแจ้งเตือนเรื่องระดับความสมบูรณ์แบบโผล่ขึ้นมา แถมยังสามารถระบุทิศทางของรางวัลได้โดยตรงอีก
เริ่นเหอไม่รู้ว่าการประเมินระดับ ‘สมบูรณ์แบบ’ นี้มาจากไหน หรือจะเป็นเพราะถึงแม้ระบบจะกำหนดความเร็วไว้ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ความเร็วเฉลี่ยของเขากลับอยู่ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง? หรือเป็นเพราะการกะจังหวะแซงโค้งในทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เลยทำให้การประเมินโดยรวมสูงขึ้น?
เขาก็ไม่แน่ใจ คงต้องลองดูอีกทีในอนาคต ดูท่าแล้วต่อไปเวลาทำภารกิจคงต้องพยายามทำให้เข้าใกล้ระดับสมบูรณ์แบบให้มากที่สุด แต่เริ่นเหอก็รู้สึกว่านี่คงเป็นเรื่องที่ยากมากเช่นกัน
ในเมื่อมีระดับสมบูรณ์แบบ ก็ย่อมต้องมีระดับการประเมินอื่นๆ ด้วย แล้วถ้าทำภารกิจแบบขอไปที จะโดนลงโทษหรือเปล่า?! เริ่นเหอเริ่มระแวงขึ้นมา
เขาถามระบบทัณฑ์สวรรค์ในใจ “มีระดับการประเมินอะไรบ้าง?”
“ไม่สามารถเปิดเผยได้”
“ถ้าทำได้ค่อนข้างแย่ จะมีบทลงโทษไหม?”
“ไม่สามารถเปิดเผยได้”
ซี้ด เริ่นเหอสูดลมหายใจเย็นเยือกในทันที ให้ตายเถอะ จากความเข้าใจในนิสัยเฮงซวยของระบบทัณฑ์สวรรค์แล้ว ถ้าทำได้ค่อนข้างแย่ มีบทลงโทษแน่นอน!
นี่ไม่ใช่มาตรการที่ออกมาเพื่อจัดการกับการแซงรถตอนรถติดของเขาหรอกนะ… เริ่นเหอรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ระบบทัณฑ์สวรรค์จะเห็นเขาชอบฉวยโอกาสบ่อยๆ แล้วทนดูต่อไปไม่ไหว...
บ้าเอ๊ย! ภารกิจที่เฮียใช้สติปัญญาทำสำเร็จแท้ๆ ทำไมต้องมาเจาะจงเล่นงานเฮียด้วยวะ!
ฉิบหายแล้ว ต่อไปทำภารกิจต้องระวังให้มากขึ้นแล้ว... ไม่อย่างนั้นอาจจะซวยเองได้ บทลงโทษแต่ละอย่างนั้นไม่น่าดูทั้งสิ้น แค่บทลงโทษเดียวก็คงทำให้เขาต้องเก็บตัวเป็นเดือน ไม่กล้าออกไปเจอหน้าใคร...
ถ้าภารกิจล้มเหลวมีกำหนดเวลาหนึ่งเดือน งั้นการทำภารกิจสำเร็จแต่ได้ประเมินในระดับต่ำ ก็อาจจะมีกำหนดเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่านั้น ไม่ว่าจะแบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น
โคตรแสบจริงๆ แม้ว่าการประเมินระดับสมบูรณ์แบบจะทำให้ได้รางวัลที่ระบุทิศทางได้ แต่เริ่นเหอใช้ก้นคิดก็รู้ว่าการประเมินระดับสมบูรณ์แบบไม่ได้มาง่ายๆ แน่ ที่จริงแล้วนี่มันคือการเพิ่มระดับความยากของภารกิจทางอ้อมชัดๆ
อย่างการทำภารกิจแซงรถตอนรถติดนั่น รับรองว่าโดนลงโทษชัวร์...
เริ่นเหอลองคิดดู ครั้งนี้จะเอาอะไรดีนะ? พูดตามตรง ตอนนี้เขาก็ไม่ได้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ
เอ๊ะ เริ่นเหอนึกถึงรางวัลที่คุ้มค่าที่สุดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง!
“ฉันต้องการรางวัลด้านสมรรถภาพร่างกาย!”
“โฮสต์ระบุทิศทางเป็นสมรรถภาพร่างกาย มอบรางวัลสมรรถภาพร่างกาย 0.1 แก่โฮสต์!”
ให้ตายสิแม่ม! 0.1 นี่มันผีอะไรวะ?! เริ่นเหอแทบจะล้มทั้งยืน ตอนแรกไม่ใช่ว่าให้ทีละ 1.0 หรอกเหรอ เขายังนึกว่าจะใช้วิธีระบุทิศทางของรางวัลแบบนี้เพื่อเพิ่มค่าสมรรถภาพร่างกายให้สูงขึ้นได้ซะอีก ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะทำภารกิจอะไรก็ง่ายไปหมด ทะลุขีดจำกัดของมนุษย์ได้ในพริบตา!
ผลสุดท้ายดีใจเก้อ แถมยังเสียรางวัลไปฟรีๆ อีกหนึ่งครั้ง หน้าของเริ่นเหอดำคล้ำไปหมด ต้องทำภารกิจระดับสมบูรณ์แบบสิบครั้ง หรือภารกิจธรรมดายี่สิบครั้ง ถึงจะได้สมรรถภาพร่างกาย 1.0 เนี่ยนะ? นี่เรียกว่ารางวัลเหรอ? รางวัลบ้าบอคอแตกอะไรกัน!
ไม่สิ ด้วยนิสัยเฮงซวยของระบบทัณฑ์สวรรค์ ต่อไปให้เขาแค่ 0.01 ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!
ระบบจอมต้มตุ๋น! เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกว่ามันจะแสบขนาดนี้เลย!
ตอนนี้สิ่งที่เขาพอจะคาดหวังได้ในด้านสมรรถภาพร่างกาย ก็มีแค่ค่าสถานะที่จะเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกายตามธรรมชาติเท่านั้น อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้น ค่าสถานะพื้นฐานตอนแรกก็มีแค่ 1.42 เมื่อเทียบกับสมรรถภาพร่างกายของผู้ใหญ่ปกติแล้ว เขายังมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีก 1.58
มีดีกว่าไม่มีล่ะนะ
หลังจากบทเรียนครั้งนี้ เริ่นเหอตัดสินใจว่าต่อไปหากมีรางวัลที่สามารถระบุทิศทางได้อีก เขาจะต้องรอบคอบ รอบคอบ และรอบคอบให้มากขึ้นไปอีก อะไรที่ระบบทัณฑ์สวรรค์ไม่น่าจะให้เขาได้ง่ายๆ ห้ามเอ่ยปากขอเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคนที่ซวยก็คือตัวเขาเอง
ระบบทัณฑ์สวรรค์ได้ใช้บทเรียนเลือดสอนเริ่นเหอว่า คนเราจะไปสู้ฟ้าได้ยังไง...
พอถึงเวลาขึ้นเขาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น เริ่นเหอก็เอาเป้ของหยางซีกับสวี่นั่วมาสะพายไว้บนตัวเขาทั้งหมด อย่างไรเสียตอนนี้การปีนเขาแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาแล้ว และต่อให้ใช้พละกำลังมากเกินไป ก็สามารถกินของเพื่อเติมพลังได้โดยตรง
หลังจากขี่จักรยานเสร็จ เริ่นเหอก็หยิบช็อกโกแลตจากท้ายรถออกมากินอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้อิทธิพลของสกิลติดตัวอย่าง ‘เซิ่งเยี่ยน’ หลังจากกินช็อกโกแลตเสร็จ เริ่นเหอก็กลับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก็เพราะสกิลนี้นี่แหละ เริ่นเหอถึงกับเตรียมของกินไว้เต็มท้ายรถ เพื่อรับมือกับสถานการณ์หมดแรงได้ทุกเมื่อ
ตอนนี้ในเป้ของเขาเองก็เช่นกัน ช็อกโกแลตน่าจะเป็นของที่ให้พลังงานสูงที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้แล้ว แถมยังมีน้ำหนักเบาและพกพาสะดวกอีกด้วย
ถ้าเขาไปเข้าร่วมการแข่งขันมาราธอนในตอนนี้ คงจะวิ่งจนจบการแข่งขันได้อย่างสบายๆ โดยอาศัยอาหารจากจุดบริการ...
ทุกๆ 5 กิโลเมตรก็วิ่งไปแย่งช็อกโกแลตที่จุดบริการ พอกินเสร็จก็กลับมาเป็นลูกผู้ชายชาตรีอีกครั้ง ตอนนี้การแข่งขันที่ใช้ความอดทนเป็นหลัก ขอแค่มีจุดบริการ ก็พูดได้เลยว่าไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับเขา
เขารู้สึกว่าถ้าตัวเองไปเข้าร่วมการแข่งขันจริงๆ คงจะกินจนคณะกรรมการจัดงานต้องร้องไห้แน่