- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 132: พลังหนุ่มสาวที่เดือดพล่าน
บทที่ 132: พลังหนุ่มสาวที่เดือดพล่าน
บทที่ 132: พลังหนุ่มสาวที่เดือดพล่าน
มีคนออกเดินทางตอนกลางคืนเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเยอะทีเดียว ต่อมาเริ่นเหอรู้สึกว่ามันน่ารำคาญ เลยจัดการยัดข้าวของจากกระเป๋าทั้งสามคนลงในเป้สะพายหลังของตัวเองจนมันตุงป่อง!
คนที่ออกเดินทางมาพร้อมกับพวกเขามองใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์ของเริ่นเหอ สลับกับเป้ใบเขื่องบนหลังแล้วก็ถึงกับมึน แบกของหนักขนาดนี้จะปีนถึงยอดเขาไหวจริงๆ เหรอเนี่ย?!
จากเกสต์เฮาส์ของชาวบ้านไปจนถึงยอดเขา อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องเวลา มันคือเส้นทางภูเขาที่เดินลำบากต่างหาก ในตอนแรกยังมีคุณลุงสองสามคนหัวเราะพลางแนะนำเริ่นเหอว่าอย่าแบกของไปเยอะขนาดนั้น บนยอดเขามีเสื้อผ้าให้เช่า มีอาหารขาย ไม่จำเป็นต้องแบกขึ้นไปเอง
เริ่นเหอก็ได้แต่ยิ้มแล้วกล่าวขอบคุณ แต่สุดท้ายก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ต่อมาพวกคุณลุงทนดูไม่ไหวเลยพูดขึ้นว่า ให้หยางซีกับสวี่นั่วช่วยแบ่งเบาภาระไปบ้างก็ยังดี สวี่นั่วกับหยางซีเองก็ถามเริ่นเหออยู่ตลอดว่าเหนื่อยไหม จะให้ช่วยแบกสักพักหรือเปล่า
แต่เริ่นเหอก็ปฏิเสธไปทั้งหมด
แล้วตลอดเส้นทางนี้ เริ่นเหอก็ปีนเขาไปพลาง กินช็อกโกแลตไปพลาง ไอ้ความเร็วในการกินช็อกโกแลตของมันน่ะ โคตรจะชิลเหมือนนั่งแทะเม็ดกวยจี๊เลยให้ตายสิ
พอปีนมาถึงครึ่งทาง หลายคนก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า แต่พอคุณลุงพวกนั้นหันกลับไปมองเริ่นเหอ...แม่เจ้าโว้ย! หมอนี่ไม่เป็นห่าอะไรเลยสักนิด ลมหายใจยังไม่หอบด้วยซ้ำ!
เริ่นเหอได้แต่กินช็อกโกแลตไปพลาง ยิ้มร่าเริงให้ทุกคนที่อยู่ข้างๆ ไปพลาง “สู้ๆ ครับ! สู้ๆ!”
สู้กับผีสิ! พวกคุณลุงแทบจะบ้าตาย ไอ้เด็กนี่ทำไมมันไม่เป็นอะไรเลยวะ?! นี่มันผิดหลักวิทยาศาสตร์ชัดๆ!
แล้วอีกอย่างนะ ไอ้หนูเอ๊ย แกจะกินเก่งไปถึงไหน? ระหว่างทางนี่เห็นแกโซ้ยช็อกโกแลตไปห้าชิ้นแล้วนะโว้ย!?
เริ่นเหอหัวเราะอยู่ข้างๆ “ปกติก็ต้องใส่ใจบำรุงร่างกายกันหน่อยนะครับ ไตน่ะเป็นเครื่องยนต์ของคนเรา ถ้าไตพร่องเมื่อไหร่ ทำอะไรก็หมดแรง!”
ใครไตพร่องกันวะ?! สีหน้าของคุณลุงทุกคนพลันเขียวปั๊ดขึ้นมาทันที ไอ้หนู! แกกำลังพูดว่าใครไตพร่อง!
แต่คำพูดของเริ่นเหอก็เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงไป พวกคุณลุงต่างพากันสงสัย หรือว่าตัวเองจะไตพร่องจริงๆ ทำไมไอ้เด็กนั่นถึงไม่เป็นอะไรเลย หรือว่าเรี่ยวแรงของตัวเองจะถดถอยลงแล้วจริงๆ?
สวี่นั่วพึมพำเสียงเบาอยู่ข้างๆ “หรือว่าฉันจะไตพร่องตั้งแต่อายุยังน้อย...”
“แกไม่ได้ไตพร่องโว้ย แกมันอ้วนล้วนๆ” เริ่นเหอเหลือกตาใส่ อายุแค่นี้ริเริ่มคิดเรื่องแบบนี้แล้ว เขากล้าพนันเลยว่าในอนาคตถ้าเกมประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ แล้วทำให้เจ้าอ้วนมีเงิน ไอ้หมอนี่ต้องเอาเงินไปถลุงกับผู้หญิงไม่น้อยแน่
แต่นั่นก็เป็นอิสระของแต่ละคน เงินที่หามาด้วยกัน เขาอยากจะใช้ยังไงก็เรื่องของเขา ขอแค่มีความสุขก็พอ
เริ่นเหอหันไปถามหยางซี “เหนื่อยไหม?”
หยางซีส่งยิ้ม “ไม่เหนื่อย”
การบอกว่าไม่เหนื่อยคือเรื่องโกหก จริงๆ แล้วคนปกติปีนภูเขาเหล่าจวินย่อมต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา เพียงแต่เธอเห็นเริ่นเหอแบกเป้หนักขนาดนั้นยังไม่ปริปากบ่นอะไร เธอเลยไม่กล้าที่จะร้องว่าเหนื่อย
“ไม่ต้องฝืนหรอกน่า เดี๋ยวฉันแบกเธอเดินเอง” เริ่นเหอหัวเราะ “วางใจได้ เธอทับฉันไม่แบนหรอก”
“ไม่เอา” หยางซีหันหน้าหนีแล้วเดินขึ้นเขาต่อไป
แต่แล้วเริ่นเหอก็สลับเป้มาสะพายไว้ด้านหน้า ก่อนจะวิ่งไปย่อตัวลงตรงหน้าหยางซี “ขึ้นมา ไม่ต้องห่วงฉันหรอก แบกเธอขึ้นไปจนถึงยอดเขาก็ไม่มีปัญหา”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเด็ดขาดจนยากจะปฏิเสธ
จริงๆ แล้วผู้หญิงคนไหนบ้างจะไม่อยากให้แฟนแบกตอนที่เดินจนเหนื่อย ที่บอกว่าไม่เหนื่อยส่วนใหญ่ก็แค่ฝืนใจพูดไปอย่างนั้นเอง อาจจะเพราะไม่อยากทำตัวน่ารำคาญ หรือไม่อยากรบกวนคนอื่น
ดังนั้นเวลาผู้ชายมีความรัก ต้องเลี่ยงการใช้แค่ลมปากบอกรัก ตอนที่อยากจะแบกเธอ อย่าไปถามว่า ‘ให้ฉันแบกไหม?’ เพราะอีกฝ่ายก็จะเกรงใจแล้วตอบกลับมาว่าไม่ต้องหรอกเป็นธรรมดา
ในเวลาแบบนี้ ถ้าคุณอยากจะแบกเธอจากใจจริง ก็แค่ย่อตัวลงตรงหน้าเธอแล้วพูดว่า...ขึ้นมา!
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทุกคนล้วนเติบโตขึ้น การพูดแต่ไม่ทำมักจะขาดความจริงใจเสมอไป อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนโง่ คุณมีความจริงใจหรือไม่ แค่มองปราดเดียวก็รู้แล้ว
หยางซีลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมซบลงบนแผ่นหลังของเริ่นเหอ แผ่นหลังที่อบอุ่นและกว้างขวางนั้นทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ หยางซีซบศีรษะลงบนช่วงโค้งบริเวณต้นคอของเริ่นเหอ ราวกับว่าตรงนั้นคือตำแหน่งที่พอเหมาะพอดี
เธอคิดว่า แค่ให้เริ่นเหอแบกสักพักก็พอ จะให้เขาเหนื่อยจริงๆ ไม่ได้หรอก ตั้งแต่เกิดมานอกจากหยางเอินกับซูหรูชิงแล้ว เริ่นเหอก็คือคนแรกที่เคยแบกเธอ ความรู้สึกนี้เหมือนกับดวงใจที่เดินทางอย่างโดดเดี่ยวได้ค้นพบท่าเรือที่สามารถแวะพักพิงได้ชั่วคราว
ทว่าหยางซีที่เดิมทีตั้งใจจะซบหลังเขาแค่แป๊บเดียว กลับเผลอหลับไปในที่สุด เพราะการได้นอนบนหลังของเริ่นเหอนั้นมันสบายเกินไป แขนที่แข็งแรงทรงพลังของเขาประคองช่วงข้อพับขาของเธอไว้ ทำให้เธอนอนได้อย่างมั่นคง
เธอหลับไปก็ไม่เป็นไร เริ่นเหอเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มีเพียงโลกทัศน์ของสวี่นั่วและกลุ่มคุณลุงเท่านั้นที่โดนสั่นคลอนจนแทบพังทลาย
แบกเป้ปีนเขาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มึงยังแบกคนอีกคนเนี่ยนะ มึงยังเป็นคนอยู่รึเปล่า?! ลายังเรี่ยวแรงไม่เยอะเท่ามึงเลย!
แต่เรื่องแค่นี้ไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับเริ่นเหอเลย เขากล้าพนันว่าในอนาคตจะต้องมีภารกิจปีนภูเขาหิมะในสภาพอากาศเลวร้ายอย่างแน่นอน นั่นต่างหากคืออุปสรรคที่แท้จริงของชีวิต เรื่องแค่นี้มันแค่เศษเสี้ยว
ทว่าทุกครั้งที่เดินไปได้ระยะหนึ่ง เริ่นเหอก็ต้องให้สวี่นั่วหยิบช็อกโกแลตจากในเป้ออกมาป้อนให้เขากิน มือทั้งสองข้างของเขาต้องประคองขาของหยางซีไว้จนไม่มีมือว่าง เลยทำได้แค่ให้สวี่นั่วป้อน
ตอนที่สวี่นั่วป้อนช็อกโกแลตเข้าปากเขา ก็รู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไอ้เชี่ยเอ๊ย คนอื่นมีคนแบก ส่วนตัวเองต้องปีนเขาหอบแฮ่กๆ แล้วยังต้องมาคอยบริการป้อนช็อกโกแลตอีก...
แต่เขาก็พลันคิดขึ้นมาได้ว่า ที่เริ่นเหอมีแรงเยอะขนาดนี้อาจเป็นเพราะกินช็อกโกแลตก็ได้? เขาจึงหยิบออกมากินบ้างสองชิ้นระหว่างเดิน แต่ทว่านอกจากจะทำให้ตัวเองอิ่มแล้ว มันก็ไม่ได้มีประโยชน์ห่าอะไรเลย...
ทำไมความแตกต่างระหว่างคนเรามันถึงได้มากขนาดนี้!
เมื่อปีนมาถึงยอดเขา ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏกาย เริ่นเหอปลุกหยางซีเบาๆ แล้ววางเธอลงบนโขดหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็ยื่นกระเป๋าสตางค์ให้สวี่นั่ว ใช้ให้เขาไปเช่าเสื้อโค้ททหารกับซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เจ้าสวี่นั่วคนนี้เริ่มโวยวายมาตั้งแต่ครึ่งทางแล้วว่าปีนเขาดูพระอาทิตย์ขึ้นทั้งที ถ้าไม่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ชีวิตนี้มันจะไม่สมบูรณ์!
ต่อให้กินช็อกโกแลตจนอิ่มแล้วก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความยึดมั่นอันแรงกล้านี้ของเขาได้
สวี่นั่วเปิดกระเป๋าสตางค์ของเริ่นเหอออกดู เชี่ย! ปึกธนบัตรหยวนหนาเตอะ นี่มันคือความสุขที่แท้ทรูชัดๆ
เขาตัดสินใจเช่าเสื้อโค้ททหารอย่างดีที่สุดมาสามตัว แล้วซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกสามถ้วย ก่อนจะประคองกลับไป
ในตอนนี้หยางซียังคงงัวเงียอยู่ เธอไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเผลอหลับไปแล้วตื่นมาอีกทีก็ถึงยอดเขาแล้ว
หยางซีถามอย่างเขินอายเล็กน้อย “นายเหนื่อยไหม?”
“ไม่เหนื่อย” เริ่นเหอพูดพลางยิ้มร่าเริง ตลอดทางที่ผ่านมาได้สัมผัสกับร่างกายที่นุ่มนิ่มของหยางซี รู้สึกดีไม่เลวเลย...
มาถึงตอนนี้ แม้แต่หยางซียังรู้สึกว่าเริ่นเหอชักจะไม่เหมือนคนเข้าไปทุกที คนปกติที่ไหนจะมีแรงเยอะขนาดนี้ได้ เธอมองเริ่นเหอที่แบกทั้งเป้และแบกทั้งเธอปีนขึ้นมาถึงยอดเขา แต่กลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด เหงื่อสักหยดยังไม่มี!
หารู้ไม่ว่า พวกคุณลุงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเหนื่อยจนลิ้นห้อยแทบตายกลางทาง พอเห็นเริ่นเหอในตอนนี้ยังมีกะจิตกะใจจีบสาว ก็ถึงกับพูดไม่ออกอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด!
นี่มันโลกอะไรกันเนี่ย?
เด็กสมัยนี้มันกินอะไรโตกันมา? น่ากลัวเกินไปแล้ว...
เมื่ออาทิตย์อุทัยใกล้เข้ามา เส้นสายสีแดงเส้นหนึ่งก็ลอยละล่องออกมาจากหมู่เมฆ ทั่วทั้งขอบฟ้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงในชั่วพริบตา!
แสงตะวัน ณ ที่ห่างไกลนั้นราวกับกระแสคลื่นที่ซัดสาดถาโถม คลื่นแล้วคลื่นเล่าถาโถมซัดสาดขึ้นมา ทั่วทั้งขอบฟ้าเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทอง ราวกับว่าบนท้องฟ้ามีนครแห่งทวยเทพซ่อนอยู่และพลันปรากฏกายขึ้น
หยางซี เริ่นเหอ และสวี่นั่วสามคนต่างห่มเสื้อโค้ททหารนั่งยองๆ อยู่บนหน้าผา หยางซีได้ยินเสียงสวี่นั่วสูดเส้นบะหมี่ดังซู้ดๆ อยู่ข้างๆ ก็หลุดหัวเราะออกมา ก่อนเดินทางเธอเคยจินตนาการถึงฉากนี้ ตอนนั้นเธอคิดว่ามันคงทำลายบรรยากาศน่าดู แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี
เพราะชีวิตวัยหนุ่มสาวมันไม่มีที่ว่างให้ความเสแสร้งมากมายขนาดนั้นหรอก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนี่แหละ คือสิ่งที่สวยงามที่สุดแล้ว