- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 92: การแข่งขันมาราธอน
บทที่ 92: การแข่งขันมาราธอน
บทที่ 92: การแข่งขันมาราธอน
หลินฮ่าวยืนหลบอยู่หลังประตูกระจกของร้านอาหาร แอบมองเริ่นเหออย่างเงียบเชียบ เริ่นเหอไม่ได้ทำอะไรอ้อยอิ่งอยู่ที่หน้ารถของเขาเท่าไหร่นักแล้วก็เดินจากไป หลินฮ่าวจึงสะกดรอยตามเริ่นเหอไปแบบลับๆ โดยตั้งใจว่าจะสืบให้รู้ที่อยู่บ้านของอีกฝ่าย เพื่อที่ว่าหลังจากเสร็จภารกิจแล้ว เขาจะได้กลับมาสังเกตการณ์เด็กหนุ่มคนนี้ต่อได้
แม้ว่าตอนนี้ฟ้าจะมืดแล้วและบนถนนก็แทบไม่มีผู้คน ซึ่งทำให้การสะกดรอยตามเสี่ยงต่อการถูกจับได้ง่ายมาก แต่สำหรับหลินฮ่าวผู้มากประสบการณ์แล้ว การสะกดรอยตามเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคชั้นสูงอะไรเลย เพียงแค่อาศัยมุมอับสายตาก็สามารถทำให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นตัวเขาได้แล้ว ต่อให้อีกฝ่ายจะฟิตร่างกายมาขนาดไหน ก็ไม่มีทางเป็นนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างสมบูรณ์แบบได้หรอก
แต่พูดก็พูดเถอะ...
หลินฮ่าวพบว่าจู่ๆ เริ่นเหอก็เริ่มออกวิ่งเหยาะๆ อยู่ข้างหน้า เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องออกกำลังกายทุกวันแน่ๆ ไม่งั้นจะไปเอากล้ามเนื้อและพละกำลังขนาดนั้นมาจากไหน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้ว
ตามความคิดของเขา ด้วยความเร็วในการวิ่งเหยาะๆ ระดับนี้ เขาแค่ใช้การเดินเร็วก็คงตามทัน
ทว่า... หลังจากวิ่งเหยาะๆ ไปได้ไม่กี่ร้อยเมตร ความเร็วของเริ่นเหอก็เริ่มเพิ่มขึ้น ถึงตอนนี้การเดินเร็วของหลินฮ่าวตามไม่ทันเสียแล้ว เขาทำได้เพียงวิ่งเหยาะๆ ตามไป เขาเองก็ไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะวิ่งไปนานแค่ไหน แต่ด้วยศักยภาพของเขา การจะตามเด็กคนหนึ่งให้ทันก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง...
ความเร็วของเริ่นเหอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้หลินฮ่าวรู้สึกเหมือนกับว่าอีกฝ่ายกำลังวิ่งสปรินต์ร้อยเมตรอยู่ ช่วยไม่ได้ เขาเองก็ต้องเริ่มออกวิ่งตามเหมือนกัน การวิ่งด้วยความเร็วขนาดนี้โดยไม่ถนอมแรง ย่อมหมายความว่าพละกำลังของอีกฝ่ายจะหมดลงในไม่ช้า ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อความเร็วแตะระดับสปรินต์ร้อยเมตร การเผาผลาญพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นแบบทวีคูณ
แต่ทว่า จนกระทั่งทั้งสองคนวิ่งตะบึงกันมาเป็นระยะทางหนึ่งกิโลเมตรเต็มๆ เริ่นเหอก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลย... กลับดูเหมือน... เครื่องกำลังติดซะงั้น...
หลินฮ่าวหอบหายใจอย่างหนัก ต้องเข้าใจว่าสมรรถภาพร่างกายของเขานั้นถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าแม้แต่ในหมู่ทหารระดับหัวกะทิ ต่อให้แบกน้ำหนัก 15 กิโลกรัมวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร เขาก็ใช้เวลาเพียง 16 นาทีเท่านั้น ซึ่งมองไปทั่วทั้งกองทัพในตอนนั้นเขาก็คือผู้โดดเด่น แต่ในเวลานี้เขากลับเริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแล้วจริงๆ ก็ไอ้เด็กนี่มันวิ่งเร็วเกินไปแล้ว!
แถมเริ่นเหอยังคงเร่งความเร็วต่อไปอีก! อย่าว่าแต่เรื่องที่หลินฮ่าวจะอาศัยพลังใจกัดฟันตามต่อไปเลย ตอนนี้ในแง่ของความเร็วเขาถูกทิ้งห่างไปเรียบร้อยแล้ว ได้แต่มองดูเริ่นเหอเลี้ยวผ่านหัวมุมถนนแล้วหายวับไป หลินฮ่าวยืนอยู่บนถนนที่ว่างเปล่าด้วยสีหน้ามึนงง...
ไอ้หมอนี่มันสัตว์ประหลาดหรือไงฟะ!?
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินฮ่าวสะกดรอยตามใครแล้วทำเป้าหมายหลุดมือ แถมสาเหตุยังเป็นเพราะอีกฝ่ายวิ่งเร็วเกินไปจนเขาตามไม่ทัน!
การวิ่งแบกน้ำหนักกับความเร็วไม่ได้มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ตัวอย่างเช่นทหารบางคนแบกน้ำหนัก 15 กิโลกรัมวิ่งทดสอบ 5 กิโลเมตรแล้วไม่เป็นอะไรเลย วิ่งถึงเส้นชัยยังกลับมาช่วยเพื่อนแบกปืนได้อีกสี่กระบอก แต่ถ้าให้เขาวิ่งตัวเปล่า เวลาที่ใช้ก็แทบจะไม่ต่างจากเดิม ไม่ได้เร็วขึ้นเท่าไหร่
แต่กรณีของเริ่นเหอที่ได้รับรางวัลเป็นสมรรถภาพร่างกายโดยตรงนั้น มันคือสมรรถภาพแบบรอบด้าน ตามปกติร่างกายคนเรามีกล้ามเนื้อ 639 มัด บางคนมักจะมีกล้ามเนื้อส่วนที่ฝึกไปไม่ถึงหรือถูกละเลย แต่การเติบโตของเริ่นเหอนั้นครอบคลุมทุกส่วน
หลินฮ่าวยืนอยู่กลางถนน สมองตื้อไปพักใหญ่ นี่มันคือรายการออกกำลังกายประจำวันของหมอนั่นจริงๆ เหรอ?! เด็ก ม.ต้น เดี๋ยวนี้มันโหดขนาดนี้แล้วเหรอ?
เรื่องสังเกตการณ์เริ่นเหอคงต้องปล่อยไปตามยถากรรมแล้วว่าจะมีโอกาสเจอกันอีกไหม... เพราะเขาตามไม่ทันจริงๆ...
...
คืนวันอังคาร เริ่นเหอเข้านอนค่อนข้างเร็ว เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นตอนตี 5 การแข่งขันมาราธอนจะเริ่มแล้ว เขาต้องเก็บภารกิจนี้ให้สำเร็จอย่างแน่นอน ระบบทัณฑ์สวรรค์ระบุเจาะจงให้เข้าร่วมมาราธอนในวันพุธ มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าล้มเหลวจะต้องเจอบทลงโทษสิวขึ้นหน้านานหนึ่งเดือน
เริ่นเหอเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า สิวที่ระบบทัณฑ์สวรรค์มอบให้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ บทลงโทษนี้ดูเหมือนจะเบา แต่ถ้าซวยขึ้นมาอาจจะเป็นสิวอัดแน่นเต็มหน้าแบบไม่มีที่ว่างเลยก็ได้
นั่นมันน่ากลัวเกินไปแล้ว...
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นมารีบแต่งตัวแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบ พอไปถึงก็พบว่าผู้คนมืดฟ้ามัวดิน ดูออกเลยว่าครั้งนี้ทางกาก็ทุ่มทุนจัดงานใหญ่เหมือนกัน
แต่สิ่งที่เริ่นเหอแตกต่างจากคนอื่นนิดหน่อยก็คือ คนอื่นเขามีป้ายหมายเลขติดอยู่ที่หลัง ซึ่งน่าจะได้มาจากการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ ส่วนหลังของเขาว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย ดูเหมือนเด็กที่มาวิ่งเล่นร่วมสนุกเฉยๆ...
ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ เผลอๆ อาจจะเป็นเพราะคนไม่พอเลยมีคำสั่งตายตัวจากหน่วยงานต่างๆ ให้เกณฑ์คนมา เริ่นเหอเลยดูโดดเด่นออกมาหน่อย แถมเขายังทำท่าบริหารร่างกายวอร์มอัพอย่างจริงจัง ซึ่งดูเป็นมืออาชีพกว่าคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด
งานใหญ่ขนาดนี้ย่อมต้องมีนักข่าวสื่อมวลชนมาทำข่าว มีนักข่าวคนหนึ่งตาไวเห็นเริ่นเหอเข้าพอดี ดวงตาของเขาเป็นประกาย นี่มันจุดขายในการโปรโมตชัดๆ: แม้แต่เด็กมัธยมต้นยังมาร่วมวิ่งมาราธอน ชาวลั่วเฉิงรักการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก!
เหอะๆ รักกับผีน่ะสิ เมืองเล็กๆ อย่างลั่วเฉิงจะหาคนมาวิ่งมาราธอนเป็นหมื่นคนได้ ก็มีแต่วิธีออกคำสั่งเกณฑ์มาเท่านั้นแหละ วิธีอื่นไม่มีทางทำได้หรอก
นักข่าวรีบวิ่งเข้าไปสัมภาษณ์เริ่นเหอ แต่พอเดินไปถึงตรงหน้า นักข่าวก็ชะงัก เริ่นเหอก็ชะงัก นักข่าวคิดในใจว่านี่ไม่ใช่ไอ้เด็กที่วิดพื้นคนนั้นเหรอ ส่วนเริ่นเหอก็เริ่มใจคอไม่ดี นี่มันใช่นักข่าวคนที่โดนเขาเล่นงานด้วยยาอาเจียนไปหรือเปล่า...
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบงันราวกับความตายไปชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้ายนักข่าวก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน: "สวัสดีครับน้อง..."
"ขอโทษครับ ไม่ให้สัมภาษณ์" พูดจบเริ่นเหอก็มุดหายเข้าไปในฝูงชนทันที ว่างมากหรือไงถึงจะไปออกทีวี
นักข่าวถึงกับงง เด็กคนนี้มันจะเกลียดการถูกสัมภาษณ์อะไรขนาดนั้น? แต่ตากล้องจับภาพแผ่นหลังของเริ่นเหอไว้ได้แล้ว แบบนี้ก็พอจะแทรกเป็นข่าวได้เหมือนกัน นักข่าวหันมาพูดกับกล้องด้วยรอยยิ้ม: "การแข่งขันมาราธอนครั้งนี้มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในลั่วเฉิง เมื่อสักครู่เราได้เห็นแล้วว่า ท่ามกลางกลุ่มผู้ใหญ่ ยังมีเด็กเข้ามาร่วมแข่งขันด้วยครับ!"
ผู้ใหญ่หลายคนก็เห็นเริ่นเหอเหมือนกัน จริงๆ เป็นเพราะเริ่นเหอดูเข้ากับพวกเขาไม่ได้เลยสักนิด
เริ่นเหอแทรกตัวไปอยู่แถวหน้าสุดของฝูงชนเพื่อรอเวลาเริ่ม เมื่อเสียงปืนปล่อยตัวดังปัง เขาก็ไม่สนใจใครทั้งนั้น ออกตัวสปรินต์พุ่งไปข้างหน้าทันที มีคนหัวเราะขำ: "ไฟหนุ่มมันแรงจริงวุ้ย แต่วิ่งมาราธอนเขาไม่วิ่งกันแบบนี้หรอก ด้วยความเร็วขนาดนี้จะยืนระยะได้สักกี่น้ำ"
"ฮ่าๆ เขาเป็นเด็กน่ะ วิ่งเหนื่อยก็คงเลิกวิ่งเอง ไม่มีใครว่าอะไรหรอก"
เริ่นเหอไม่ได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เขารู้ลิมิตตัวเองดีว่าจะวิ่ง 42 กิโลเมตรนี้ด้วยความเร็วคงที่ระดับไหน
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเริ่นเหอคงยืนระยะได้ไม่นาน เริ่นเหอกลับวิ่งหายลับไปบนถนนสายหลักของเมืองจนแทบไม่เห็นเงาแล้ว คนที่เพิ่งพูดว่าเขาคงวิ่งไปได้ไม่ไกลถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก ถนนเส้นนี้ไฟสว่างจ้า การที่จะมองไม่เห็นคนคนหนึ่งจนหมดสิ้น ระยะห่างอย่างน้อยๆ ต้องเกินหนึ่งกิโลเมตรไปแล้ว...
และในระหว่างการแข่งขันหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครเห็นเริ่นเหออีกเลย...
เจ้าหน้าที่คุมเส้นทางที่ไม่ยอมเดินลัดเลาะ ได้ยินเสียงจากวิทยุสื่อสารดังขึ้นไม่ขาดสาย: "เด็กหนุ่มคนนี้เป็นผู้เข้าแข่งขันเหรอ?"
"เชี่ยเอ๊ย เขาใช้วิ่งด้วยความเร็วขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย?"
"วิ่งผ่านจุดของผมไปแล้ว เร็วโคตร!"
"มาราธอนรอบนี้ ถ้าแชมป์โดนเด็กคว้าไปคงเป็นเรื่องตลกน่าดู..."