- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 88: ความกังวลของเซี่ยเหมี่ยวฮั่น
บทที่ 88: ความกังวลของเซี่ยเหมี่ยวฮั่น
บทที่ 88: ความกังวลของเซี่ยเหมี่ยวฮั่น
ภารกิจสองอย่างนี้น่าจะแลกมากับค่าลิขสิทธิ์ของคัมภีร์ตรีอักษร และค่าต้นฉบับของคัมภีร์เทพสำหรับเดือนนี้ ส่วนคุนหลุนฉบับรวมเล่มยังไม่ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เลยยังไม่มีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เข้ามา เรื่องลิขสิทธิ์ยิ่งแล้วใหญ่ ยังเจรจากันไม่ลงตัวเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเครือหนังสือพิมพ์ปักกิ่งจะอยากขายขาดหรือร่วมมือกับใคร เริ่นเหอก็จะเอาแค่เงินหกล้านก้อนนั้น
เริ่นเหอวิเคราะห์ภารกิจทั้งสองอย่างละเอียด สะพานลั่วเฉิงคือสะพานใหญ่ที่เชื่อมระหว่างเขตเมืองใหม่กับเขตเมืองเก่าของลั่วเฉิง ตั้งอยู่บนแม่น้ำลั่วเหอ ซึ่งก็คือที่ที่เริ่นเหอเพิ่งจะไปว่ายน้ำท้าหนาวมาหมาดๆ จริงๆ แล้วภารกิจนี้ต้องแยกออกเป็นสองส่วน คือ กระโดดน้ำ 12 เมตร และ ว่ายน้ำท้าหนาว!
เขารู้อยู่แล้วว่าตามสันดานของระบบทัณฑ์สวรรค์ มันจะต้องบังคับให้เขาทำภารกิจบางอย่างจนกว่าจะชำนาญ ซึ่งมาตรฐานความชำนาญที่ว่า ในความเข้าใจของเริ่นเหอก็คือ เขาสามารถทำมันให้สำเร็จได้อย่างมั่นใจสุดๆ
ดังนั้นเขาเลยเดาไว้แล้วว่า การว่ายน้ำท้าหนาวต้องไม่ได้มีแค่ครั้งเดียวแน่ๆ ส่วนระบบทัณฑ์สวรรค์จะส่งมาอีกกี่ครั้ง เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน
เริ่นเหอเข้าใจดีว่า ตอนนี้ระบบทัณฑ์สวรรค์กำลังค่อยๆ เพิ่มระดับความยากของภารกิจขึ้นทีละขั้น จากแค่การฝึกสมรรถภาพร่างกายขั้นพื้นฐาน ไปสู่การปีนป่ายมือเปล่าที่ต้องใช้เทคนิคเล็กน้อย จนมาถึงตอนนี้ที่เป็นการกระโดดน้ำจากที่สูงและว่ายน้ำท้าหนาวซึ่งยากขึ้นไปอีก ในอนาคตความยากต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่รีบร้อนเลยสักนิด เริ่นเหอเองก็เพิ่งจะย้อนเวลามาได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น อย่างการกระโดดน้ำครั้งนี้ แม้จะดูอันตราย แต่ถ้าเทียบกับการกระโดดหน้าผาสุดขีดระยะ 70 เมตรที่พวกเทพๆ เขาเล่นกันแล้ว ยังถือว่าห่างชั้นกันมาก นี่มันก็แค่ระดับเริ่มต้น กระโดดส่งๆ ยังไงก็ไม่ถึงกับตาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าภารกิจนี้จะง่าย เพราะในชาติก่อน รายการกระโดดน้ำโอลิมปิกที่สูงที่สุดก็แค่ 10 เมตรเท่านั้น เพียงแต่พวกนั้นเน้นที่ความยากของท่วงท่ามากกว่า
ส่วนสิ่งที่เขาต้องเน้นคือ... อย่าตาย...
ต้องรู้ไว้อย่างนะว่า การร่วงจากความสูง 70 เมตรลงน้ำเนี่ย ถ้าลงผิดท่า มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฟาดลงบนพื้นซีเมนต์เลยสักนิด ผลลัพธ์คือตายสถานเดียว ต่อให้คุณกระโดดน้ำในระดับปกติ แต่ถ้าทั้งตัวฟาดลงไปบนผิวน้ำ ผิวหนังส่วนที่สัมผัสน้ำก่อนเพื่อนจะรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเต็มแรง
แค่คิดว่าจะต้องกลับลงไปในน้ำเย็นเฉียบอีกครั้ง เริ่นเหอก็รู้สึกปวดตับขึ้นมาทันที มันหนาวจริงๆ นะเว้ย แถมครั้งนี้ยังต้องกระโดดลงไปกลางแม่น้ำ ไม่เหมือนครั้งก่อนที่แค่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวริมตลิ่ง ขืนอยู่ๆ เกิดเป็นตะคริวขึ้นมา คงได้บอกลาหยางซีไปตลอดกาลแน่
ในขณะเดียวกัน ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์กระโดดน้ำทั้งหมดก็ถูกอัดฉีดเข้ามาในสมองของเริ่นเหอ ครั้งนี้เทคนิคที่ระบบทัณฑ์สวรรค์มอบให้ก็ไม่ได้พิสดารอะไรมาก ไม่ได้ให้เขาทำท่าที่ยากเย็นอะไร แต่เป็นวิธีควบคุมจังหวะสมดุลของร่างกายตอนกระโดด เพื่อให้แน่ใจว่าตอนลงน้ำ แขนและลำตัวของเขาจะอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน และพุ่งลงสู่ผิวน้ำด้วยแรงต้านที่น้อยที่สุด
เริ่นเหอคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็น่าจะพอทำได้
จากนั้นก็ภารกิจที่สอง... ถ้ารู้แบบนี้ ตอนเช้าฉันไปสมัครวิ่งมาราธอนนั่นก็ดีแล้วสิ! ยังได้คะแนนเพิ่มอีก 10 คะแนนด้วย!
ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปสมัครย้อนหลังได้ยังไง น่าจะยังพอได้อยู่มั้ง? เริ่นเหอเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ...
ตอนกลางคืน หลังจากสอนเพลง ‘ฉันกินไก่ทอดที่จัตุรัสประชาชน’ ให้หยางซีเสร็จ เริ่นเหอก็กลับไป บนดาดฟ้าอากาศค่อนข้างเย็นเกินไป แต่จะให้เขาไปอยู่กับหยางซีสองต่อสองในบ้านของเธอ หยางซีก็รู้สึกเขินอายอยู่หน่อยๆ อีกอย่างถ้าหยางเอินรู้เข้าก็คงจะไม่ดีนัก
ในช่วงเวลานี้ การอัปเดตของคัมภีร์เทพยังคงรักษาระดับไว้ที่ 3 ตอนต่อวัน ซึ่งสำหรับเขาแล้วก็ไม่ได้กดดันอะไร และค่าต้นฉบับของคัมภีร์เทพในเดือนนี้ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเช่นกัน หนึ่งแสนเก้าหมื่น
อาจกล่าวได้ว่า ด้วยความสามารถในการทำเงินเดือนละหนึ่งแสนเก้าหมื่น แม้จะยังไม่อาจเทียบชั้นกับสังคมชั้นสูงได้ แต่สำหรับคนสบายๆ อย่างเริ่นเหอแล้ว มันก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยก็มีกินมีใช้ไม่ขัดสน ในมือมีเงิน ในใจก็ไม่ร้อนรนแล้ว...
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ไปหาครูสอนภาษาอังกฤษ “อาจารย์ครับ ผมอยากสมัครวิ่งมาราธอน!”
ครูสอนภาษาอังกฤษชะงักไปครู่หนึ่ง “รายชื่อส่งไปให้ทางเมืองตั้งแต่เมื่อวานตอนบ่ายแล้ว ตอนนี้อยากจะเข้าร่วมคงจะไม่ได้แล้วล่ะ”
ให้ตายสิ เริ่นเหอรู้สึกปวดตับขึ้นมาอีกแล้ว หรือว่าจะต้องไปรบกวนคุณอาหวงอีกแล้ว บอกเขาว่าตัวเองอยากจะเข้าร่วมวิ่งมาราธอน ช่วยติดต่อให้หน่อยงั้นเหรอ? เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้จะกล้าไปรบกวนเขาได้ยังไง? นั่นมันบ้าไปแล้ว เขาน่ะเป็นถึงเลขาท่านใหญ่ของพ่อนะ เป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในเมืองลั่วเฉิงเลยนะ ไม่ใช่เลขาของเด็กม.ต้นอย่างแกซะหน่อย
ต่อให้พ่อรู้เรื่องนี้เข้าก็คงจะหาว่าเขาทำเรื่องไร้สาระ
แล้วจะทำยังไงดี เริ่นเหอถามในใจ “ที่เรียกว่าแชมป์เปี้ยน หมายความว่าขอแค่ฉันวิ่งเข้าเป็นที่หนึ่งก็พอใช่ไหม? ไม่ต้องมีตำแหน่งแชมป์เปี้ยนอะไรนั่นก็ได้ใช่หรือเปล่า?”
“ใช่” ระบบทัณฑ์สวรรค์ตอบกลับมาอย่างรวบรัด เริ่นเหอจึงเข้าใจในทันที ต่อให้ไม่สมัคร เขาก็สามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้ แค่ตอนที่เสียงปืนสัญญาณดังขึ้น ก็วิ่งตามไปกับพวกเขา แล้วสุดท้ายต้องเข้าเส้นชัยเป็นคนแรกให้ได้!
ตราบใดที่ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนสมัคร เริ่นเหอก็รู้สึกว่าเรื่องมันง่ายขึ้นเยอะ
อีกอย่าง โครงการหาผลงานของพวกผู้บริหารที่ดูแลด้านกีฬาและวัฒนธรรมของเมืองแบบนี้ คงไม่มีพวกตัวท็อปมาร่วมแข่งด้วยหรอก เริ่นเหอจึงค่อยโล่งใจไปหน่อย
ตอนที่ออกจากห้องพักครู บังเอิญเจอเซี่ยเหมี่ยวฮั่นที่กลับมาเอาเอกสารที่ทางเดินพอดี เริ่นเหอเอ่ยทักอย่างอารมณ์ดี “สวัสดีครับอาจารย์เซี่ย”
จริงๆ แล้วเซี่ยเหมี่ยวฮั่นเป็นคนดี เขาไม่ได้มีอคติอะไรกับตัวเริ่นเหอ แม้ว่าเมื่อก่อนเริ่นเหอจะผลการเรียนแย่ แต่เขาก็เจอนักเรียนเรียนแย่มาเยอะแล้ว ไม่ได้ต่างกันอีกสักคน ดังนั้นที่เขาเคยลำบากใจก็เป็นเพราะตัวเองเป็นครูประจำชั้นของเริ่นเหอเท่านั้น
ตอนนี้ตัวเองย้ายไปอยู่แผนกมัธยมปลายแล้ว ทั้งสองคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันโดยตรงอีกต่อไป ดังนั้นพอเซี่ยเหมี่ยวฮั่นเห็นเริ่นเหอ อารมณ์ก็ยังคงแจ่มใสอยู่บ้าง เขาล้อเล่นกลับไปว่า “เดี๋ยวนี้เธอดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นทุกวันเลยนะ”
รูปร่างของเริ่นเหอในตอนนี้ไม่ได้กลายเป็นหนุ่มกล้ามโตอย่างที่เขาจินตนาการไว้ ไม่ได้ดูบึกบึนขึ้น แต่กลับดูสมบูรณ์แบบขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ถอดเสื้อ ก็จะมองไม่เห็นกล้ามเนื้อของเขาเลย แต่สิ่งที่แสดงออกมาภายนอกหลังจากออกกำลังกายมาเป็นเวลานานไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจด้วย!
ความมีชีวิตชีวาแบบนั้นเป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่มี
ยิ่งไปกว่านั้น เริ่นเหอยังได้ค่าเสน่ห์เพิ่มมา 2 แต้มอีกด้วย ดังนั้นปฏิกิริยาแรกที่เซี่ยเหมี่ยวฮั่นเห็นเริ่นเหอคือ กระปรี้กระเปร่า! กระปรี้กระเปร่าจริงๆ!
เซี่ยเหมี่ยวฮั่นยิ้มพลางพูด “นี่ก็จะสอบเข้าม.ปลายแล้วนะ ช่วงนี้เธอทำตัวเรียบร้อยดีนี่นา ตั้งใจจะสอบเข้าโรงเรียนไหนล่ะ?” จริงอย่างที่เขาว่า ช่วงนี้ภารกิจของเริ่นเหอเริ่มขยับขยายออกไปนอกโรงเรียนแล้ว โรงเรียนเล็กๆ แค่นี้ จะมีภารกิจให้ทำได้สักกี่อย่างกันเชียว แต่เซี่ยเหมี่ยวฮั่นไม่รู้เรื่องนี้ ในสายตาของเขาจึงกลายเป็นว่า เริ่นเหอทำตัวเรียบร้อยขึ้น
เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี “ก็สอบเข้าโรงเรียนเรานี่แหละครับ! ผมว่าโรงเรียนเราก็ดีอยู่แล้ว เลยตั้งใจว่าจะเรียนม.ปลายที่นี่ต่อ”
ฉิบหายล่ะ ขนแขนของเซี่ยเหมี่ยวฮั่นลุกชันขึ้นมาทันที ในที่สุดเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าทำไมเมื่อวานถึงรู้สึกไม่สบายใจมาทั้งวัน ที่แท้ก็เพราะเจ้าเด็กนี่จะสอบเข้าโรงเรียนนี้นี่เอง!
และปีหน้าเขาก็จะวนกลับจากชั้นม.6 ลงมาเป็นครูประจำชั้นของชั้นม.4 พอดี ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดเล่นๆ ว่าจะมีโอกาสได้เจอเริ่นเหอไหม แต่พอมีเรื่องอื่นเข้ามาก็เลยลืมไป ไม่ได้ไปคุยกับผอ.หลิวเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาคิดว่าโอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นมันไม่น่าจะมากนัก แต่... ดูจากตอนนี้แล้ว...
เซี่ยเหมี่ยวฮั่นรู้สึกราวกับมีเมฆดำทะมึนก้อนใหญ่กำลังก่อตัวอยู่เหนือหัว... อย่างน้อยตอนนี้ก็หัวเราะไม่ออกแล้ว...