- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 89: กระโดดน้ำ 12 เมตร!
บทที่ 89: กระโดดน้ำ 12 เมตร!
บทที่ 89: กระโดดน้ำ 12 เมตร!
เหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะถึงวันพุธซึ่งเป็นวันวิ่งมาราธอน เริ่นเหอตั้งใจจะทำภารกิจกระโดดน้ำให้เสร็จก่อน แต่ภารกิจนี้... ดูเหมือนจะทำคนเดียวไม่สำเร็จ!
ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะการกระโดดน้ำจากบนสะพาน เริ่นเหอจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า ถ้าไม่ถอด เสื้อผ้าหน้าหนาเตอะพวกนี้จะคร่าชีวิตเขาใต้น้ำอย่างแน่นอน มันหนักเกินไปจริงๆ
แต่ปัญหามันอยู่ที่ เขาคงไม่สามารถวิ่งแก้ผ้ากลับขึ้นไปบนสะพานเพื่อใส่เสื้อผ้าหลังกระโดดเสร็จได้หรอกมั้ง แบบนั้นมันก็ไม่ต่างจากบทลงโทษให้วิ่งแก้ผ้าเท่าไหร่เลยนี่หว่า เผลอๆ รถทุกคันที่ขับผ่านบนสะพานคงต้องหันมาทำความเคารพเขาเป็นตาเดียวกันแน่...
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ หลังจากกระโดดลงจากสะพานไปแล้ว ต้องมีคนคอยเอาเสื้อผ้าไปรอเขาอยู่ที่ริมฝั่ง แบบนี้ต่อให้มีคนมุงดูก็สามารถรีบใส่เสื้อผ้าแล้วชิ่งหนีได้ทันที
และคนที่เหมาะสมที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าอ้วนสวี่นั่วนั่นเอง
จริงๆ แล้วหยางซีก็พอได้ แต่พูดตามตรง เขากลัวว่าหยางซีจะห้ามเขา
ภารกิจของระบบทัณฑ์สวรรค์นับวันยิ่งอันตรายขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดในอนาคตหยางซีไม่อยากให้เขาเล่นกับชีวิตแบบนี้ต่อไปจะทำยังไง แต่เขาหยุดไม่ได้นี่สิ
ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาว่าเขาอยากจะหยุดหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าระบบทัณฑ์สวรรค์จะยอมให้เขาหยุดหรือเปล่าต่างหาก อีกฝ่ายสามารถออกภารกิจสร้างสรรค์ผลงานได้ตลอดเวลา มันเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ เริ่นเหอเชื่อสนิทใจเลยว่าถ้าตอนนี้เขาคิดจะหยุด อีกฝ่ายต้องมอบบทลงโทษ ‘นกเขาไม่ขันตลอดชีวิต’ ให้เขาแน่...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เริ่นเหอก็เอ่ยถามในใจ: “ว่าแต่ ภารกิจพวกนี้มันจะสิ้นสุดเมื่อไหร่กัน? ถ้าถึงจุดหนึ่งฉันแค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไม่ใช้ความรู้จากชาติก่อนหาเงินแล้ว จะสามารถหยุดภารกิจได้ด้วยไหม? คงไม่ใช่ว่าฉันต้องทำภารกิจไปจนแก่เฒ่าหรอกนะ”
เริ่นเหอรู้ว่าระบบทัณฑ์สวรรค์มีความคิดเป็นของตัวเอง และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีเจตนาจะบีบให้เขาไปตายตรงๆ ดังนั้นอีกฝ่ายก็น่าจะเข้าใจปัญหาเรื่องสมรรถภาพร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัยบ้างล่ะน่า
“ไม่ต้องกังวลไป” ระบบทัณฑ์สวรรค์ตอบกลับ
จะให้คำตอบตรงๆ สักหน่อยจะตายไหมหา? เริ่นเหอถึงกับพูดไม่ออก ระบบบอกเขาว่าไม่ต้องกังวล แต่ก็ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาที่ชัดเจนว่าวันหนึ่งภารกิจจะสิ้นสุดลงอย่างถาวร
แต่แน่นอนว่าในใจของเริ่นเหอก็พอจะคาดเดาได้บ้างแล้ว ว่าอีกฝ่ายรู้จักขอบเขตของตัวเอง
รู้จักขอบเขตก็ดีแล้ว!
เมื่อเจ้าอ้วนสวี่นั่วได้ยินเริ่นเหอบอกว่าต้องการให้ช่วยเรื่องกระโดดแม่น้ำ เขาก็งงเป็นไก่ตาแตก: “ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
“ไม่ฝาดหรอกน่า ว่ายน้ำหน้าหนาวไง ดีต่อสุขภาพกายและใจ” เริ่นเหอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถึงฉันจะเรียนมาน้อยก็อย่ามาหลอกกันเลย... ต่อให้เป็นว่ายน้ำหน้าหนาว ก็ไม่เห็นต้องกระโดดลงมาจากบนสะพานเลยนี่?” สวี่นั่วไม่เชื่อสักนิดเดียว เรื่องที่นายพูดน่ะเอาไปหลอกผี ผียังไม่เชื่อเลย!
“จะช่วยไม่ช่วย? ถ้านายไม่ช่วยฉันก็จะกระโดดเอง แต่ถ้าช่วย ฉันมีเซอร์ไพรส์ให้!” เริ่นเหอข่มขู่
“ช่วย...” สวี่นั่วยอมจำนนต่อการข่มขู่และล่อลวงของเริ่นเหอในทันที... จริงๆ แล้วสวี่นั่วก็เป็นคนฉลาดพอตัว เพราะพ่อกับแม่ของเขาก็ฉลาดเป็นกรด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเริ่นเหอ เขากลับไม่เคยมีความลับต่อกันเลย สมัยก่อนต่อให้มีเงินค่าขนมแค่ 1 หยวน ก็ยังแบ่งกันซื้อปิ่งเจียไช่ (แป้งทอดสอดไส้) ราคา 5 เหมาคนละครึ่งแผ่น ข้างในมีแค่เส้นมันฝรั่งผัดเปรี้ยวหวานประปราย แต่ทั้งสองคนก็ยังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย
บางครั้งมิตรภาพในวัยเยาว์ก็ช่างน่าหวนคิดถึงจริงๆ การได้ใช้ชีวิตลำบากมาด้วยกัน พูดคุยเรื่องผู้หญิงคนเดียวกัน อ่านนิยายเล่มเดียวกัน โดดเรียนด้วยกัน ต่อยตีด้วยกัน และเล่นเกมด้วยกัน
ทั้งคู่ต่างเป็นเพื่อนซี้คู่กัด ปากคอเราะร้ายใส่กันเสมอ แต่เมื่อคุณมองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นหลังจากผ่านไปสิบหรือหลายสิบปี คุณจะรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่เคยมีอีกฝ่ายอยู่เคียงข้างในช่วงเวลานั้น
มันคือมิตรภาพที่เรียบง่ายที่สุด เป็นช่วงเวลาแห่งความบ้าบิ่นที่ว่า ‘กูถูกชะตากับมึง มึงก็คือน้องชายของกู’
โง่เง่าสิ้นดี แต่ก็เลือดร้อนสิ้นดีเช่นกัน
ทว่าเพื่อนแบบนี้หลายคนกลับต้องแยกย้ายกันไประหว่างเส้นทางการเติบโต อาจเป็นเพราะสังคมที่แตกต่าง หรือนิสัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนมักพูดว่าไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา แต่เริ่นเหอกลับคิดว่า ในชาตินี้เขาจะปล่อยให้เจ้าอ้วนสวี่นั่วคนนี้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
เริ่นเหอพาเจ้าอ้วนมายืนอยู่บนสะพานลั่วเฉิง ลมหนาวพัดโกรกจนสวี่นั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องกระทืบเท้าแก้หนาว: “พี่ชายแท้ๆ ของผม ท่านจะกระโดดจริงๆ เหรอ?!”
“กระโดดน่ะต้องกระโดดแน่...” เริ่นเหอมองผิวน้ำเบื้องล่างจากบนสะพานแล้วรู้สึกตาลายอยู่บ้าง บ้าเอ๊ย ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองก็คงไม่รู้ว่ามันสูงขนาดไหน ตอนแรกคิดว่า 12 เมตรคงไม่สูงเท่าไหร่ แต่พอมายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ เขาก็ไม่คิดแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว...
12 เมตรสูงแค่ไหนกัน? โดยปกติแล้วตึกที่พักอาศัยหนึ่งชั้นจะสูงประมาณ 2.7-3 เมตร นั่นหมายความว่า 12 เมตรก็สูงอย่างน้อยเท่ากับตึก 4 ชั้น...
สวี่นั่วพล่ามอยู่ข้างๆ เขา: “จริงๆ แล้วชีวิตยังสวยงามนะ ฉันรู้ว่าเรื่องที่จีบต้วนเสี่ยวโหลวไม่ติดมันคงเป็นปมในใจนายที่นายก้าวข้ามไปไม่ได้ แต่เส้นทางชีวิตยังอีกยาวไกล นายจะทำกับตัวเองแบบนี้เพียงเพราะจีบผู้หญิงคนเดียวไม่ติดไม่ได้นะ ผู้หญิงมีตั้งเยอะแยะ!”
เริ่นเหอฟังจนหน้าดำทะมึน นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรกันวะ ต้วนเสี่ยวโหลวโผล่มาจากไหนอีก!
“ไปๆๆ” เริ่นเหอพูดอย่างหัวเสีย: “เดี๋ยวพอฉันกระโดดลงไปแล้ว นายก็รีบไปรอรับฉันที่หาดแม่น้ำลั่วได้ยินไหม? ถ้าเห็นฉันเป็นตะคริวหรือมีท่าทีตะเกียกตะกายในน้ำ ต้องรีบโทรแจ้งตำรวจทันที แล้วก็โทรเรียกรถพยาบาล 120 ด้วย...”
ในใจเขาก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน แม้ว่าระหว่างกระโดดจะไม่สามารถใช้อุปกรณ์ป้องกันใดๆ ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องมีแผนสำรองไว้บ้าง เริ่นเหอคิดว่าถ้ารถพยาบาลมาทัน เขาก็น่าจะยังพอมีหวังรอด...
สวี่นั่วแทบจะสติแตกอยู่แล้ว ทำไมยังจะกระโดดอีก แต่ตอนนั้นเริ่นเหอวอร์มร่างกายเสร็จและเริ่มถอดเสื้อผ้าแล้ว เขาจึงถามอย่างร้อนรน: “ฉันว่าโทรเรียก 120 ตอนนี้เลยดีกว่า!”
“โทรบ้าอะไรล่ะ” เริ่นเหอยัดเสื้อนอกกับกางเกงใส่มือสวี่นั่ว ถ้าเขาไม่เป็นอะไรขึ้นมา การโทรเรียก 120 ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แล้วรถพยาบาลจะต้องติดต่อครอบครัวเขาแน่นอน เพราะเขายังถือว่าเป็นผู้เยาว์อยู่ เริ่นเหอเร่ง: “ตอนนี้นายรีบไปรอฉันที่ริมหาดแม่น้ำลั่วเลย”
ในตอนนี้การกระทำของเริ่นเหอเริ่มดึงดูดความสนใจจากผู้คนบางส่วนแล้ว จะชักช้าไปกว่านี้ไม่ได้ เขาไม่อยากดังเพราะเรื่องแบบนี้
หากคิดจะเล่นกับความตาย ความกลัวคือด่านแรกที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ถ้าไม่สามารถเอาชนะความกลัวได้ คุณก็จะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบนหน้าผาสูงหลายร้อยเมตร ร่างกายจะสั่นเทาขณะสวมชุดวิงสูท และจะเลือกเส้นทางที่ผิดพลาดจนร่างแหลกละเอียดเพราะความขลาดกลัวในขณะเล่นสกี
เริ่นเหอสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่พัดผ่าน เขาหายใจเข้าลึกๆ แล้วกระโจนออกไป!
เวลานี้ยังเป็นช่วงกลางวัน แสงแดดในฤดูหนาวเป็นเหมือนฟิลเตอร์ที่แปลกตา เด็กหนุ่มบนสะพานลั่วเฉิงกระโจนลงมา ท่วงท่ากลางอากาศของเขาสง่างามอย่างน่าประหลาด
นั่นคือทักษะที่ระบบทัณฑ์สวรรค์มอบให้เริ่นเหอโดยตรง และสมรรถภาพทางกายของเขาก็สามารถถ่ายทอดมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ปลายนิ้วคือส่วนแรกที่สัมผัสน้ำ ร่างของเริ่นเหอเหยียดตรงราวกับทวนที่พุ่งลงน้ำอย่างดุดันในวินาทีที่ทะลวงผ่านผิวน้ำ ทันใดนั้นน้ำในแม่น้ำที่เย็นเฉียบก็โอบล้อมร่างกายของเขา ความหนาวเย็นแทรกซึมเข้าสู่ร่าง
เขาแหวกว่ายเป็นเส้นโค้งในน้ำ ใช้ทั้งมือและเท้าดันตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ แม่น้ำสายนี้ไม่ค่อยสะอาดนัก เริ่นเหอจึงไม่กล้าลืมตา ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ห่างจากผิวน้ำอีกไกลแค่ไหน
แต่ในตอนนี้ ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียว: รีบขึ้นไปเหนือน้ำเพื่อหายใจ