- หน้าแรก
- จะเป็นนักก๊อปทั้งที ทำไมระบบต้องบีบให้ไปเสี่ยงตายด้วย
- บทที่ 87: บทลงโทษสุดพิลึก
บทที่ 87: บทลงโทษสุดพิลึก
บทที่ 87: บทลงโทษสุดพิลึก
ชีวิต ม.3 ก็คือการสอบเดือนละครั้ง ยิ่งสอบก็ยิ่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ คนอื่นๆ ไม่ได้มีทัศนคติต่อการสอบเหมือนเริ่นเหอ ที่เคยเรียนจบไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนจะย้อนเวลากลับมา ดังนั้นทุกคนจึงเริ่มขยันขันแข็งตั้งหน้าตั้งตาเรียนกันอย่างหนัก
แม้ว่าเริ่นเหออยากจะลองสัมผัสความรู้สึกแบบนี้ดูบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ในด้านการเรียน เขายากที่จะดึงสภาพจิตใจของตัวเองกลับไปสู่ระดับเด็ก ม.3 ได้จริงๆ
ดังนั้นขณะที่คนอื่นกำลังเรียน แม้กระทั่งตอนพักก็ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะเพื่อเตรียมบทเรียน แต่เริ่นเหอก็ยังคงยืนเตร็ดเตร่อยู่หน้าประตูห้องเรียนเหมือนเดิม คอยดักสกัดจดหมายรักที่นักเรียนห้องอื่นตั้งใจจะเอามาให้หยางซีเป็นครั้งคราว
หยางซีเองก็เพิ่งมารู้โดยบังเอิญว่าเริ่นเหอกำลังทำเรื่องไร้สาระแบบนี้อยู่ เธอถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ แถมยังรู้สึกว่ามันน่าสนใจดีด้วยซ้ำ
เริ่นเหออธิบายว่า “นี่ก็ ม.3 กันแล้วนะ ยังมีแก่ใจจะมีความรักกันอีก อนาคตของพวกเขาจะทำยังไง? แล้วจะไม่สอบเข้าโรงเรียนดีๆ กันแล้วเหรอ? ยังอยากมีอนาคตที่สดใสสวยงามอยู่รึเปล่า? ที่ฉันทำนี่ก็เพื่อพวกเขาหรอกนะ สมัยนี้คนดีๆ อย่างฉันเนี่ย หาได้ไม่ง่ายแล้วนะ”
“จ้าๆๆ เธอพูดถูก” หยางซีไม่เถียงกับเขาต่อ สำหรับคนอย่างเริ่นเหอที่เต็มไปด้วยเหตุผลวิบัติกับตรรกะเพี้ยนๆ คุณไม่มีทางคุยกับเขารู้เรื่องได้หรอก หยางซีก้มหน้าทบทวนบทเรียนต่อ เพียงแต่แววตาที่มองเริ่นเหอเป็นครั้งคราวก็ทอประกายระยิบระยับงดงามยิ่งนัก
ความสัมพันธ์ของทั้งสองยังคงเป็นความลับ ไม่มีใครมาถาม พวกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปบอกใคร
แต่ตอนนี้ห้อง ม.3/2 กลับตกอยู่ในสภาวะที่แปลกประหลาด เพราะตำแหน่งครูประจำชั้นยังคงว่างอยู่เสมอ ดูเหมือนว่าทางโรงเรียนก็จงใจเพิกเฉยต่อปัญหานี้ ปล่อยให้มันว่างอยู่อย่างนั้น
สงสัยจะเล่นใหญ่ไปหน่อยแฮะ เริ่นเหอลูบคางคิด คราวนี้ถึงกับไม่จัดครูประจำชั้นมาให้แล้ว คาดว่าคงไม่มีใครอยากจะมาเป็นครูประจำชั้นแล้วล่ะมั้ง
ตอนนี้หากมีประกาศอะไร ครูสอนภาษาอังกฤษก็จะเป็นคนมาแจ้งให้ทราบก่อนเริ่มคาบเรียน เช่น เรื่องการสอบ เป็นต้น จริงๆ แล้วตอนนี้ครูสอนภาษาอังกฤษก็ทำหน้าที่เหมือนครูประจำชั้น แต่ว่ากันว่าคุณครูยืนกรานปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งครูประจำชั้นอย่างเป็นทางการ...
ระหว่างคาบเรียนที่สามของช่วงเช้า “วันพุธหน้าในเมืองจะมีการแข่งขันวิ่งมาราธอนหมื่นคนฤดูใบไม้ผลิ หวังว่าทุกคนจะเข้าร่วมกันอย่างกระตือรือร้นนะ นักเรียนที่ได้อันดับดีๆ จะได้คะแนนเพิ่มพิเศษ 10 คะแนนสำหรับการสอบเข้า ม.ปลายด้วย ไม่ว่าจะสอบเข้าโรงเรียนไหนก็ใช้ได้เหมือนกัน”
เริ่นเหอชะงักไปครู่หนึ่ง นี่จะจัดงานเอาหน้าอะไรสวยๆ อีกแล้วเหรอ? ชาติก่อนเขาเคยเข้าร่วมกิจกรรมรำไทเก็กหมื่นคน คนหลายหมื่นคนไปยืนรำไทเก็กอย่างงงๆ ในสวนสาธารณะให้นักข่าวถ่ายรูป แต่กิจกรรมนั้นไม่มีคะแนนเพิ่ม ส่วนอันนี้มี
แต่พูดตามตรง เรื่องคะแนนเพิ่มนี่มันหลอกเด็กทั้งเพ เริ่นเหอลองคิดดูดีๆ ก็รู้สึกว่ามันไร้สาระ ให้เด็ก ม.ต้นกลุ่มหนึ่งไปวิ่งมาราธอนกับผู้ใหญ่ มันจะไปวิ่งชนะได้ยังไง?
ไม่มีทางเป็นไปได้เลย! ระยะทางมาราธอนคือ 42.195 กิโลเมตร ให้เด็ก ม.ต้นไปวิ่ง คาดว่าคงได้วิ่งจนตายกันตรงนั้นพอดี
แล้วอีกอย่าง 10 คะแนนมันเยอะมากนักหรือไง? ยังไงซะเริ่นเหอก็ตั้งใจจะสอบเข้าโรงเรียนนี้อยู่แล้ว ด้วยคะแนนของเขา การสอบเข้าโรงเรียนนี้มันง่ายแสนง่าย จะไปทำเรื่องหาเรื่องเด่นดังแบบนั้นทำไม? ดังนั้นเริ่นเหอจึงกรองข้อมูลนี้ทิ้งไปทันที แต่สำหรับนักเรียนคนอื่นกลับค่อนข้างสนใจ เพราะมันคือ 10 คะแนนเลยนะ ปกติครูไม่ได้พูดบ่อยๆ หรอกหรือว่าคะแนนสูงกว่าแค่ 1 คะแนนก็สามารถเอาชนะคนเป็นพันเป็นหมื่นได้...
หนึ่งในนั้นคือสวี่นั่ว สวี่นั่วเป็นนักเรียนประเภทที่แม้แต่จะสอบเข้าโรงเรียนนี้ก็ยังลำบากอยู่หน่อยๆ เขากระทุ้งแขนเริ่นเหอ “วิ่งมาราธอนนี่มันต้องวิ่งไกลแค่ไหนเหรอ?”
“42.195 กิโลเมตร” เริ่นเหอมองสวี่นั่วอย่างเรียบเฉย
ซี้ด! สวี่นั่วสูดลมหายใจเย็นเยียบแทบไม่ทัน! ปกติแค่ตอนสอบพละวิ่ง 1,000 เมตร เขาก็อยากจะตายแล้ว! เจ้าอ้วนน้อยหดคอ “งั้นช่างมันเถอะ ฉันว่าฉันพยายามอีกหน่อยก็น่าจะสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้”
ต้องบอกว่าช่วงนี้เจ้าอ้วนสวี่นั่วขยันขึ้นมากจริงๆ แม้แต่งานเขียนโปรแกรมนอกโรงเรียนก็ไม่รับแล้ว ตั้งใจอย่างเดียวคือจะสอบเข้าโรงเรียนนี้พร้อมกับเริ่นเหอให้ได้
นี่เป็นเรื่องที่น่ายกย่องอยู่บ้าง เมื่อเริ่นเหอเห็นเขาตั้งใจขนาดนี้ เวลาว่างๆ ก็จะช่วยติวหนังสือให้เขาบ้าง เมื่อก่อนสวี่นั่วคิดว่าที่เริ่นเหอผลการเรียนดีขึ้นนั้นมาจากการโกงล้วนๆ แม้จะไม่รู้ว่าใช้วิธีไหน แต่หลังจากติวหนังสือกันมาช่วงหนึ่ง สวี่นั่วก็เชื่อแล้วว่าเขาเรียนเก่งขึ้นจริงๆ!
ส่วนคำอธิบายของเริ่นเหอในเรื่องนี้ก็คือจู่ๆ เขาก็หัวดีขึ้นมาเอง ยังไงซะพวกผู้ใหญ่มักจะใช้คำว่า ‘ตาสว่างแล้ว’ มาอธิบายเด็กที่ผลการเรียนดีขึ้นกะทันหัน
พวกเขาไม่สนใจหรอกว่าเด็กคนนั้นพยายามไปมากแค่ไหน เอาเป็นว่าพูดคำเดียว ‘ตาสว่างแล้ว’ มันช่างครอบจักรวาลเสียจริง...
ครูสอนภาษาอังกฤษมองนักเรียนทั้งห้องที่เงียบกริบแล้วยักไหล่ถาม “ไม่มีใครอยากเข้าร่วมเลยเหรอ?”
เงียบ
“โอเค ฉันว่าทุกคนตั้งใจเรียนก็ดีเหมือนกัน งั้นฉันจะไปรายงานตามนี้นะ” ครูสอนภาษาอังกฤษรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยจึงเดินจากไป สำหรับนักเรียนในห้องนี้เขาไม่อยากจะพูดอะไรมากนัก เดิมทีเขาก็แค่ถูกมัดมือชกให้มาเป็นครูประจำชั้นในเงาอยู่แล้ว ทำดีไปก็ไม่ได้โบนัส
ตอนเย็นหลังเลิกเรียน หยางซีเดินออกไปก่อน ส่วนเริ่นเหอรออีก 5 นาทีถึงค่อยๆ เดินออกจากห้องเรียน พอออกจากประตูโรงเรียนแล้วเลี้ยวตรงหัวมุมถนนสองครั้ง หยางซีก็กำลังยืนรอเขาอยู่ที่นั่นพอดี นี่คือข้อตกลงของทั้งสองคน การเดินออกจากโรงเรียนพร้อมกันมันเป็นที่จับตามองเกินไป เพราะนี่มันยังเป็นยุคที่นักเรียนชายหญิงเดินด้วยกันแล้วจะถูกโห่แซว
ทั้งสองคนเดินไปทางบ้านของหยางซี วันนี้เริ่นเหอต้องไปสอนเพลง ‘ฉันกินไก่ทอดที่จัตุรัสประชาชน’ ให้หยางซี
“พ่อฉันจะกลับมาอาทิตย์หน้า” หยางซีพูดขึ้นมาทันที
“อืม รู้แล้วล่ะ” เริ่นเหอพูดอย่างอารมณ์ดี ดูท่าว่าพ่อตาก็ยังไม่น่าเกรงขามเท่าแม่ยาย พอได้ยินข่าวว่าหยางเอินจะกลับมา เขาก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ กลับมาก็กลับมาสิ เขายังอยากจะชวนท่านผู้เฒ่าดื่มสักจอกอยู่เลย...
อีกอย่าง การที่หยางเอินสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยในครั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว คนที่ทำงานแบบพวกเขาในต่างประเทศ การหายตัวไปเฉยๆ ถือเป็นเรื่องปกติมาก
“เมื่อคืนพ่อโทรมาหาฉัน เขาหวังว่าฉันจะจัดการเรื่องความสัมพันธ์ของเราได้ด้วยตัวเอง” หยางซีเอียงคอคิดแล้วพูด
“ไม่ต้องห่วงน่า ตอนนี้เราก็แค่ปิดบังไว้ก่อน ไม่ต้องเปิดเผย เดี๋ยวพวกท่านก็ยอมรับได้เองแหละ ท่านคงไม่ห้ามไม่ให้เธอมีความรักไปตลอดชีวิตหรอกมั้ง” เริ่นเหอคิดแล้วคิดอีก ตอนนี้การปิดบังไว้เป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด พ่อแม่ในโลกนี้มีไม่กี่คนหรอกที่อยากให้ลูกสาวตัวเองมีความรักตั้งแต่ตอนเรียน ม.ต้น โดยเฉพาะพ่อแม่ฝ่ายหญิง การที่พวกเขาทำตัวเงียบๆ ไว้ก็ถือเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ถ้าเปิดเผยออกไปจริงๆ ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับการโจมตีที่รุนแรงถึงขั้นทำลายล้างแบบไหน
แต่ในตอนนั้นเอง ในตอนที่เริ่นเหอไม่ทันตั้งตัว เสียงของระบบทัณฑ์สวรรค์ก็ดังขึ้นในหัว “ภารกิจ: กระโดดน้ำจากสะพานลั่วเฉิงที่ความสูง 12 เมตร กำหนดเวลา: 1 สัปดาห์ บทลงโทษหากไม่สำเร็จ: โฮสต์จะถูกลงโทษให้มีอาการปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะกะทันหัน ปัสสาวะไม่สุด และปัสสาวะไม่ออก เป็นเวลา 1 เดือน”
“ภารกิจ: คว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันมาราธอนวันพุธนี้ บทลงโทษหากไม่สำเร็จ: โฮสต์จะถูกลงโทษให้สิวขึ้นเต็มหน้าเป็นเวลา 1 เดือน”
เริ่นเหอถึงกับพูดไม่ออก ไม่ต้องพูดถึงตัวภารกิจหรอก แค่บทลงโทษนี่มันพิลึกพิลั่นขึ้นทุกที ช่วยอธิบายให้เฮียฟังหน่อยได้ไหมว่าไอ้อาการปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะกะทันหัน ปัสสาวะไม่สุด แล้วก็ปัสสาวะไม่ออกเนี่ย มันคืออะไรกันวะ?