- หน้าแรก
- แดนเซียนปั่นป่วนเพราะอ่านใจข้างั้นหรือ
- บทที่ 20 แก่นแท้ของไร่เผือกคือเผือกเก่ายังไม่ทันวาย เผือกใหม่ก็งอกเงย
บทที่ 20 แก่นแท้ของไร่เผือกคือเผือกเก่ายังไม่ทันวาย เผือกใหม่ก็งอกเงย
บทที่ 20 แก่นแท้ของไร่เผือกคือเผือกเก่ายังไม่ทันวาย เผือกใหม่ก็งอกเงย
บทที่ 20 แก่นแท้ของไร่เผือกคือเผือกเก่ายังไม่ทันวาย เผือกใหม่ก็งอกเงย
ฟังคำตัดพ้อของผู้อาวุโสเฉิน ฉู่อวิ๋นเหมี่ยวยิ้มบางๆ:
"บางทีศิษย์พี่เหยียนอาจจะได้ยินมาจากคนอื่นก็ได้"
ผู้อาวุโสเฉินมองนางอย่างระแวง
เป็นไปไม่ได้ เหยียนอวี่ปิงเป็นคนยังไงเขารู้ดีที่สุด เป็นคนมุ่งมั่นฝึกฝน ไหนเลยจะไปฟังคำคนอื่นง่ายๆ เว้นแต่ว่า... เขาจำได้ลางๆ ว่าความสัมพันธ์ของฉู่อวิ๋นเหมี่ยวกับศิษย์พี่เหยียนดีมากตั้งแต่สมัยก่อน
ฉู่อวิ๋นเหมี่ยวมองกลับอย่างสงบนิ่ง
แม้ผู้อาวุโสเฉินจะรู้สึกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าต้องพูด
"ข้าสอนต่อไม่ได้แล้วจริงๆ!"
"สองสามวันที่ข้าหนีออกไปหลบยังพอทน ตอนกลับมานี่สิรับกรรมหนัก เพื่อนร่วมสำนักเจอหน้าข้าก็นึกว่าข้าไปหลบอาย บอกเลยว่าหน้าแก่ๆ ของข้า ชื่อเสียงสั่งสมมาหลายร้อยปี พังยับเยินหมดแล้ว!"
ผู้อาวุโสเฉินทุกข์ระทมแทบกระอักเลือด ชวนให้คนเห็นใจน้ำตาไหล
แต่ผู้อาวุโสฉู่กำลังสนุกอยู่ ไหนเลยจะปล่อยเขาไปง่ายๆ
"แต่เจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสผู้บรรยายคัมภีร์ของสำนักเรา หากศิษย์สายนอกเหล่านี้จะเติบใหญ่ก็ขาดเจ้าไม่ได้นะ อีกอย่างเจ้าตั้งปณิธานจะบรรยายคัมภีร์ที่ศิษย์สายนอกห้าร้อยปี... จิตใจแห่งเต๋าของเจ้าจะเป็นอย่างไร!"
นางมองค้อนผู้อาวุโสเฉินด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม:
"ชุยซูเดิมทีเป็นศิษย์สายนอก ตามหลักควรฟังเจ้าบรรยายคัมภีร์ทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้นนางมีพรสวรรค์ 'ธรรมดา' หากไม่มีอาจารย์ชื่อดังชี้แนะ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อการฝึกฝนนะ เฉินหมิงซาน เจ้าคงไม่ใช่ว่า... ไม่กล้าสอนหรอกนะ!"
หน้าแก่ๆ ของผู้อาวุโสเฉินแดงก่ำ นึกถึงวันที่ตัวเองยืนบนแท่น คิดในใจว่าพรสวรรค์ของชุยซูไม่มีประโยชน์...
ชุยซูเพิ่งขอบเขตฝึกปราณ พรสวรรค์นี้ก็บีบให้ผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดไม่กล้าไปสอนได้แล้ว
นี่เรียกว่าไม่มีประโยชน์ตรงไหน?
เพียงแต่ ฉู่อวิ๋นเหมี่ยวพูดมาขนาดนี้แล้ว เขาจะยอมรับว่าสอนนักเรียนคนนี้ไม่ได้ได้ยังไง!
นี่ไม่เท่ากับยอมรับว่าความสามารถของตัวเองมีปัญหาเหรอ?
ผู้อาวุโสเฉินชั่วขณะหนึ่งนั่งไม่ติดที่ ลำบากใจซ้ายขวา กลัวความลับแตก กลัวถูกแฉ
ขณะที่กำลังลำบากใจ ทันใดนั้นตาก็เป็นประกาย:
"ช่วงนี้ก็มีเจ้ายอดเขา ผู้อาวุโส ออกจากฌานกันหลายท่าน หลายปีมานี้ทุกคนเอาแต่เก็บตัว ไม่ได้เติมเลือดใหม่ให้สำนักสายในมานานแล้ว มิสู้เลื่อนการประลองเข้าสำนักให้เร็วขึ้น ศิษย์ใหม่จะได้มีโอกาสกราบอาจารย์ชื่อดัง——"
โดยเฉพาะชุยซูใช่ไหมล่ะ!
แบบนี้เจ้าก็จะโยนเผือกร้อนนี้ให้อาจารย์นางได้อย่างชอบธรรมสินะ
ฉู่อวิ๋นเหมี่ยวรู้ทันความคิดเขา แต่เพียงถอนหายใจเบาๆ:
"ช่วงนี้เจ้าสำนักยุ่งจนแบ่งร่างไม่ได้ ข้าก็ไม่อยากรบกวนความสงบของท่านด้วยเรื่องพวกนี้ พรสวรรค์ของชุยซูมีความหมายลึกซึ้ง เหมือนจะล่วงรู้ความลับสวรรค์ล่วงหน้า ยังไงก็ต้องบอกเจ้าสำนักสักคำ หากข้าให้นางอยู่ที่ยอดเขาหยุนติ่ง ตระกูลเสิ่นมาหาเรื่องคงจะทำให้นางลำบากใจ สองสามวันนี้คงต้องรบกวนเจ้าช่วยดูแลหน่อยแล้ว"
ก็ได้
ผู้อาวุโสเฉินแค่หน้าบาง ไม่ได้รังเกียจชุยซู เขามองดูร่างของชุยซูที่อยู่ด้านล่าง ก็ยังยิ้มออกมาเล็กน้อย:
"ก็ได้ เด็กคนนี้เป็นคนซื่อสัตย์หาได้ยาก วันหน้า... เดี๋ยวนะ? จู้ชิงเยว่?"
เขายังพูดไม่จบ หางตาก็เหลือบไปเห็นท่ามกลางศิษย์สายนอกที่ดักรอชุยซู มีเงาร่างหนึ่งในชุดศิษย์สายในทำตัวลับๆ ล่อๆ ปะปนเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
ทำไมจู้ชิงเยว่มาโผล่ที่นี่?
หน้าของผู้อาวุโสเฉินขรึมลงทันที
ดีล่ะ!
เจ็บแล้วไม่จำ ลืมความลำบากที่โดนเคี่ยวเข็ญสองสามวันนี้ไปแล้วสินะ
ยังกล้ามาอีก หรือจะมาดูเรื่องตลกของอาจารย์ตัวเอง?
ผู้อาวุโสเฉินยิ่งคิดยิ่งนั่งไม่ติด
ถ้าชุยซูเห็นจู้ชิงเยว่แล้วเจอเรื่องตลกอะไรเด็ดๆ อีก แล้วยังลากอาจารย์อย่างเขาเข้าไปพัวพัน เขาจะเอาหน้าแก่ๆ นี้ไปไว้ที่ไหน!
...
"ศิษย์น้องชุย!"
ชุยซูเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินคนเรียก
นางหันกลับไปมอง เห็นจู้ชิงเยว่เหาะเหินเดินอากาศมา พริบตาเดียวก็มาหยุดตรงหน้านาง
[นั่นไง ศิษย์พี่จู้ดูเหมือนระดับพลังจะเพิ่มขึ้นจริงๆ ออกจากฌานครั้งนี้น่าจะเป็นขอบเขตแก่นทองคำขั้นกลาง เทียบกับอายุแล้ว นี่มันแวววิญญาณแรกกำเนิดชัดๆ!]
จู้ชิงเยว่เชิดหน้าขึ้นสูง ลืมเรื่องที่โดนอาจารย์เคี่ยวเข็ญตอนทะลวงขั้นไปชั่วขณะ
[แค่ดูจะใจลอยไปหน่อย ข้าจำได้ว่าครั้งที่แล้วที่ออกมาเรียน นางลืมปิดไฟเตาหลอมยาหรือเปล่านะ...]
[ไม่รู้ศิษย์พี่จู้มาหาข้ามีเรื่องอะไร?]
รอบข้างมีเสียงหัวเราะเบาๆ และเสียงกระซิบกระซาบ
"..."
รอยยิ้มของจู้ชิงเยว่แข็งค้าง
นั่นมันข้ออ้าง! ข้ออ้าง!
ถ้านางไม่หนี มีหวังได้แสดงฉากศิษย์อาจารย์แตกหักกลางวงแน่!
ไม่ได้ จะปล่อยให้ชุยซูคิดฟุ้งซ่านต่อไปไม่ได้ ไม่งั้นเรื่องที่เมื่อเช้านางแอบด่าอาจารย์กับเจ้ายอดเขาเหยียนคงถูกเปิดโปงแน่!
แถมยังมีเรื่องสำคัญยังไม่ได้พูดเลย
จู้ชิงเยว่มาครั้งนี้ ย่อมมีภารกิจติดตัวมาด้วย
แต่ไม่ใช่คำสั่งของผู้อาวุโสเฉิน แต่เป็น——
"วันนี้หลังจากข้าออกจากฌาน ก็เจอผู้อาวุโสฉู่"
จู้ชิงเยว่พูดด้วยรอยยิ้ม
"ท่านบอกว่าเจ้าเป็นคนที่ท่านพาเข้าสำนัก แต่ช่วงนี้ท่านยุ่งเรื่องส่วนตัว งานรัดตัว เกรงว่าจะละเลยเจ้าไป"
ชุยซูเข้าใจดี พยักหน้าหงึกๆ
นางย่อมรู้ว่าฉู่อวิ๋นเหมี่ยวยุ่งเรื่องอะไร ไหนเลยจะถือสาการ "ละเลย" ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแบบนี้
จู้ชิงเยว่โบกมือ แล้วพูดต่อ:
"ท่านสั่งให้หอโอสถเตรียมยาสำหรับฝึกฝนให้เจ้า ยารวมปราณอะไรพวกนั้น เดิมทีจะส่งคนมาเรียกเจ้าไปรับ บังเอิญข้าไปเจอท่านเข้า ท่านเห็นว่าเจ้าไม่คุ้นทาง เลยให้ข้าพาเจ้าไป"
[พระเจ้า แค่พบกันครั้งเดียว ผู้อาวุโสฉู่ช่างดูแลเอาใจใส่คนจริงๆ!]
[เซวียเจียงไอ้ผู้ชายสารเลวชอบแต่งหญิง กล้าดียังไงมาทรยศคู่บำเพ็ญที่ใส่ใจขนาดนี้ เจ้าสมควรตายจริงๆ!]
จู้ชิงเยว่ที่รู้ความจริงทั้งหมดจากปากอาจารย์แอบปาดเหงื่อที่หน้าผาก
อย่าเพิ่งซึ้งกับ "พบกันครั้งเดียว" เลย เจ้านี่ถือว่าช่วยชีวิตผู้อาวุโสฉู่ไว้เชียวนะ
เจ้าสมควรได้รับการจารึกชื่อในศาลบรรพชนเลยล่ะ!
...
ชุยซูถูกคนพาขี่กระบี่เป็นครั้งที่สองหลังจากทะลุมิติ บอกตามตรง ครั้งนี้ประสบการณ์ดีกว่าครั้งก่อนเยอะ
ครั้งก่อนไม่รู้เป็นเพราะฉู่อวิ๋นเหมี่ยวรีบร้อนเกินไปหรือเปล่า เลยเหาะเร็วปานสายฟ้า ลมตีหน้าจนลืมตาแทบไม่ขึ้น
ครั้งนี้จู้ชิงเยว่พามา ดีกว่าเยอะเลย
จู้ชิงเยว่น่าจะจงใจลดความเร็วลง ให้นางได้ชมทิวทัศน์ยอดเขาต่างๆ ภายใต้การปกครองของสำนักเจิ้งอี
"ศิษย์น้องอาจจะไม่รู้ สำนักเจิ้งอีของเราตั้งอยู่บนชีพจรวิญญาณที่ดีเยี่ยมใต้เขายอดหลัก——หนึ่งในสองชีพจรวิญญาณหลักของทวีปจงโจว อยู่ที่สำนักเจิ้งอี นี่ทำให้ศิษย์ที่ฝึกฝนที่นี่ก้าวหน้าเร็วกว่าปกติ"
"เจ้าไม่ต้องถ่อมตัว ฝึกฝนอยู่ที่นี่รับรองดีกว่าที่บ้านเจ้าเยอะ"
จู้ชิงเยว่เคยได้ยินเรื่องราวทางบ้านของชุยซู ชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกสงสารในชะตากรรมของนาง
เห็นว่าใกล้ถึงสวนสมุนไพร นางก็กดหัวกระบี่ลง ลดความเร็วลงอีก
"เจ้าวางใจเถอะ ในสำนักเจิ้งอีไม่มีเรื่องเหลวไหลพรรค์นั้นแน่นอน..."
[จริงเหรอ? ข้าจำได้ว่าสำนักเจิ้งอีมันไร่เผือกชัดๆ!]
คิ้วจู้ชิงเยว่กระตุก สังหรณ์ใจไม่ดีลางๆ แต่ก็ไม่สามารถแก้ต่างให้สำนักเพราะเสียงในใจนี้ได้
นางกำลังสรรหาคำพูดดีๆ สักสองสามประโยค
ตอนร่อนลง ทั้งสองก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังทะเลาะกันหน้าหอโอสถด้านล่าง
หนึ่งในนั้นสวมชุดเซียนหรูหรา ยกแส้ขึ้นฟาดใส่ศิษย์ในชุดคนรับใช้ ทั้งตัวและหน้า หัวเราะเยาะว่า:
"เหอะ ก็แค่ศิษย์รับใช้ ข้าอยากดูซิว่าเจ้าจะทำอะไรได้?"
[โอ้โฮ นี่มันบทตัวร้ายคลาสสิก เห็นไหม เผือกมาแล้วไง?]
จู้ชิงเยว่: ...
ช่วยด้วย! ขอโอกาสให้นางพูดดีๆ หน่อยเถอะ!