- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ขอเป็นโปรดิวเซอร์แอนิเมชันมือหนึ่ง
- บทที่ 12 ผู้กำกับทรราชหน้าโต๊ะไฟและมาตรฐาน 'เจ้าชายน้อย'
บทที่ 12 ผู้กำกับทรราชหน้าโต๊ะไฟและมาตรฐาน 'เจ้าชายน้อย'
บทที่ 12 ผู้กำกับทรราชหน้าโต๊ะไฟและมาตรฐาน 'เจ้าชายน้อย'
ไม่นานนัก เหวินเฟยหางก็ตระหนักว่าเขาด่วนประหลาดใจเร็วเกินไป
ทันทีที่ทั้งสามเริ่มลงมือวาดสตอรี่บอร์ดและเฟรมภาพต้นฉบับอย่างเป็นทางการ เหวินเฟยหางกับฟางเหลียนก็ค้นพบว่า รูมเมทผู้แสนสุภาพอ่อนโยนและเข้าถึงง่ายของพวกเขา ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อยืนอยู่หน้าโต๊ะไฟ
เขาสุขุมและเด็ดขาด ไม่เหมือนผู้กำกับมือใหม่ที่เป็นแค่นักศึกษา แต่กลับดูเหมือนเสือเฒ่าผู้เจนจัดในสมรภูมิวงการนี้มาอย่างโชกโชน—
"ไม่ได้" มู่ซู่ซิงขมวดคิ้วมุ่น "สตอรี่บอร์ดตรงนี้มันจืดชืดเกินไป อนิเมชันไม่เหมือนละครทีวีนะ ละครน่ะนักแสดงยืนคุยหน้ากล้องเจ็ดแปดนาทีคนดูก็ไม่ว่าอะไร แต่สำหรับอนิเมะ การสลับภาพไปมาแค่โคลสอัพ ช็อตระยะกลาง แล้วก็ช็อตกว้างแบบนี้มันมักง่ายเกินไป นายคิดว่าตัวเองกำลังทำสไลด์ PowerPoint อยู่หรือไง?"
ขณะพูด นิ้วชี้ของเขาก็เคาะลงบนขอบโต๊ะไฟเบาๆ โดยไม่รู้ตัว บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยภาพร่างที่วางซ้อนทับกัน แสดงฉากที่สำคัญที่สุดฉากหนึ่งในเรื่อง 'เจ้าชายน้อย'—
ณ ทุ่งข้าวสาลีอันกว้างใหญ่ไพศาล สุนัขจิ้งจอกได้พบกับ 'เจ้าชายน้อย' ของมัน
"...แต่ถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง ชีวิตของฉันก็จะส่องสว่างด้วยความสุข ฉันจะจดจำเสียงฝีเท้าที่แตกต่างไปจากคนอื่น เสียงฝีเท้าอื่นจะทำให้ฉันหนีลงรู แต่เสียงฝีเท้าของเธอจะไพเราะราวกับเสียงดนตรี เรียกให้ฉันออกมาจากโพรง"
สายลมอ่อนพัดผ่านรวงข้าวสีทองอร่ามที่อัดแน่นจนเกิดระลอกคลื่นไหวเอน ผ้าพันคอที่คอของเจ้าชายน้อยพลิ้วไหวไปตามลม ภายใต้แสงแดดอุ่น สุนัขจิ้งจอกจ้องมอง 'เจ้าชายน้อย' ของมัน
"...ฉันไม่กินขนมปัง ข้าวสาลีจึงไม่มีความหมายสำหรับฉัน แต่เธอมีผมสีทอง ดังนั้นเมื่อเธอทำให้ฉันเชื่องแล้ว มันจะเป็นเรื่องที่วิเศษมาก รวงข้าวสีทองจะทำให้ฉันหวนนึกถึงเธอ และฉันจะหลงรักแม้กระทั่งเสียงลมที่พัดผ่านต้นข้าวสาลี..."
มู่ซู่ซิงนวดขมับพลางหมุนตัวกลับมา เก้าอี้ล้อเลื่อนหมุนตามแรงเหวี่ยง
"การออกแบบฉากหลังและการใช้สีก็มีปัญหา 'เจ้าชายน้อย' วางตำแหน่งเป็นเทพนิยายสำหรับผู้ใหญ่ ฉากควรจะดูชวนฝันได้ แต่ต้องไม่ดูเป็นการ์ตูนจ๋าเกินไป ลองนึกภาพดอกไม้บนดวงดาวดูสิ ฉากนี้ควรมีกลิ่นอายความโรแมนติกแบบเทพนิยาย ไม่ใช่สารคดีสัตว์โลกเวอร์ชันการ์ตูนหลอกเด็ก"
ขณะที่พูด มู่ซู่ซิงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้กะทันหันจึงหยุดพูดไปดื้อๆ เขายกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างอับจนหนทาง พยายามซ่อนความระอาและความหงุดหงิดในแววตา
โรคอาชีพเก่ากำเริบโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
ผู้กำกับอนิเมชันแต่ละคนมีสไตล์การกำกับและจริยธรรมในการทำงานต่างกันราวฟ้ากับเหว
บางคนสบายๆ ลูกค้าว่าไงว่าตามกัน ให้ไพ่มาแบบไหนก็เล่นไปตามนั้น พยายามทำให้ดีที่สุดจากทรัพยากรที่มีผ่านการผสมผสานของตัวเอง
แต่บางคนก็ยึดมั่นในความคิดตัวเอง สั่งยังไงต้องได้อย่างนั้น อย่าหวังจะมาแก้บท ไม่มีพื้นที่ให้ต่อรอง ไม่ทำก็ไสหัวไป
น่าเสียดายที่มู่ซู่ซิงเป็นประเภทหลัง
นอกเวลางานเขาอาจดูหัวอ่อนยอมคน บางครั้งดูนุ่มนิ่มด้วยซ้ำ แต่พอยืนหน้าโต๊ะไฟเมื่อไหร่ ผู้กำกับที่เคยคุยง่ายจะเปลี่ยนร่างเป็นทรราชผู้เย็นชาและโหดเหี้ยมทันที มักจะด่ากราดจนลูกน้องเงยหน้าไม่ขึ้น
ผลลัพธ์แบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือในการผลิตอนิเมชันที่มักมีความเห็นไม่ตรงกันเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ผู้กำกับที่รู้ความต้องการชัดเจนและยึดมั่นตั้งแต่ต้นจนจบจะช่วยกำหนดทิศทางให้ทีมงานที่กำลังลังเลได้ ป้องกันไม่ให้โปรเจกต์พังครืน
ข้อเสียก็มีแน่นอน—เพราะนิสัยที่แข็งกร้าวเกินไป ในชีวิตก่อน ผลงานของมู่ซู่ซิงมักจะถูกนายทุนถอนทุนคืนในนาทีสุดท้ายด้วยความโมโห
แต่มู่ซู่ซิงไม่สน—เขาเป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมผลงานของตัวเองอย่างที่สุด
ลูกค้าเรื่องมากงั้นเหรอ? ได้ งั้นก็หาลูกค้าใหม่!
ยังไงฉันก็รวยอยู่แล้ว
ทว่าเหวินเฟยหางกับฟางเหลียนไม่ใช่ลูกน้องในทีมงานชาติที่แล้วของเขา พวกเขามาช่วยด้วยใจ การปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนลูกน้องเก่ามันออกจะเกินไปหน่อย
"ขอโทษที ฉันใจร้อนไปหน่อย" มู่ซู่ซิงยิ้มแห้งๆ กล่าวขอโทษทั้งสองคน
เหวินเฟยหาง: "ไม่เป็นไรๆ ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษที่เจ้าอ้วนฟางมันห่วยเอง วาดสตอรี่บอร์ดแค่นี้ก็ไม่ได้เรื่อง นายจะมีประโยชน์อะไรกับพวกเราฮะ?"
เจ้าอ้วนฟางสวนกลับทันควัน: "งั้นทำไมนายไม่ดูงานออกแบบฉากของตัวเองบ้างล่ะ? บรรยากาศที่บรีฟไปกับที่วาดออกมา คนละทิศคนละทางเลย ไอ้กาก!"
มู่ซู่ซิงอดขำไม่ได้
พอรู้ว่าทั้งสองคนไม่เก็บมาใส่ใจ เขาก็โล่งอก
อย่างไรก็ตาม ไม่ถึงครึ่งนาที ความสนใจของเขาก็กลับไปที่ภาพร่างฉากหลังอีกครั้ง เขาเปรยขึ้นว่า "เฟยหาง รอแป๊บนะ เดี๋ยวฉันวาดคอนเซปต์อาร์ตให้ดู"
ในการผลิตอนิเมชัน คอนเซปต์อาร์ตของฉากมักมีบทบาทช่วยกำหนดโทนสี บางครั้งเมื่อฝ่ายฉากหาดีไซน์ที่มู่ซู่ซิงต้องการไม่ได้ มู่ซู่ซิงก็จะลงมือวาดคอนเซปต์อาร์ตเอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายทางสายตาและสไตล์ศิลปะจะออกมาตรงตามที่เขาคาดหวัง
เหวินเฟยหางเข้าใจเจตนาทันทีและตอบตกลง "โอเค"
มองดูมู่ซู่ซิงนั่งลงหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์และวาดคอนเซปต์อาร์ตอย่างรวดเร็ว เหวินเฟยหางสบตากับฟางเหลียน ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน
"นายว่าอา มู่ ดูเปลี่ยนไปนิดหน่อยไหม?" เหวินเฟยหางกระซิบ
ฟางเหลียนพยักหน้าเห็นด้วย "เมื่อก่อนอา มู่ก็เก่งนะ แต่โดยรวมพวกเราก็ไม่ได้ห่างชั้นกันมาก แต่ตอนนี้..." เขาเกาหัว "ฉันรู้สึกว่าพวกเราแทบจะตามเขาไม่ทันแล้ว"
"แถมเมื่อกี้ตอนเขาพูด ฉันรู้สึกเหมือนโดนศาสตราจารย์หลี่ด่าเลย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง" เหวินเฟยหางเสริม
"หรือว่าเพราะโครงการสนับสนุนคราวก่อนทำให้เขาเจ็บใจ จนต้องเร่งฟิตฝีมือ?" ฟางเหลียนเดา
ทั้งสองคิดจนหัวแตกก็หาเหตุผลไม่ได้ เลยโยนเรื่องนี้ทิ้งไป สรุปเอาเองว่าเพื่อนตัวน้อยคงจู่ๆ ก็ทะลวงจุดชีพจรบรรลุวิชา ฝีมือเลยก้าวกระโดดแบบนี้
ด้วยความช่วยเหลือจากภาพคอนเซปต์อาร์ต ในที่สุดเหวินเฟยหางก็เข้าใจคำว่า "ฟีลลิ่ง" ที่มู่ซู่ซิงพูดถึง และหันไปปรึกษาเรื่องสตอรี่บอร์ดกับฟางเหลียน
นี่เป็นแรงบันดาลใจที่แวบเข้ามาตอนเขาวาดคอนเซปต์อาร์ต
"ฉันว่าสตอรี่บอร์ดตรงนี้เปลี่ยนได้นะ" มู่ซู่ซิงชี้ไปที่งานบนโต๊ะไฟ "'เจ้าชายน้อย' ทำให้สุนัขจิ้งจอกเชื่องแล้วก็จริง แต่ช่วงเวลาแห่งการจากลาก็มาถึง ตรงนี้เราลองเปลี่ยนมุมกล้อง ตัดสเปซ เพื่อสร้างความรู้สึกห่างเหินดู—"
เขาทำมือประกอบคร่าวๆ "จิ้งจอกน้อยก้มมองเท้าตัวเอง เจ้าชายน้อยยังยืนอยู่ตรงหน้า แต่มองไปที่ไกลๆ ทั้งสองยังยืนท่าเดิมเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก แต่ความรู้สึกต่างกันสิ้นเชิง จิ้งจอกอยากให้เจ้าชายน้อยรับผิดชอบสิ่งที่ทำให้เชื่อง รับผิดชอบดอกกุหลาบของเขา... สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้จิ้งจอกน้อย มีเพียงสีของรวงข้าวสาลีเท่านั้น"
พูดไปพูดมา มู่ซู่ซิงเหมือนนึกอะไรออก "อ้อ แล้วตรงนี้ฉันว่าเราแทรกภาพตัดต่อเชิงสัญลักษณ์ (Montage) เข้าไปหน่อยไหม? หยาดน้ำค้างบนดอกกุหลาบ? เจ้าชายน้อยเข้าใจความหมายของกุหลาบที่มีต่อเขาในที่สุด แต่มันก็สายเกินไปแล้ว—"
ภายนอก 'เจ้าชายน้อย' ดูเหมือนวรรณกรรมคลาสสิกที่อบอุ่นหัวใจ แต่ในมุมมองของมู่ซู่ซิง เรื่องนี้ค่อนข้างหดหู่: ดอกกุหลาบจะเหี่ยวเฉาแน่นอนหากขาดการดูแลจากเจ้าชายน้อย และจิ้งจอกน้อยก็ต้องเฝ้ามองทุ่งข้าวสาลีอย่างโดดเดี่ยวตลอดไป
ฉากจบที่ดูเหมือนเจ้าชายน้อยทิ้งร่างเพื่อกลับดาวไปหากุหลาบ ความจริงที่ชัดเจนกว่าคือ—เขาถูกงูกัดตาย
เหวินเฟยหาง & ฟางเหลียน: "..." ครับๆๆ บอสว่าไงว่าตามนั้นครับ!
#ตื่นมาแล้วรูมเมทกลายเป็นบอสทำไงดี
#จู่ๆก็รู้สึกต่ำต้อย