- หน้าแรก
- สลบไปสามปี รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
- บทที่ 43 - ข้าหมายถึง สมมุตินะ
บทที่ 43 - ข้าหมายถึง สมมุตินะ
บทที่ 43 - ข้าหมายถึง สมมุตินะ
ย่านเถาเซียน
ค่ำคืนมาเยือน ตลาดร้านรวงเริ่มคึกคัก
ท่ามกลางเสียงจอแจบนท้องถนน ขบวนเจ้าหน้าที่และทหารคุ้มกัน ล้อมรอบหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินไปยังหอเยว่ไหล ระหว่างทางก็พูดคุยกันเซ็งแซ่
"กินกันเร็วๆ หน่อย ที่ว่าการกำลังยุ่ง ออกมานานเดี๋ยวพ่อข้าด่าอีกว่าอู้งานไม่ทำหน้าที่..."
"ลับมีดไม่เสียเวลาผ่าฟืน กินข้าวไม่อิ่มจะมีแรงทำงานได้ไง..."
"เห็ดตุ๋นนกเฟยหลงของหอเยว่ไหล รสชาติสุดยอด..."
"กุ๊จิ—?! กุ๊จิกุ๊จิกุ๊จิ..."
"เอ๊ะ? เจ้าถ่านเป็นอะไร?"
"มันเร่งให้พวกเราเดินเร็วๆ มันชอบเมนูนี้ ไม่ได้กินนานแล้ว..."
...
ในขณะเดียวกัน ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในละแวกนั้น
นายกองร้อยโจวเฮ่อยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองลอดช่องหน้าต่างดูขบวนคนบนถนน
ด้านหลังมีองครักษ์ชื่อหลินสองนาย วันนี้เห็นสาวงามเต็มห้องแต่ไม่ได้กิน รู้สึกปวดใจยิ่งนัก แต่ตอนนี้ไม่กล้าคิดเรื่องพวกนั้น ได้แต่ถามชายชราคนหนึ่ง
"คดีนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับคดีศพแห้งในเมืองหลวง ยังอาจพัวพันกับปีศาจเขาจื่อฮุย ท่านหลี่ก็เห็นแล้วว่าจวนอ๋องจัดหนักแค่ไหน หากไม่ยอมบอกความจริง ต่อให้เป็นองครักษ์ชื่อหลิน ก็ช่วยลูกชายท่านพ้นผิดไม่ได้"
ชายชรานามหลี่กงหมิง เป็นน้องชายแท้ๆ ของหลี่กงผู่ สวมชุดบัณฑิตนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา คิ้วขมวดด้วยความโกรธ
"พี่ชายข้ารับใช้ฝ่าบาทอยู่ในเมืองหลวง ตระกูลหลี่จะไม่รู้จักกาลเทศะเชียวหรือ?
ยาผงขึ้นสวรรค์ ลูกชายข้าปล่อยให้หลี่ซื่อจงขายจริง เรื่องฝังผีพนันทั้งเป็นก็จริง หรือแม้แต่ลอบขนเกลือเถื่อนจากเมืองเหยาโจวไปขายต่างอำเภอก็ทำจริง แต่เรื่องพวกนี้มันเรื่องขี้ปะติ๋ว
แอบสมคบคิดกับมารร้าย ก่อกวนจนเมืองหลวงและตานหยางไม่สงบสุข ถึงขั้นรบกวนฝ่าบาท หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ตระกูลหลี่ข้าคงโดนประหารเก้าชั่วโคตร ลูกชายข้าต่อให้โง่ จะโง่ถึงขั้นนั้นเชียวหรือ? ตระกูลหลี่ข้าจะไปสมคบคิดกับปีศาจเพื่ออะไร?"
โจวเฮ่อปิดหน้าต่าง นั่งลงที่โต๊ะน้ำชา
"ท่านหลี่และลูกชายท่าน ไม่มีแรงจูงใจจะร่วมมือกับมารร้าย ในสายตาข้า ท่านหลี่อาจจะโดนคนลอบกัดเข้าให้แล้ว"
หลี่กงหมิงมาเพื่อคุยเรื่องนี้ ยกมือนรินชาให้โจวเฮ่อ
"ใต้เท้าโจวมีตำแหน่งสำคัญในองครักษ์ชื่อหลิน ย่อมรู้สถานการณ์ในเมืองหลวง หากมีใครอิจฉาพี่ชายข้า แล้วลอบแทงข้างหลัง หวังว่าใต้เท้าโจวจะช่วยบอกใบ้สักนิด"
โจวเฮ่อครุ่นคิดเล็กน้อย "ยังสืบไม่พบว่าเป็นใคร แต่ข้ามีข้อสันนิษฐานบางอย่าง"
"โอ้?" หลี่กงหมิงเขยิบตัวเข้ามาใกล้ "เชิญใต้เท้าโจวชี้แนะ"
โจวเฮ่อยกถ้วยชาขึ้น รำลึกความหลัง
"เมื่อสามปีก่อนเกิดคดีผีสิงในพระราชวัง หัวหน้าพันหานเข้าไปพัวพัน เพราะปิดคดีไม่ได้ เลยโยนความผิดฐานละเลยหน้าที่ให้เซี่ยเวิน นายอำเภอปราบปรามแห่งอำเภอว่านอัน จากนั้นเซี่ยเวินก็ถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน"
"เรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องปัจจุบันยังไง?"
"ระหว่างทางไปรับตำแหน่ง เซี่ยเวินเจอปีศาจลึกลับ ตายยกขบวนไม่มีใครรอด แต่เซี่ยจิ้นฮวนที่สร้างผลงานมากมายในช่วงนี้ คือลูกชายเซี่ยเวิน เขาไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนมาสามปี ตอนนี้กลับมาแล้ว"
หลี่กงหมิงขมวดคิ้ว ถามเสียงเบา
"เซี่ยเวินถูกย้าย ขบวนรถถูกโจมตี เป็นฝีมือพี่ชายข้ารึ?"
โจวเฮ่อส่ายหน้า "แค่นายอำเภอปราบปรามตัวเล็กๆ จะไปรบกวนท่านหลี่กงได้ยังไง ให้เซี่ยเวินรับเคราะห์แทนแล้วโดนเนรเทศไปหลิ่งหนาน เป็นความคิดของหัวหน้าพันหาน ส่วนขบวนรถถูกโจมตีเดาว่าคงโชคไม่ดี
แต่ถ้าเซี่ยเวินไม่โดนจับเป็นแพะรับบาปเนรเทศไปหลิ่งหนาน ก็คงไม่เจอเคราะห์กรรมนั้น คิดดูให้ดี นี่ก็คือความแค้นฆ่าพ่อ!"
หลี่กงหมิงคิดวิเคราะห์อย่างละเอียด แล้วรู้สึกงงๆ
"เซี่ยจิ้นฮวนมีความแค้นฆ่าพ่อกับหัวหน้าพันหาน แล้วเกี่ยวอะไรกับตระกูลหลี่ข้า?"
โจวเฮ่อเตือนอ้อมๆ "ถ้าหัวหน้าพันหานไม่วิ่งเต้น ด้วยอำนาจหน้าที่ของเขา จะเอาตัวรอดได้หมดจด โยนความผิดทั้งหมดให้นายอำเภอปราบปรามท้องถิ่นได้หรือ?
ข้าได้ยินว่าหัวหน้าพันหานเพื่อให้เรื่องนี้จบ ส่งเงินไปสามพันตำลึง ส่วนส่งให้ใต้เท้าท่านไหน ข้าก็ไม่ทราบ"
"..."
หลี่กงหมิงรู้ดีว่าพี่ชายหลี่กงผู่สะสมทรัพย์สินมหาศาลมาได้ยังไง จึงไม่คุยเรื่องนี้ต่อ
"ความหมายของใต้เท้าโจว คือเซี่ยจิ้นฮวนเข้าใจผิดว่าพี่ชายข้าทำร้ายพ่อเขา เลยลอบใส่ร้ายตระกูลหลี่ข้า?"
"ข้าก็แค่สงสัย แต่ไม่ว่าใช่หรือไม่ คนผู้นี้ต้องจัดการ"
โจวเฮ่อพูดด้วยความหวังดี
"เซี่ยจิ้นฮวนวรยุทธ์ไม่ธรรมดา ช่วงนี้สร้างผลงานมากมาย วันนี้ยังได้รับความชื่นชมจากอ๋องตาน หากไม่ป้องกันไว้ก่อน วันหน้ากลับเมืองหลวง มีความชอบติดตัว มีท่านอ๋องหนุนหลัง เป็นที่โปรดปรานของโอรสสวรรค์ ในราชสำนักคงไม่มีใครกล้าแตะ วันหน้าปีกกล้าขาแข็ง เขารื้อคดีเมื่อสามปีก่อนขึ้นมา..."
หลี่กงหมิงเข้าใจความหมาย ถามว่า
"ใต้เท้าโจวจะจัดการเด็กคนนี้ยังไง?"
โจวเฮ่อลูบขอบถ้วยเบาๆ
"จัดการเซี่ยจิ้นฮวนไม่ยาก ที่ยากคือจัดการคนที่อยู่เบื้องหลังเขา
องครักษ์ชื่อหลินยืนยันว่าเซี่ยเวินเสียชีวิตในหน้าที่ เซี่ยจิ้นฮวนก็น่าจะตายไปแล้ว แต่ตอนนี้กลับมีชีวิตอยู่ แถมยังมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ เบื้องหลังต้องมียอดฝีมือคอยช่วยเหลือ
ก่อนจะสืบรู้เบื้องหลังที่แน่ชัด พวกเราบุ่มบ่ามลงมือ อาจจะเตะโดนตอไม้แข็งได้"
หลี่กงหมิงลูบเครา ถามว่า
"ใต้เท้าโจวจะสืบยังไง?"
โจวเฮ่อลุกขึ้น เดินไปมาสองรอบ
"ย่านตงซาง หอซานเหอ หลุมศพ ทุ่งนาฝังศพ เซี่ยจิ้นฮวนไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรกแทบทุกครั้ง ส่วนใหญ่ยังปิดคดีได้ด้วยตัวคนเดียว วันนี้ยังเป็นคนแรกที่พบความผิดปกติของโครงกระดูก
ต่อให้เขาตัดสินคดีดั่งเทพเจ้า นี่ก็เทพเกินไปแล้ว อีกทั้งบุปผากู่ ตำแหน่งหลุมศพ ฯลฯ อธิบายไม่ได้เลยว่าเขาอนุมานมาจากไหน พวกเราเดาว่าเขามียอดฝีมือหนุนหลัง แต่ไม่มีใครรู้ว่ายอดฝีมือคนนี้เป็นใคร
พูดมาถึงตรงนี้ โจวเฮ่อหันไปมองหลี่กงหมิง
"พวกเราลองสมมุติ สมมุตินะว่า เซี่ยจิ้นฮวนได้รับความช่วยเหลือจากมารร้าย ถึงได้ทำอะไรราบรื่น จงใจกวนน้ำให้ขุ่น..."
?
หลี่กงหมิงได้ยินตรงนี้ ก็ยืดตัวตรง
"ข้อสันนิษฐานนี้ออกจะฝืนไปหน่อย บอกว่าตระกูลหลี่สมคบคิดกับมารร้าย อย่างน้อยยังมีเรื่องยาผงขึ้นสวรรค์ ฝังนักพนันทั้งเป็น เป็นจุดด่างพร้อยที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ยาก
เซี่ยจิ้นฮวนพักอยู่หน้าจวนท่านหญิงอย่างเปิดเผย ช่วงนี้ทำคดีก็บุกตะลุยอยู่แนวหน้า ไม่กลัวความลำบากเหนื่อยยาก..."
"เฮ้อ~"
โจวเฮ่อยกมือขึ้น พูดด้วยความหวังดี
"ข้าหมายถึง สมมุตินะ เซี่ยจิ้นฮวนแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับมารร้าย แต่ถ้ามีคนสงสัย เขาต้องพิสูจน์ตัวเองใช่ไหม?
ตอนนี้ตานหยางระแวดระวังภัยรอบทิศ ขอแค่เซี่ยจิ้นฮวนเกี่ยวพันกับมารร้าย ก็ต้องอธิบายที่มาที่ไปตลอดสามปี อาจารย์และเบื้องหลัง รวมถึงวิธีที่พบเบาะแสมากมายให้ชัดเจน
ถ้าเขาอธิบายไม่ชัด ตระกูลหลี่ยืนกรานว่าเซี่ยจิ้นฮวนใส่ร้ายป้ายสี ทางการก็ต้องตรวจสอบประวัติเขาอย่างเข้มงวดใช่ไหม?
ถ้าเขาอธิบายชัดเจน องครักษ์ชื่อหลินก็รู้เบื้องหลังของเขา จัดการได้โดยไม่ต้องกังวลแล้วใช่ไหม?"
"..."
หลี่กงหมิงลูบเคราครุ่นคิด พยักหน้าเบาๆ
"เป็นเช่นนั้นจริง สมแล้วที่เป็นนายกองร้อยโจวผู้มีปัญญาเฉียบแหลม เรื่องนี้คงต้องรบกวนใต้เท้าโจวลงมือด้วยตัวเอง..."
"นั่นย่อมแน่นอน แต่ยังต้องขอให้ท่านหลี่ช่วยหาของบางอย่าง..."
...
——
ภายในหอเยว่ไหลบรรยากาศคึกคัก เสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารเดินขวักไขว่ บนเวทีมีนักดนตรีวัยกลางคนอุ้มผีผา ขับร้องเพลงทำนองเสนาะหูจากแดนน้ำ
"ตึง ตึง ตึง~"
"นกขาวร่ายรำริมหาดทราย เมฆคล้อยลอยล่องเหนือนที~ กายสะอาดโดดเดี่ยวใจอาวรณ์..."
...
กลางห้องโถง โต๊ะสี่เหลี่ยมสองตัวต่อกัน เจ้าหน้าที่และทหารเกือบสิบคนนั่งล้อมวง สวาปามอาหารรสเลิศที่หากินยากอย่างตะกละตะกลาม
และคนที่กินมูมมามที่สุดคงหนีไม่พ้นเจ้าถ่าน หากเซี่ยจิ้นฮวนไม่กดไว้ เกรงว่ามันจะกินกะละมังเข้าไปด้วย!
ลิ่งหูชิงม่อเป็นเจ้ามือ ย่อมต้องนั่งหัวโต๊ะ เพราะยกเนื้อให้เจ้าถ่านไปหมด ในชามเลยเหลือแต่เห็ด ตอนนี้เคี้ยวตุ้ยๆ ทีละคำเล็กๆ เห็นเซี่ยจิ้นฮวนใจลอย จึงถามว่า
"เป็นอะไรไป? อาหารไม่ถูกปากรึ?"
เซี่ยจิ้นฮวนมองดูเหล่าเจ้าหน้าที่เต็มโต๊ะ รู้สึกสะท้อนใจ
"เปล่า แค่นึกถึงตอนเจอพี่หยางครั้งแรก ก็เป็นสถานการณ์แบบนี้"
หยางต้าเปียวดื่มไปได้ที่ หน้าเริ่มแดงระเรื่อ ได้ยินดังนั้นก็พยายามนึกย้อน
"เหมือนจะจริงแฮะ จำได้ว่าเมื่อหกปีก่อน ข้าเพิ่งไปเมืองหลวงไม่นาน ที่ว่าการปิดคดีเล็กๆ ได้คดีหนึ่ง ใต้เท้าเซี่ยเป็นเจ้ามือเลี้ยง พาจิ้นฮวนไปด้วย ตอนนั้นจิ้นฮวนยังสูงไม่ถึงไหล่ข้า เจ้าถ่านก็ตัวเท่ากำปั้น เชื่อฟังน่ารักมาก ใครจะไปคิดว่าเวลาผ่านไปไม่กี่ปี เปลี่ยนไปขนาดนี้..."
เซี่ยจิ้นฮวนยิ้มรับ "นั่นสินะ จำได้ว่าตอนนั้นกินข้าวเสร็จ พวกผู้ใหญ่ชวนกันไปเดินตรอกนางโลม..."
"ห๊ะ?" ลิ่งหูชิงม่อขมวดคิ้ว "ตอนนั้นเจ้าก็ไปเหรอ?"
เซี่ยจิ้นฮวนผายมือ "ตอนนั้นข้าเพิ่งสิบสาม จะไปมั่วสุมในตรอกนางโลมได้ยังไง เรื่องนี้ต้องถามพี่หยาง"
หยางต้าเปียวสร่างเมาทันที แก้ตัวเป็นพัลวัน
"เจ้าจำผิดแล้วมั้ง ข้าไม่ได้ไปนะ ตอนนั้นหลวงพี่จี้เปยเป็นตัวตั้งตัวตี ข้าเพิ่งรู้จักเมียข้า จะไปสถานที่อัปมงคลแบบนั้นได้ยังไง? หันหลังกลับเลย"
"เชอะ~"
หลิวชิ่งจือแค่นเสียงหัวเราะ ท่าทางไม่เชื่อคำโกหกนี้เลยสักนิด
หยางต้าเปียวของขึ้นทันที เตรียมจะแฉความลับกลางวง แต่หลิวชิ่งจือรีบกดตัวไว้
"ดื่มๆๆ กินข้าวอย่าพูดเรื่องไร้สาระ..."
"ทำไม? ร้อนตัวเรอะ?"
"ข้าร้อนตัวอะไร? ข้าไม่ได้ทำเรื่องน่าละอาย!"
"เมื่อวานซืนเจ้าช่วยแม่ม่ายหวังหาลูกไก่..."
"นั่นช่วยด้วยน้ำใจ แม่ม่ายหวังจะสี่สิบแล้ว"
"สี่สิบสิดี ไฟแรง ถ้าเมียเจ้ารู้..."
บนโต๊ะส่งเสียงเฮฮา
ลิ่งหูชิงม่อมาจากสำนักเต๋า ไม่ค่อยได้ร่วมงานเลี้ยงราชการแบบนี้ เห็นพวกมือปราบทหารกลั้นขำ อยากจะเล่นมุกสองแง่สองง่ามแต่ไม่กล้า ก็รู้สึกว่าผู้ชายล้วนเป็นพวกหน้าม้อ
ดูอย่างเซี่ยจิ้นฮวนสิ สุภาพเรียบร้อย...
คิดได้ดังนั้น ลิ่งหูชิงม่อก็คีบน่องไก่ให้เซี่ยจิ้นฮวนอีกชิ้น...
(จบแล้ว)