- หน้าแรก
- สลบไปสามปี รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
- บทที่ 42 - เงื่อนงำซับซ้อน
บทที่ 42 - เงื่อนงำซับซ้อน
บทที่ 42 - เงื่อนงำซับซ้อน
หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ ที่ว่าการอำเภอ
นายอำเภอจางหยวนชิ่งสวมชุดขุนนางสีเขียวอ่อน ยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างห้องโถง สายตามองจมูก จมูกมองใจ
โจวเฮ่อผู้เยือกเย็น หยางถิงที่สูบยาไม่ห่างปาก หรือแม้แต่หยางต้าเปียวที่มักทำตัวตามสบาย ตอนนี้ก็เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน มือแนบข้างลำตัวโค้งเอวเล็กน้อย ท่าทางเกร็งๆ
หลังโต๊ะยาวที่นายอำเภอควรนั่ง ชายวัยกลางคนสวมชุดลายมังกรนั่งพิงพนักเก้าอี้ ในมือถือถ้วยชาเคลือบขาว ใช้ฝาถ้วยเขี่ยใบชาอย่างเชื่องช้า จูเหวินหยวนถือพัดจีบยืนอยู่ข้างกาย
กลางห้องโถง หลี่จิ้งรองอาจารย์ใหญ่สำนักศึกษา หวงฝู่ฉี และจีสือชิง ล้อมรอบตัวหลี่จื่อเซียน ตรวจสอบกระดูก ผิวหนัง เส้นเอ็น และจุดชีพจรอย่างละเอียด ถึงขนาดเอา 'กระจกแปดทิศ' ที่ใช้ตรวจจับไอมารโลหิตออกมาใช้
หลี่จื่อเซียนเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่รวมตัวกันชนิดที่ว่าเป็นรองแค่ฮ่องเต้เสด็จเอง ก็หมดมาดคุณชายตระกูลดัง คุกเข่าอยู่กับพื้นไม่กล้าขยับ
"ท่านอ๋อง ข้าถูกใส่ร้าย ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกมารร้ายเลยแม้แต่นิดเดียว..."
อ๋องตานแม้จะเป็นพ่อที่รักลูกสาวมาก แต่บุคลิกสง่างามแฝงความน่าเกรงขาม รัศมีกดดันระหว่างคิ้วนั้นรุนแรงยิ่ง
"ศพสามศพนี้ เจ้าสั่งให้คนเอาไปฝังในนาใช่หรือไม่?"
"ใช่ขอรับ แต่ไม่ได้ฝังทั้งเป็น สามคนนี้ติดหนี้พนัน เลยมาทำงานใช้หนี้ที่ไร่นา..."
"หลี่จื่อเซียน"
จูเหวินหยวนโยนสัญญาเช่าลงบนพื้น
"เจ้าหลอกเจ้าหน้าที่ธรรมดาก็แล้วไปเถอะ นี่กล้าหลอกลวงท่านอ๋องเชียวรึ? เมื่อครู่ส่งคนไปตรวจสอบคนงานในไร่ ผู้ดูแลบ่อน และนักพนัน ยืนยันแล้วว่าสามคนนี้หลังจากติดหนี้สินล้นพ้นตัว ก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครพบเห็นอีก เจ้าคิดว่าปลอมใบหนี้ไม่กี่ใบ จะตบตาคนทั้งโลกได้หรือ?"
หลี่จื่อเซียนรู้ว่าตัวเองทนการตรวจสอบไม่ได้ แต่ตอนนี้เขาไม่กล้ายอมรับข้อหาฝังคนทั้งเป็นเด็ดขาด
ในเมื่ออ๋องตานมาไต่สวนด้วยตัวเอง ผลการตัดสินย่อมต้องยุติธรรม
แม้เขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกมารร้ายจริง แต่แค่ข้อหาฝังชาวบ้านทั้งเป็นสามคน ก็เพียงพอจะประหารชีวิตเขาได้แล้ว
ต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ หากอ๋องตานรู้ความจริงแล้วยังเข้าข้าง ชาวบ้านตานโจวจะคิดยังไง? ขุนนางผู้ตรวจการในเมืองหลวงจะคิดยังไง?
ท่านเป็นถึงอ๋องผู้ปกครองตานโจวแทนฮ่องเต้ จะมาเปิดทางสะดวกให้ลูกหลานคนรวย เลียแข้งเลียขาขุนนางกังฉินในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?
หลี่จื่อเซียนรู้ว่ายอมรับผิดตอนนี้มีสิทธิ์โดนเครื่องประหารหัวเสือ สิ่งเดียวที่ทำได้คือกัดฟันยื้อเวลา รอให้ทางเมืองหลวงเดินเรื่อง เมื่อถูกซักถาม เขาจึงตอบว่า
"สามคนนี้ตายไปเกือบครึ่งปีแล้ว ใบหนี้ก็หายไป ข้ากลัวจะอธิบายยากเลยหน้ามืดตามัวเขียนขึ้นมาใหม่ แต่สามคนนี้ป่วยตายจริงๆ..."
จูเหวินหยวนชี้ไปที่โครงกระดูกสามร่างที่วางอยู่นอกห้องโถง
"เจ้าหมายความว่า สายตาของหออ๋องตานและอาจารย์จากสำนักศึกษา ล้วนมองพลาดงั้นรึ?"
หลี่จื่อเซียนกล่าวด้วยความจริงใจ "ข้าก็ไม่รู้สาเหตุ แต่สามคนนี้ไม่ได้ตายด้วยวิชามารแน่นอน"
"แล้วเจ้าว่าพวกเขาตายยังไง?"
"ป... ป่วยตาย..."
"ป่วยเป็นโรคอะไร?"
"ข้าไม่ทราบ เห็นว่าไม่ไหวแล้วเลยไม่ได้รักษา ปล่อยให้ตาย..."
หลี่จื่อเซียนโกหกน้ำขุ่นๆ เหงื่อเริ่มไหลพลั่ก
จีสือชิงเป็นคนในวงการเต๋า และท่องยุทธภพทางใต้มานานหลายปี ในฐานะ 'ที่ปรึกษาฝ่ายภูตผีปีศาจ' ของจวนอ๋อง หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด ก็ลุกขึ้นพูดแทรก
"หลี่จื่อเซียนร่างกายปกติ ไม่เคยสัมผัสวิชามาร แต่ศพสามศพนี้ ตายด้วยวิชามารชิงปราณอย่างแน่นอน"
หวงฝู่ฉีลูบเคราแพะ พิจารณาศพทั้งสาม แล้วพยักหน้า
"เป็นเช่นนั้นจริง 'คดีศพแห้ง' ที่เมืองหลวง สภาพศพก็คล้ายคลึงกับสามศพนี้มาก ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นฝีมือกลุ่มมารร้ายกลุ่มเดียวกัน..."
หลี่จื่อเซียนเห็นยอดฝีมือต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ก็คุกเข่าเขยิบไปข้างหน้าสองก้าว
"ท่านอ๋อง ศพพวกนี้ต้องมีคนทำอะไรแน่ๆ ข้าขอสาบานต่อฟ้า..."
"ปากพล่อยพูดเหลวไหล ใครจะเชื่อคำสาบาน?"
หวงฝู่ฉีหน้าบึงตึง ถามเสียงเข้ม
"หรือว่าพวกมารร้ายจับคนในครอบครัวเจ้าเป็นตัวประกัน ให้เจ้าปิดปากเงียบ?"
"พวกมารไม่ได้ข่มขู่ข้า..."
"หือ?"
หวงฝู่ฉีขมวดคิ้ว ถามจี้ "เจ้าหมายความว่า พวกมารไม่ได้ใช้คำพูดข่มขู่เจ้า? แล้วเหตุใดเจ้ารู้อยู่เต็มอกแต่ไม่แจ้งทางการ ยืนกรานจะปกปิดร่องรอยให้มัน?"
"ข้า... เอ๊ะ?!"
หลี่จื่อเซียนรู้ตัวว่าโดนหวงฝู่ฉีวางกับดักคำพูด หน้าเปลี่ยนสีทันที
"ไม่มีมารร้ายข่มขู่ข้า ข้าไม่เคยติดต่อกับมารร้ายตนใด..."
อ๋องตานดูออกว่าหลี่จื่อเซียนหวังให้ตระกูลหลี่มาช่วย ตอนนี้คงไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้น จึงวางถ้วยชาลง โบกมือให้เถี่ยเฟิ่งจาง
เถี่ยเฟิ่งจางทำงานสายโหดอยู่แล้ว ครั้งนี้ไม่ให้ลูกน้องลงมือ หยิบเครื่องบีบนิ้วมาสวมนิ้วทั้งสิบของหลี่จื่อเซียนด้วยตัวเอง
หลี่จื่อเซียนเห็นอ๋องตานจะใช้ทัณฑ์ทรมาน หน้าซีดเผือด
"ท่านอ๋อง ตระกูลหลี่ต้องโดนพวกมารร้ายใส่ร้ายแน่ เหมือนกับเรื่องหอซานเหอ ท่านอ๋อง! ท่า... อ๊าก—"
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นในห้องโถง
เซี่ยจิ้นฮวนยืนเป็นไทยมุงอยู่นอกห้องโถง ดูการสอบสวนตลอด ในใจก็แอบสงสัย
เขาไม่รู้วิชามาร ตอนแรกไม่ได้สังเกตความผิดปกติในกะโหลก เป็นผีภรรยาที่บอกว่าผู้ตายตายด้วยวิชามารชิงปราณ แถมรูปแบบยังเหมือนกับนักพรตมารที่ถ้ำเก็บศพเปี๊ยบ!
ดังนั้นฆาตกรที่ฝังศพพวกนี้ ย่อมต้องเป็นตัวการใหญ่ของ 'บุปผาศพคลั่ง' หรือไม่ก็พรรคพวกเดียวกัน
จากการตอบคำถามของหลี่จื่อเซียน คนฝังคือคนตระกูลหลี่ ตัวการใหญ่ก็ต้องเป็นตระกูลหลี่
แต่หลี่จื่อเซียนดูเหมือนถูกใส่ร้ายจริงๆ เรื่องหอซานเหอก็อธิบายไม่ได้ หากพวกมารร้ายแอบใส่ร้าย ทำรอยตำหนิบนศพ วิธีการนี้ก็ดูจะเก่งกาจเกินไปหน่อย...
เซี่ยจิ้นฮวนกำลังขบคิด ยังไม่ทันเข้าใจเหตุผล ก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างๆ
"เจ้าคือเซี่ยจิ้นฮวน?"
"หือ?"
เซี่ยจิ้นฮวนได้สติ หันไปมอง เห็นอ๋องตานผู้มีเมตตาธรรมทนดูคนโดนทรมานไม่ได้ เดินออกมาจากห้องโถงแล้ว
เซี่ยจิ้นฮวนใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาสิบหกปี แต่ไม่เคยสัมผัสชนชั้นสูงระดับยอดพีระมิด อ๋องตานนับเป็นขุนนางใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเจอ จึงประสานมือคารวะ
"คารวะท่านอ๋อง"
อ๋องตานพิจารณาหน้าตาและบุคลิกของเซี่ยจิ้นฮวน แววตาฉายแววชื่นชม
"อายุน้อยแต่ความสามารถไม่เบา หากไม่เพราะเจ้าวิ่งเต้นไปทั่วในช่วงไม่กี่วันนี้ ทางการคงหาเบาะแสไม่ได้มากขนาดนี้ ลำบากเจ้าแล้ว"
ข้าลำบากอะไร? ถ้าข้าไม่วิ่งเต้นสืบเรื่องพวกมัน ท่านนั่นแหละจะต้องวิ่งเต้นมาสืบเรื่องข้า... เซี่ยจิ้นฮวนคิดในใจ แต่ภายนอกยังคงถ่อมตน
"ท่านอ๋องชมเกินไป ผู้น้อยเพียงแค่อยากจะรีบแก้ปัญหาความวุ่นวาย จะได้กลับเมืองหลวงไปเยี่ยมญาติ ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมาย ผลงานในช่วงนี้ ล้วนมาจากการนำทางของใต้เท้าหยางและแม่นางลิ่งหูขอรับ"
หยางต้าเปียวได้ยินดังนั้นตัวสั่นสะท้าน สายตาสื่อความหมายว่า—โอ้โฮ! น้องชายคนนี้มันน่าคบจริงๆ!
ลิ่งหูชิงม่อที่คอยกดหัวเจ้าถ่านที่จ้องจะกินลายปักมังกรบนชุดอ๋องตาน ก็เผยสีหน้าละอายใจ
"เจ้าช่างถ่อมตนนัก"
อ๋องตานเห็นชื่อเซี่ยจิ้นฮวนในเอกสารบ่อยๆ ในช่วงสองวันนี้ เพราะพ่อเสียชีวิตในหน้าที่ ความสามารถโดดเด่น เป็นคนตรงไปตรงมา ถ่อมตนไม่แย่งชิงดีชิงเด่น และคุณธรรมอื่นๆ อีกมากมาย ความประทับใจย่อมไม่เลว ยิ้มกล่าวว่า
"บิดาเจ้าเสียชีวิตในหน้าที่ บุตรหลานย่อมควรได้รับการดูแลจากราชสำนัก เจ้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งมุ่งมั่นปราบโจรเพื่อประชาชน ราชสำนักจะไม่ให้โอกาสได้อย่างไร
พยายามต่อไป รอให้คดีนี้จบลง ข้าจะเขียนจดหมายถึงเสด็จพี่ ให้เสด็จพี่มอบตำแหน่งดีๆ ให้เจ้า"
?!
คนอื่นๆ ที่ตามมาข้างหลังได้ยินดังนั้นต่างพากันอิจฉา
เพราะอ๋องตานกับฮ่องเต้เป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ตัวเองก็เป็นเจ้าครองแคว้นที่มีอำนาจแท้จริง
อ๋องตานเสนอชื่อคนเก่งให้ฮ่องเต้ด้วยตัวเอง อย่างต่ำคงเริ่มที่ขุนนางขั้นหกหรือเจ็ดที่มีอำนาจจริง
เซี่ยจิ้นฮวนอายุน้อยความสามารถสูง นิสัยดี เข้าใจโลก ให้เวลาสักสิบยี่สิบปี คงได้ไปยืนแถวหน้าในท้องพระโรงแน่ๆ
ถึงตอนนั้นกลับมาตานหยาง เกรงว่าจะมีแค่อ๋องตานที่กล้ายืดอกคุยด้วย
กฎของโม่โม่ โม่โม่คงไม่กล้าหือ...
เซี่ยจิ้นฮวนรู้ว่าอ๋องตานหวังดี แต่ถ้าคดี 'ไอปีศาจเขาจื่อฮุย' จบลงจริง เขากับผีภรรยาก็คงถึงคราวลงโลง รับลาภลอยก้อนโตนี้ไม่ไหวแน่ จึงตอบตามมารยาท
"ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เมตตา ผู้น้อยจะพยายามต่อไปขอรับ"
อ๋องตานไม่พูดอะไรมาก รอคอยคำสารภาพของหลี่จื่อเซียนเงียบๆ
สายตาของคนอื่นต่างจับจ้องไปที่เซี่ยจิ้นฮวน มีทั้งอิจฉาและชื่นชม
ส่วนนายกองร้อยโจวเฮ่อแห่งองครักษ์ชื่อหลินที่ยืนอยู่ในห้องโถง ได้ยินคำพูดนี้เข้า แม้ดูเหมือนจะมองหลี่จื่อเซียนโดนทรมาน แต่ในแววตากลับฉายแววอำมหิตที่ยากจะสังเกตเห็น...
——
ตกดึก ณ บ้านพักริมแม่น้ำ
บนระเบียงริมแม่น้ำมีโต๊ะวาดภาพวางอยู่ รอบข้างไร้ผู้คน ในห้องฝึกตนด้านหลัง ไท่ซูตานสวมชุดบัณฑิตนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น ตรงหน้าคือหุ่นเชิดตัวหนึ่ง
หุ่นเชิดสวมชุดคลุมสีเทา ผิวหน้าและมือเป็นสีทองแดงราวกับหล่อจากโลหะ ผิวหนังมีลวดลายอาคมซับซ้อน ไร้ซึ่งกลิ่นอายชีวิต แต่ขณะนี้กลับกำลังพูด
"หลี่จื่อเซียนปากแข็งมาก ยืนกรานว่าพวกผีพนันป่วยตาย ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับมารร้าย อ๋องตานกำลังค้นบ้านและร้านค้าทั้งหมดของตระกูลหลี่ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคงยื้อไปได้หลังวันไหว้พระจันทร์ พวกเจ้าจงจำไว้ว่าอย่าให้ข่าวรั่วไหลอีก"
หุ่นเชิดไม่มีสติปัญญา ไท่ซูตานก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงพูดภาษาคนได้ แต่สำหรับคำสั่งนี้ เขาพยักหน้ารับ
"ศิษย์พี่วางใจ บุปผาศพคลั่งรวบรวมครบแล้ว มะรืนนี้งานเทศกาลโคมไฟวันไหว้พระจันทร์ก็ลงมือได้ แต่สระโบตั๋นห่างจากเมืองตานหยางไม่ถึงยี่สิบลี้ หากยอดฝีมือในเมืองตื่นตระหนกเพราะไอมารโลหิต เดินทางมาถึงคงไม่เกินครึ่งเค่อ โดยเฉพาะมู่ยุนลิ่ง..."
หุ่นเชิดไร้ความรู้สึก พูดทีละคำอย่างราบเรียบ
"เจ้าแค่ทำงานไป ถึงเวลาข้าจะหาทางแยกคนพวกนี้ออกไปเอง เจ้าทำงานสำเร็จแล้วให้รีบหนี นำยาโลหิตอสูรไปส่งที่เมืองหลวง"
ไท่ซูตานรู้สึกว่าการแยกยอดฝีมือทั้งหมดออกไปเป็นเรื่องยาก อยากจะคุยรายละเอียดเพิ่ม แต่ข้างนอกระเบียงกลับมีเสียงลมพัด
วูบ~
หุ่นเชิดหยุดนิ่งทันที ไม่มีความเคลื่อนไหวอีก
ไท่ซูตานหันไปมอง เห็นศิษย์รักเหอชานร่อนลงมาที่ระเบียง หอบหายใจแฮกๆ สีหน้าดูยินดีปรีดา โผล่มาก็เยินยอทันที
"อาจารย์คำนวณแม่นยำจริงๆ ทางการพุ่งเป้าไปที่ตระกูลหลี่หมด... เอ๊ะ? อาจารย์ ทำอะไรอยู่หรือขอรับ?"
เหตุการณ์กะทันหัน ไท่ซูตานลุกขึ้นไม่ทัน จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดรองเท้าให้หุ่นเชิด
"อาวุธต้องหมั่นดูแลรักษา หุ่นเชิดก็เช่นกัน"
"งั้นหรือขอรับ?"
เหอชานเพิ่งเคยได้ยินทฤษฎีนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ พูดต่อว่า
"ตามที่ข้าสืบมา ยอดฝีมือจวนอ๋องจ้องมองกระดูกอยู่นานสองนาน ดูไม่ออกว่ามีปัญหาอะไร แม้แต่เซี่ยจิ้นฮวนก็พูดไม่ออก"
ไท่ซูตานนั่งลงบนเบาะ "สามคนนั้นตายด้วยวิชามารอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ใช่ศพผีพนันที่ตระกูลหลี่ฝังทั้งเป็น แต่เป็นศพที่เอามาจากที่อื่น ศิษย์พี่ในเมืองใช้วิชาลับสลับร่าง
ศพเป็นของจริง แม้แต่เวลาก็ตรงกัน ตระกูลหลี่ไม่ได้จำลักษณะกระดูกผีพนัน ที่ดินเพิ่งถูกพลิก เซี่ยจิ้นฮวนจะดูออกได้ยังไง?"
เหอชานตลอดทางมัวแต่คิดว่าทำยังไงถึงตบตาคนได้ พอได้ยินแบบนี้ แววตาก็ฉายแววตื่นตะลึง
"ศิษย์ลุงในเมืองเป็นใครกันแน่? สร้างร่องรอยได้แนบเนียนขนาดนี้ วิธีการช่างร้ายกาจนัก"
ไท่ซูตานขมวดคิ้ว สีหน้าไม่พอใจ
"เจ้ายังไม่รู้นิสัยอาจารย์อีกรึ?"
ความหมายคือ—อาจารย์ทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง ปากหนัก แม้แต่ศิษย์ ก็ไม่ยอมบอกข้อมูลสำคัญง่ายๆ!
แต่เหอชานในฐานะศิษย์ ย่อมรู้นิสัยอาจารย์ดี พยักหน้าอย่างเข้าใจ
"จริงด้วย ด้วยนิสัยของอาจารย์ ถ้ารู้ตัวตนที่แน่ชัด พรุ่งนี้คงไปขายข่าวให้จวนอ๋องเรียกค่าปิดปากก้อนโต การที่ศิษย์ลุงท่านนั้นไม่บอกอาจารย์ ก็สมเหตุสมผล"
"?"
...
(จบแล้ว)