- หน้าแรก
- สลบไปสามปี รู้ตัวอีกทีข้าก็กลายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง
- บทที่ 2 - เดินเข้ากรงขังด้วยตัวเอง
บทที่ 2 - เดินเข้ากรงขังด้วยตัวเอง
บทที่ 2 - เดินเข้ากรงขังด้วยตัวเอง
วันรุ่งขึ้น ณ ชานเมืองตานหยาง
เดือนแปด ยามเมื่อแสงแดดอุ่นๆ แห่งฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องลงบนถนนหลวง ท่าเรือริมแม่น้ำคลาคล่ำไปด้วยเรือนับพันลำ ผู้คนร้อยพ่อพันแม่เดินขวักไขว่ บ้างก็ได้ยินเสียงชาวบ้านจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน
"ได้ยินว่าเมื่อคืนฟ้าผ่าเปรี้ยงปร้าง มีมังกรตกลงไปในเขาจื่อฮุยแน่ะ ทางการแห่กันไปค้นหากันยกใหญ่..."
"มังกรโดยธรรมชาติมักมักมากในกาม หากเป็นจริงดังว่า สัตว์ตัวเมียในเขาจื่อฮุยคงเดือดร้อนกันถ้วนหน้า..."
...
เซี่ยจิ้นฮวนแบกเจ้าเหมยฉิวไว้บนบ่า ยืนโดดเดี่ยวอยู่บนท่าเรือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยในชีวิต
เมื่อคืนเขากลัวปีศาจสาวจะตามมาทัน จึงหนีตายออกจากป่าลึกทั้งคืน หลังจากสอบถามผู้คน ก็ได้ความว่าตอนนี้คือปีศาจจิ้งหนิงปีที่แปดจริงๆ ความทรงจำของเขาขาดหายไปเกือบสามปีเต็ม!
ความจำเสื่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ อย่างมากก็ไปหาหมอรักษา ถึงจะความจำไม่ดีก็ยังใช้ชีวิตได้
แต่ปัญหาคือท่านพ่อที่เป็นถึงขุนนางกลับหายตัวไป บ่าวไพร่สาวใช้ก็หายเกลี้ยง แม้แต่ม้าขาวตัวโปรดที่เริ่มจะรู้งานแล้วก็ยังไร้ร่องรอย
ข้างกายเหลือเพียงนกอ้วนจอมขี้เกียจหนึ่งตัว กับกระเป๋าตังค์ที่สะอาดกว่าใบหน้าเสียอีก
เมื่อครู่ตอนนั่งเรือข้ามฟากมา เขาตั้งใจจะใช้หน้าตาหล่อๆ จ่ายแทนเงิน แต่คนแจวเรือดันไม่รับมุก ยืนกรานจะเอาเงินท่าเดียว เขาเลยต้องช่วยตาเฒ่าแจวเรือมาตลอดทางเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
แต่ก่อนเซี่ยจิ้นฮวนก็นับว่าเป็นคุณชายน้อย แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็มีกินมีใช้สุขสบาย เรื่องเดียวที่ต้องกลุ้มใจในชาตินี้คือคฤหาสน์อาจจะไม่ใหญ่พอ จะให้บรรดาเมียหลวงเมียน้อย สาวใช้ข้างห้อง และอีหนูอีกเป็นสิบที่เลี้ยงไว้นอกบ้านไปอยู่ที่ไหนกันดี
ตอนนี้อย่าว่าแต่เมียเป็นโขยงเลย เขาต้องกลับมาคอยปรนนิบัติอีหนูบนบ่านี่แทน
เจ้าเหมยฉิวจับหนูไม่เป็นสักตัว แต่ถ้าเขาไม่หาอะไรให้มันกิน มันก็กล้าทำให้เขาต้องเสียญาติสนิทเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ไป ด้วยการยอมอดตายประชดมันซะเลย นกเวรเอ๊ย!
แล้วจะเอาไงต่อดีล่ะเนี่ย...
เซี่ยจิ้นฮวนยืนตากลมฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มพัดมาเย็นยะเยือก ครุ่นคิดหาทางไปต่อ ระหว่างที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น หลังของเขาก็ถูกใครบางคนตบเบาๆ
"พ่อหนุ่ม จะลงเรือหรือไม่?"
พอหันกลับไปมอง ก็เห็นชาวบ้านชาวช่องที่รอลงเรือยืนออจนสะพานไม้แทบหัก
"ขออภัย ข้าเหม่อไปหน่อย"
เซี่ยจิ้นฮวนหลีกทางให้ แล้วหันไปถามตาเฒ่าคนแจวเรือที่อุตส่าห์ให้เขาติดเรือมาฟรีๆ
"ท่านลุง พอจะคุยกันได้ไหม ข้าขอแจวเรือไปเมืองหลวงเอง พอถึงที่แล้วข้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้สองเท่า ท่านพ่อข้าชื่อเซี่ยเวิน เดิมเป็นนายอำเภอฝ่ายปราบปรามที่ว่าการอำเภอว่านอัน..."
ตาเฒ่าผูกเชือกสมอเรือกับเสาไม้ ส่ายหน้าถอนหายใจ
"เฮ้อ... ไม่ใช่ว่าลุงไม่อยากช่วยเจ้าหรอกนะพ่อหนุ่ม แต่เมื่อวานเหมือนจะเกิดเรื่องในเมือง เรือข้ามฟากถูกสั่งระงับหมด กลางแม่น้ำยังมีทหารเรือลาดตระเวน เจ้าไปจิงเจ้าฝู่ไม่ได้หรอกตอนนี้"
เซี่ยจิ้นฮวนมองออกไปกลางแม่น้ำ ก็ไม่เห็นเรือสัญจรไปมาจริงๆ จึงถามด้วยความสงสัย
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ?"
"ไม่รู้สิ เห็นเขาว่ามีโจรผู้ร้ายก่อคดีใหญ่ กลัวมันจะหนีเข้าไปในเขตเมืองหลวงไปรบกวนพวกเชื้อพระวงศ์ เจ้าไม่มีญาติพี่น้องในตานหยางเลยรึ? ไปขออาศัยอยู่สักวันสองวันก่อนสิ รอเขาเปิดทางเดินเรือแล้วลุงจะไปส่ง"
ญาติพี่น้อง...
เซี่ยจิ้นฮวนพยายามนึกทบทวน จำได้ว่าลูกน้องเก่าของพ่อคนหนึ่งเคยย้ายมาประจำการที่อำเภอตานหยาง เมื่อสามปีก่อนยังมาส่งพ่อเขาอยู่เลย
คนในแวดวงราชการ แถมยังเป็นคนคุ้นเคย น่าจะรู้ความเคลื่อนไหวของพ่อเขาในช่วงสามปีที่ผ่านมาบ้าง
"ท่านลุง มือปราบหยางต้าเปียว ตอนนี้ยังรับราชการอยู่ที่ตานหยางหรือไม่?"
คนแจวเรือทำมาหากินอยู่แถวนี้ ย่อมต้องเคยถูกทางการเรียกตรวจค้น จึงคุ้นเคยกับคนในที่ว่าการดี
"อยู่สิ เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านมือปราบหยางยังพาพรรคพวกมาตรวจหาคนร้ายที่ท่าเรืออยู่เลย ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นปลัดอำเภอแล้ว..."
ปลัดอำเภอเป็นรองแค่นายอำเภอ แม้ตำแหน่งจะไม่สูงนัก แต่สำหรับชาวบ้านตาดำๆ ก็นับว่าเป็นขุนนางใหญ่โตแล้ว
พอรู้ว่ามีคนรู้จัก เซี่ยจิ้นฮวนก็ไม่รีรอ รีบสอบถามเส้นทางแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองตานหยางทันที...
เมืองตานหยาง ย่านตงซาง
ย่านตงซางเป็นแหล่งโกดังสินค้า ถนนวงแหวนรอบนอกเต็มไปด้วยสำนักคุ้มกันภัยและบริษัทรถม้า ส่วนภายในย่านเป็นโกดังเรียงรายสุดลูกหูลูกตา
ยามเที่ยงวัน บนชั้นสองของภัตตาคารแห่งหนึ่ง
นายอำเภอฝ่ายปราบปรามแห่งตานหยาง นามว่าหยางถิง คาบกล้องยาสูบทำจากไม้ไผ่ กวาดสายตามองกลุ่มอาคารสลับซับซ้อนนอกหน้าต่าง
"เจ้าแน่ใจนะว่าพวกปีศาจซ่อนตัวอยู่ในนั้น?"
ลูกชายของเขา หยางต้าเปียว ยืนอยู่ข้างๆ รูปร่างสูงใหญ่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ไหล่กว้างหลังหนา กล้ามหน้าอกแน่นปึ้กราวกับตู้เย็นสองประตู แต่สีหน้ากลับดูพินอบพิเทา กำลังจุดไฟให้พ่ออย่างเอาอกเอาใจ
"แน่ใจสิท่านพ่อ ได้ยินเถ้าแก่ร้านเกี๊ยวบอกว่า ช่วงนี้มีคนหน้าแปลกๆ มาซื้อเกี๊ยวทุกวัน ซื้อทีละสามชาม คนเฝ้าโกดังตระกูลหลี่ก็ได้ยินเสียงหมาเห่าตอนกลางคืน พอเปิดประตูดูก็ไม่เห็นใคร..."
ข้างๆ ทั้งสองคน ยังมีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ นางสวมชุดเกราะลายกิเลนสีดำ เอวคาดกระบี่ อายุยังน้อยแต่บุคลิกเย็นชาสง่างาม นามว่าลิ่งหูชิงม่อ
ลิ่งหูชิงม่อเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักเขาจื่อฮุยรุ่นปัจจุบัน ตอนนี้มารับราชการฝึกงานเป็นองครักษ์ในจวนอ๋อง มีความสนิทสนมกับท่านหญิงฉางหนิงประดุจพี่น้อง สถานะของนางจึงค่อนข้างสูงส่ง นางเอ่ยแทรกขึ้นว่า
"ย่านตงซางยาวสองลี้ กว้างหนึ่งลี้ครึ่ง ภูมิประเทศซับซ้อน หากพวกทางการโผล่หัวไป พวกปีศาจย่อมไหวตัวหนีแน่ เจ้าจะค้นหาอย่างไร?"
หยางต้าเปียวปิดฝาพับจุดไฟ หันกลับมาตอบ
"เกณฑ์คนสักร้อยคน ปิดทางเข้าออกย่านตงซางให้หมด แล้วค่อยจับเต่าในไห..."
ลิ่งหูชิงม่อขมวดคิ้วเรียวสวย
"เมื่อคืนเขาจื่อฮุยปรากฏ 'ไอปีศาจโลหิตพุ่งเสียดฟ้า' คล้ายมีปีศาจใหญ่ถือกำเนิด ทหารกล้าสามร้อยนายถูกส่งออกไปแล้วสองร้อยแปดสิบ มือปราบจากทุกหน่วยก็ออกลาดตระเวน เจ้ายังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคนร้าย จะไปเอาคนร้อยคนมาจากไหน?"
หยางถิงพยักหน้าเห็นด้วย พ่นควันยาสูบปุ๋ยๆ "ขืนระดมคนเป็นร้อย สุดท้ายจับได้แค่ขโมยไก่สามตัว พ่อคงโดนนายอำเภอจางถลกหนังหัวแน่"
หยางต้าเปียวรู้ดีว่าการขอกำลังคนนั้นยาก ไม่อย่างนั้นคงไม่เชิญพ่อบังเกิดเกล้ากับแม่พระโพธิสัตว์จากจวนอ๋องมาช่วย เขาฉีกยิ้มประจบ
"ท่านลิ่งหูมาจากสำนักเต๋า น่าจะสัมผัสไอปีศาจได้ ลองใช้วิชาตรวจสอบดูหน่อยได้ไหมขอรับ?"
สำนักเขาจื่อฮุยสังกัดนิกายตันติ่ง ฝึกทั้งพรตและยุทธ์ สามารถใช้วิชาปราบมารสยบปีศาจได้จริง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายพรต ก็ต้องดูที่ 'ตบะ' บำเพ็ญเพียร
ลิ่งหูชิงม่อเพิ่งจะลงเขามาฝึกงานในจวนอ๋อง ยังไม่ได้ออกท่องยุทธภพเต็มตัว หากนางสามารถตรวจจับไอปีศาจอันเบาบางท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างนับพันหลังได้ ป่านนี้นางคงไม่ต้องมาฝึกงานแล้ว ไปเป็น 'เทพพยากรณ์' ที่กรมโหรหลวงในเมืองหลวงได้เลย
"ข้ายังมีธุระอื่นต้องทำ ขอตัวก่อน หากท่านมือปราบหยางแน่ใจว่าเจอตัวคนร้ายแล้วค่อยแจ้งข้า"
"อ้าว?"
หยางต้าเปียวลำพังแค่พาลูกน้องไม่กี่คน จะไปเฝ้าทั้งย่านตงซางไหวได้ยังไง พอเห็นแม่พระโพธิสัตว์จะชิ่งหนี ก็รีบเข้าไปขวางหน้า ยิ้มหวานออดอ้อน
"โธ่ ท่านลิ่งหู... เราก็คนกันเอง บ้านใกล้เรือนเคียง ท่านช่วยตามเหล่าหลิวมาหน่อยไม่ได้รึ ได้สักสิบกว่าคนมาช่วยเฝ้า อย่างน้อยก็ปิดล้อมสี่ทิศได้"
"หลิวชิ่งจือกำลังเป็นทหารเกียรติยศให้ท่านหญิง ถ้าเรียกพวกเขามา เจ้าจะไปยืนแทนหรือไง?"
"เอ่อ..."
...
ขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันอยู่ หยางถิงที่ดูดกล้องยาเส้นเงียบๆ ก็หรี่ตาลง มองไปยังถนนรอบนอก
"ใช่คนนี้หรือเปล่า?"
ลิ่งหูชิงม่อกลับมามองที่หน้าต่าง เห็นเงาร่างหนึ่งเดินเข้าสู่ถนนตงซาง
ชายหนุ่มสวมชุดยาวผ้าไหมสีขาว เอวคาดอาวุธสองชิ้น บนบ่าแบกอินทรีตัวอ้วนสีดำ
แม้การแต่งกายจะดูเหมือนคุณชายเจ้าสำราญ แต่ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ร่างกายตั้งตรงดั่งหินผา วรยุทธ์ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน แถมยังมาคนเดียว เดินไปมองซ้ายมองขวา ท่าทางมีพิรุธชอบกล
หยางต้าเปียวเพ่งมอง รู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นี้อย่างประหลาด คิดไปคิดมาก็ล้วงเอาภาพวาดใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
คนในภาพรูปร่างผอมโซ ไว้เคราแพะ แต่งกายเหมือนนักพรตพเนจร อายุราวสี่สิบห้าสิบปี
"ไม่ใช่ เจ้าของร้านเกี๊ยวบอกว่าเป็นชายวัยกลางคน แต่คนนี้หน้าคุ้นๆ แฮะ หรือจะเป็นนักโทษหนีคดีคนอื่น"
ลิ่งหูชิงม่อหยิบกล้องส่องทางไกลออกมาจากเอว ส่องดูอย่างละเอียด
ผลปรากฏว่าชายหนุ่มท่าทางมีพิรุธบนถนน เดินไปได้สักพักก็หันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว เหมือนได้ยินเสียงเรียก แล้วก็ผลุบหายเข้าไปในตรอก
"สงสัยจะเป็นพวกเดียวกัน!"
หยางต้าเปียวเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ชะโงกหน้าออกไปตะโกนสั่งการลูกน้องข้างล่าง
"ยังจะพักกันอยู่อีก มีงานเข้าแล้วโว้ย!"
ใต้กำแพงตึก มือปราบสี่คนที่กำลังนั่งพักผ่อนรีบตะกายลุกขึ้น จัดหมวกให้เข้าที่ คว้าดาบคาดเอว
ลิ่งหูชิงม่อเห็นดังนั้นก็กระโดดแผ่วเบาออกจากหน้าต่าง มุ่งหน้าไปยังย่านตงซางอย่างเงียบเชียบ...
เมืองตานหยางแม้จะมีขนาดไม่เท่าเมืองหลวง แต่ด้วยความที่อยู่ติดกับเขตเมืองหลวง การคมนาคมสะดวกสบาย มีประชากรอาศัยอยู่ประจำกว่าเจ็ดแสนคน ภาพรวมจึงยังคงคึกคักรุ่งเรือง
เซี่ยจิ้นฮวนเดินฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียด ร้านรวงข้างทางส่งกลิ่นหอมของอาหารโชยมาเตะจมูก เดินๆ ไปเจ้าเหมยฉิวก็หายตัวไป พอหันกลับไปดูก็เห็นมันไปนั่งอ้าปากรอขอทานอยู่หน้าร้านชาวบ้านเขา
เจ้าเหมยฉิวนี่เลี้ยงเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม เซี่ยจิ้นฮวนไม่อยากเสียเวลา เมื่อครู่ไปถามหาหยางต้าเปียวที่ที่ว่าการ ได้ความว่าออกมาลาดตระเวนแถวย่านตงซาง เขาจึงตามมาที่นี่
ถนนตงซางเต็มไปด้วยสำนักคุ้มกันภัยและบริษัทรถม้า ผู้คนพลุกพล่าน เสียงจอแจดังเซ็งแซ่
"ซาลาเปาจ้า..."
"ขายถ่านจ้า..."
"คุณชายจะไปไหนขอรับ? ซื้อม้าไว้ขี่เล่นสักตัวไหม? ม้าสาวเพิ่งขนมาจากเมืองเฟิงโจว ขี่ก็ได้ ผสมพันธุ์ก็ดี..."
แต่บนถนนกลับไม่มีวี่แววของมือปราบเลย
เซี่ยจิ้นฮวนกดหัวเจ้าเหมยฉิวที่ทำท่าจะชะโงกหน้าไปดูเรื่องชาวบ้าน มองหาคนรู้จักไปทั่ว แต่ก็ยังไม่เจอ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงหนึ่ง
"เดี๋ยวก่อน"
เสียงหวานหยดย้อยทรงพลัง ฟังดูก็รู้ว่าเป็นพี่สาวอกตูมแน่นอน
เซี่ยจิ้นฮวนชะงัก รีบหันซ้ายหันขวา แต่บนถนนมีแต่พ่อค้าแม่ขายและกุลีแบกหาม ไม่มีใครดูเข้ากับเจ้าของเสียงนี้เลย
"เหมยฉิว เมื่อกี้เจ้าได้ยินเสียงผู้หญิงพูดว่า 'เดี๋ยวก่อน' ไหม?"
"กุ๊จิ?"
เจ้าเหมยฉิวบนบ่าทำหน้ามึน หันซ้ายหันขวา
ดูท่าทางมันจะไม่ได้ยิน...
หรือว่าหูฝาด?
เซี่ยจิ้นฮวนงุนงง กวาดสายตามองไปรอบๆ สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ตรอกหินสีเขียวข้างทาง
ตรอกนี้ตั้งอยู่ระหว่างแถวโกดัง ยาวลึกจนแทบมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด กำแพงสูงสองวาดูวังเวงพิกล ที่ปลายสุดสายตา เขาเห็นเงาร่างคนกำลังเทอะไรบางอย่างลงในรางระบายน้ำเสีย
แม้ระยะทางจะไกลมาก แต่สายตาของเซี่ยจิ้นฮวนดีเยี่ยม มองเห็นชัดเจนว่าเป็นคนสวมชุดผ้ากระสอบสีเหลือง สวมหมวกสักหลาด ใต้หมวกไม่มีผมโผล่ออกมา ดูเหมือนกุลีหัวโล้น
แต่คนผู้นี้แม้ในยามเผลอไผล เท้าทั้งสองข้างก็ยังวางเหลื่อมหน้าหลัง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา เห็นได้ชัดว่าเป็นคนยุทธภพเจนจัด...
ยอดยุทธ์ปลอมตัวเป็นกุลี ทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ในย่านโกดังที่ผู้คนเบาบาง...
หรือจะเป็นโจรผู้ร้าย?
เซี่ยจิ้นฮวนมาตามหาคนรู้จักที่เป็นมือปราบ เจอเรื่องผิดปกติแบบนี้ ย่อมต้องแวะไปทักทายสักหน่อย เขาหามือปราบไม่เจอ เลยตัดสินใจเลี้ยวเข้าตรอก มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ชายชุดเหลืองหายตัวไป
ตรอกหินเขียวนั้นลึกมาก เดินไปประมาณครึ่งลี้ ถึงจะถึงจุดที่เทของทิ้ง เป็นพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวและน้ำซุปเหลือ
เซี่ยจิ้นฮวนกระดิกหูเล็กน้อย แอบเลี้ยวเข้าตรอกข้างๆ มาหยุดอยู่ข้างกำแพงโกดังหลังหนึ่ง แนบหูฟังเสียงการสนทนาข้างใน
"รวบรวมหญ้ามังกรได้ครบแล้ว ต่อไปคงไม่มีอะไรมาก คืนนี้ออกไปฉลองกันหน่อยไหม?"
"ศพที่ริมแม่น้ำเมื่อหลายวันก่อน ทางการเริ่มสงสัยแล้ว ตรวจค้นกันทั่วเมือง เบื้องบนสั่งให้ทำตัวเงียบๆ..."
"เราไม่ได้จะไปหาเรื่องใครนี่ ได้ยินว่าหอโคมเขียวมีนางโลมชาวหูมาใหม่ ผมแดงตาสีฟ้า นมใหญ่กว่าหัวอีก..."
"รอให้งานเสร็จก่อนค่อยว่ากัน..."
...
นมใหญ่กว่าหัว...
เซี่ยจิ้นฮวนจำข้อมูลสำคัญได้แม่นยำ มั่นใจว่าเป็นรังโจรแน่แล้ว ก็เตรียมจะถอยฉากออกไปเงียบๆ เพื่อไปแจ้งทางการ
แต่ทั้งที่เซี่ยจิ้นฮวนมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายใดๆ ออกไป เจ้าเหมยฉิวบนบ่ากลับไม่รู้ว่าไปตื่นตกใจสิ่งอัปมงคลอะไรเข้า จู่ๆ ก็ร้อง "จิ๊?!" เสียงหลง ขนพองสยองเกล้า หันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่ก แล้วบินหนีขึ้นไปที่สูง
สิ้นเสียงร้อง คนในโกดังก็ไหวตัวทันที
"เสียงอะไร?"
"ข้างนอกมีคน..."
...
เซี่ยจิ้นฮวนร้องอุทานในใจว่าซวยแล้ว เตรียมจะกระโดดหนี
แต่ในวินาทีนั้นเอง!
ตู้ม!
โครมคราม...
กำแพงหินสีเขียวห่างออกไปสามวาถูกชนพังทลาย เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานออกมาขวางกลางตรอก
ประตูโกดังด้านหลังระเบิดออก พร้อมเงาร่างชุดเขียววูบผ่าน
บนหลังคาก็มีคนกระโจนลงมา ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนชายคา...
(จบแล้ว)