- หน้าแรก
- ตำนานพลองมังกรแห่งดินแดนโต้วหลัว
- บทที่ 14: วงแหวนวิญญาณวงที่สอง (ตอนจบ)
บทที่ 14: วงแหวนวิญญาณวงที่สอง (ตอนจบ)
บทที่ 14: วงแหวนวิญญาณวงที่สอง (ตอนจบ)
บทที่ 14: วงแหวนวิญญาณวงที่สอง (ตอนจบ)
"เฉินเอ๋อร์ เจ้าไปหลบก่อน เดี๋ยวอาจารย์ใหญ่จะไปลองเชิงเจ้ามังกรอัคคีโชติตัวนี้เอง ข้าเคยเห็นมันต่อสู้กับสัตว์วิญญาณอายุแปดพันปีมาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมันไม่ได้ตกเป็นรองเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายคุมเกมไว้ได้อย่างมั่นคงเสียด้วยซ้ำ
การต่อสู้ครั้งนี้อันตรายเกินไปสำหรับเจ้า ประเดี๋ยวข้าจะสยบมันให้หมอบลงกับพื้น แล้วเจ้าค่อยเดินมาปลิดชีพมันเป็นคนสุดท้าย"
"วิญญาณยุทธ์นกเค้าแมว สถิตร่าง!"
ฟลานเดอร์ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์นกเค้าแมวออกมาแล้วโผบินมุ่งตรงไปยังมังกรอัคคีโชติ ฝ่ายเจ้ามังกรที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นจากการหลับใหล ดวงตาของมันจับจ้องไปยังฟลานเดอร์เขม็ง สัญชาตญาณร้องบอกว่ามนุษย์ตรงหน้านี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต่อกรได้
ทว่าด้วยศักดิ์ศรีของเผ่าพันธุ์มังกร มันจึงไม่คิดจะหลบหนีอย่างขี้ขลาด แต่มุ่งหมายที่จะสู้ตาย
"โฮก————!!"
เสียงมังกรแผดคำรามกึกก้องไปทั่วชั้นฟ้า
"เหอะ! ทักษะวิญญาณที่สี่: คมดาบกรงเล็บอินทรี!"
ฟลานเดอร์แค่นเสียงเย็นชา วงแหวนวิญญาณสีม่วงวงที่สี่พลันเปล่งประกายเจิดจ้า มือของเขาสองข้างกลายสภาพเป็นกรงเล็บอินทรีที่แหลมคม ก่อนจะตวัดวาดคมดาบที่สร้างจากพลังวิญญาณเข้าจู่โจมทั่วทั้งร่างของมังกรอัคคีโชติ
กรงเล็บอันคมกริบกรีดผ่านเกล็ดมังกรจนเปิดแผลเหวอะหวะ เจ้ามังกรแผดร้องด้วยความทรมาน แต่ฟลานเดอร์หาได้แยแสความเจ็บปวดของมันไม่ เขาพุ่งตัวเข้าใส่เพื่อเปิดศึกระยะประชิดทันที
แม้สัตว์วิญญาณสายมังกรจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งปานเหล็กกล้า แต่มีหรือที่ฟลานเดอร์จะเป็นเพียงคนธรรมดา
"ทักษะวิญญาณที่สาม: วิหคโฉบสังหาร!"
ฟลานเดอร์แปรสภาพประดุจนกเค้าแมวที่พุ่งดิ่งลงจากเวหาเข้ากระแทกมังกรอัคคีโชติอย่างรุนแรง แรงปะทะอันรวดเร็วนั้นส่งผลให้เจ้ามังกรถึงกับสิ้นสติไปชั่วขณะ
"ทักษะวิญญาณที่สอง: เนตรอินทรี!"
ทักษะวิญญาณที่สองนี้ช่วยยกระดับการมองเห็นของเขาให้เฉียบคมจนสามารถล็อคเป้าหมายจุดอ่อนของคู่ต่อสู้เพื่อปลิดชีพในการโจมตีเดียว
ฟลานเดอร์เล็งเป้าไปยังบริเวณลำคอซึ่งเป็นจุดที่เปราะบางที่สุดของมังกรอัคคีโชติ ก่อนจะซัดกรงเล็บอินทรีเข้าใส่อย่างจัง ในตอนนี้นมังกรอัคคีโชติอยู่ในสภาพร่อแร่ ลมหายใจแผ่วเบาจวนเจียนจะขาดใจ เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว ฟลานเดอร์จึงหยุดมือ เพราะหากลงมือหนักกว่านี้มันคงได้ตายคามือเขาจริงๆ
เขาคว้าเอาร่างของเจ้ามังกรมาวางลงเบื้องหน้าหลี่ลั่วเฉิน
"เฉินเอ๋อร์ ใช้มีดสั้นแทงลงไปตรงรอยกรงเล็บนั่นสิ มันทนต่อไปไม่ไหวแล้ว"
หลี่ลั่วเฉินไม่รีรอ รีบหยิบมีดสั้นออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณแล้วแทงลงไปบนร่างของมังกรอัคคีโชติทันที ในวินาทีนั้นดวงตาของมังกรเต็มไปด้วยความอาลัยและไม่ยินยอม ทว่าทุกอย่างก็สิ้นสุดลงแล้ว
เสียงคำรามครั้งสุดท้ายแผ่วหายไป พร้อมกับวงแหวนวิญญาณสีม่วงที่ค่อยๆ ลอยเด่นขึ้นมา
"เอาละ เฉินเอ๋อร์ เจ้าเริ่มดูดซับเถอะ เดี๋ยวอาจารย์ใหญ่จะคุ้มกันให้เอง"
หลี่ลั่วเฉินพยักหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิทันที เขาเริ่มชักนำวงแหวนวิญญาณของมังกรอัคคีโชติและดูดซับพลังงานมหาศาลที่บรรจุอยู่ภายใน
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ลั่วเฉินต้องดูดซับวงแหวนวิญญาณที่มีอายุเกินขีดจำกัดระดับของตนเอง เขาจึงต้องเตรียมใจและสมาธิไว้อย่างเต็มที่ พลังงานของวงแหวนวิญญาณระดับพันปีนั้นแข็งแกร่งกว่าระดับร้อยปีมากนัก โดยเฉพาะวงแหวนอายุสองพันสองร้อยห้าสิบปีวงนี้ ซึ่งมีอายุเกินกว่าขีดจำกัดของวงแหวนที่สามไปถึงแปดร้อยปี
หยาดเหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้าของหลี่ลั่วเฉิน พลังงานขุมนี้ช่างมหาศาลและถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย เขาเร่งโคจรวิชาจักรวาลไร้ลักษณ์เพื่อหลอมรวมพลังงานจากวงแหวนวิญญาณให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง
เวลาไหลผ่านไปอย่างต่อเนื่อง สภาพร่างกายของหลี่ลั่วเฉินเริ่มคงที่และดูดีขึ้นตามลำดับ กลิ่นอายรอบตัวเริ่มนิ่งสงบ บ่งบอกว่าเขาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการดูดซับแล้ว
ทว่าในวินาทีนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครคาดคิดก็พลันบังเกิด แผ่นหลังของหลี่ลั่วเฉินระเบิดออก... หรือพูดให้ถูกคือเสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น พร้อมกับปีกสีแดงสดคู่หนึ่งที่งอกออกมาจากแผ่นหลัง
ฟลานเดอร์ตกตะลึงกับภาพที่เห็น เหตุใดอยู่ๆ ถึงมีปีกงอกออกมาได้? เขาจึงรีบเบนสายตาไปมองที่ซากของมังกรอัคคีโชติทันที
"หืม? ปีกบนหลังของเฉินเอ๋อร์ดูเหมือนกับปีกของมังกรอัคคีโชติตัวนั้นไม่มีผิด หรือว่าจะเป็นกระดูกวิญญาณ? แต่ปกติกระดูกวิญญาณต้องขุดออกมาจากซากสัตว์วิญญาณไม่ใช่รึ?"
ในขณะที่ฟลานเดอร์กำลังสับสน หลี่ลั่วเฉินก็ได้ลืมตาขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของพลังวิญญาณภายในร่างที่พุ่งขึ้นมาถึงระดับยี่สิบสี่ ผลลัพธ์จากการดูดซับวงแหวนเกินระดับนั้นช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
"เอ๊ะ... นี่มันอะไรอยู่บนหลังผมเนี่ย?"
หลี่ลั่วเฉินเองก็สังเกตเห็นปีกมังกรบนแผ่นหลังของตน เขารู้สึกว่าปีกคู่นี้ราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่มันยังดูดื้อรั้นและควบคุมยากไปสักหน่อย
หลังจากพยายามอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ลั่วเฉินก็สามารถหดเก็บปีกมังกรเข้าไปได้ เขาครุ่นคิดในใจว่า 'หรือนี่จะเป็นกระดูกวิญญาณภายนอกที่ดรอปมาจากมังกรอัคคีโชติ? ช่างเป็นมังกรที่ดีจริงๆ... อ่า ไม่ใช่สิ ต้องขอบคุณเจ้ามังกรตัวนั้นสินะ'
คงเป็นเพราะก่อนตายมังกรอัคคีโชติมีความรู้สึกไม่ยินยอมอย่างแรงกล้า จนกลายเป็นความอาฆาตที่ควบแน่นเป็นกระดูกวิญญาณขึ้นมา
"อะแฮ่ม... เฉินเอ๋อร์ สิ่งที่อยู่บนหลังเจ้านั่นคือกระดูกวิญญาณใช่หรือไม่? เหตุใดมันจึงดูต่างจากกระดูกวิญญาณที่ข้าเคยรู้จักนัก?"
ฟลานเดอร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย ส่วนเรื่องที่จะแย่งชิงกระดูกวิญญาณนั้นอย่าได้ฝันไป ในฐานะอาจารย์ใหญ่ เขาไม่มีวันพรากชีวิตนักเรียนเพียงเพื่อสมบัติชิ้นเดียวเด็ดขาด เขาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีและไม่มีวันทำร้ายคนกันเองเพื่อความแข็งแกร่งของตน
"อ้อ ท่านอาจารย์ใหญ่ครับ ปีกมังกรคู่นี้คือกระดูกวิญญาณภายนอกครับ มันไม่ได้จัดอยู่ในหกตำแหน่งหลักของกระดูกวิญญาณทั่วไป แต่มันเป็นกระดูกวิญญาณที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับวิญญาจารย์ได้ และมูลค่าของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากระดูกวิญญาณแสนปีเลยครับ"
หลี่ลั่วเฉินอธิบายตามความรู้ที่เขามี ด้วยความที่รู้จักฟลานเดอร์มานาน เขาจึงเข้าใจนิสัยใจคอของคนผู้นี้ดีว่าเป็นคนมีคุณธรรม อย่างน้อยก็กับพวกพ้องของตนเอง
"อ้อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง ยินดีด้วยนะเฉินเอ๋อร์ ทว่าในฐานะอาจารย์ใหญ่ ข้าต้องเตือนเจ้าไว้ว่าห้ามเปิดเผยเรื่องกระดูกวิญญาณนี้ให้ใครเห็นเด็ดขาดจนกว่าเจ้าจะแข็งแกร่งพอ เพราะกระดูกวิญญาณคือขุมทรัพย์ที่ใครๆ ก็จ้องจะตะครุบ คนละโมบมีอยู่ทุกที่ และพวกนั้นทำได้ทุกอย่างเพื่อแย่งชิงมันไป"
ฟลานเดอร์เอ่ยเตือนศิษย์รักด้วยความหวังดี เพราะโลกของวิญญาจารย์นั้นมืดบอดและยึดถือเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด
"รับทราบครับท่านอาจารย์ใหญ่ จริงด้วยครับ ท่านช่วยใช้พลังวิญญาณกดดันผมหน่อยได้ไหมครับ? พอดีผมยังหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณได้ไม่สมบูรณ์นัก ช่วยผมหน่อยนะครับ เริ่มจากแรงกดดันระดับสามสิบเลย"
"ได้ เตรียมตัวให้ดี"
ฟลานเดอร์ใช้พลังวิญญาณสร้างแรงกดดันมหาศาลเข้าใส่หลี่ลั่วเฉิน เพื่อกระตุ้นการหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณภายนอก 'ปีกมังกรอัคคีโชติ' ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ระดับ 30, 31, 32...
จนกระทั่งถึงระดับ 42
วิญญาณยุทธ์ของหลี่ลั่วเฉินและปีกมังกรอัคคีโชติปรากฏออกมาพร้อมกัน ปีกมังกรนั้นหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ บัดนี้ต่อให้หลี่ลั่วเฉินจะถูกสังหาร ก็จะไม่มีกระดูกวิญญาณชิ้นนี้หลุดออกมาให้ใครชิงไปได้อีก
"ฟู่ว— ขอบคุณครับท่านอาจารย์ใหญ่"
หลี่ลั่วเฉินก้มศีรษะขอบคุณฟลานเดอร์อย่างนอบน้อม
"เฮ้— อยู่ๆ มาทำเป็นสุภาพทำไมกันเจ้าหนู? มาทำเป็นพิธีรีตองกับอาจารย์ใหญ่อยู่ได้ เล่ามาสิว่าตอนนี้ระดับพลังวิญญาณของเจ้าอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วทักษะวิญญาณกับทักษะกระดูกวิญญาณเป็นอย่างไรบ้าง"
ฟลานเดอร์ฉุดร่างหลี่ลั่วเฉินขึ้นมาพลางวางมือบนบ่าอย่างเป็นกันเอง
"ตอนนี้ระดับพลังวิญญาณของผมอยู่ที่ยี่สิบสี่ครับ ทักษะวิญญาณที่สองมีชื่อว่า 'อัคคีระเบิดทลาย' กระบองลายมังกรของผมจะถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงที่ระเบิดออกได้ เพิ่มพลังโจมตีขึ้นหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ และทุกระดับที่เพิ่มขึ้น พลังคุณสมบัติจะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเปอร์เซ็นต์ครับ
จุดเด่นคือการโจมตีนี้มีคุณสมบัติการระเบิด ไม่ว่าใครที่โดนเข้าไปจะเกิดการระเบิดขึ้นทันที เรียกได้ว่านอกจากจะเป็นอัครวิญญาจารย์สายป้องกันบริสุทธิ์ถึงจะต้านทานไหว มิเช่นนั้นไม่บาดเจ็บสาหัสก็ต้องตายแน่นอนครับ
ส่วนกระบองลายมังกรของผมตอนนี้หนักถึงสามร้อยห้าสิบกิโลกรัม เพียงแค่เหวี่ยงเบาๆ ก็มีแรงปะทะนับพันปอนด์แล้วครับ ส่วนทักษะกระดูกวิญญาณคือการบินและการเพิ่มพูนคุณสมบัติธาตุไฟครับ"
"ฮ่าๆๆ นี่แหละคือสัตว์ประหลาดน้อยแห่งสื่อไหลเค่อของพวกเรา ในเมื่อเจ้าเป็นมหาวิญญาจารย์แล้ว ข้าจะจัดตารางเรียนให้เจ้าเสียใหม่ ทว่าด้วยวัยของเจ้า การประลองในสนามประลองวิญญาณจะถูกเลื่อนออกไปก่อน แต่บททดสอบอื่นๆ พวกอาจารย์จะจัดหนักให้เจ้าเอง
เอาละ พวกเรากลับกันเถอะ วันนี้ได้รังแกผู้อ่อนแอเสียจนพอใจแล้ว ข้ารู้สึกว่าพลังวิญญาณในร่างเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย กลับไปครั้งนี้ข้าตั้งใจจะเข้าฌานเพื่อทะลวงสู่ระดับเจ็ดสิบเสียที ไปกันเถอะเฉินเอ๋อร์"