- หน้าแรก
- พ่อค้าทะลุมิติ หลังบ้านผมมีประตูเชื่อมอนาคต
- ตอนที่ 4 ซาลาเปาแป้งบางไส้ทะลัก
ตอนที่ 4 ซาลาเปาแป้งบางไส้ทะลัก
ตอนที่ 4 ซาลาเปาแป้งบางไส้ทะลัก
หลินลี่เวย ผู้จัดการแผนกเห็นเหตุการณ์วุ่นวายทางฝั่งอู่ต้าชิ่ง จึงรีบเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้มการค้า
"คุณคะ ต้องการให้ดิฉันช่วยอะไรไหมคะ"
เธอเกล้าผมสูงดูทะมัดทะแมง สวมสูทและกระโปรงทรงสอบเข้ารูป ใส่รองเท้าส้นสูง ดูสวยสง่าและภูมิฐาน
"สหายครับ... ผมอยากจะซื้อข้าวสารครับ" อู่ต้าชิ่งตอบอย่างประหม่า
มีคนยื่นมือมาช่วยเหลือ เขาซึ้งใจน้ำตาแทบไหล แต่ทำไมเธอต้องเรียกเขาว่า "คุณ" ด้วยล่ะ
หรือเธอรู้ระแคะระคายอะไรบางอย่าง รู้ว่าเขาไม่ใช่คนยุคนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ใช้คำเรียกพวกนายทุนมาเรียกเขาหรอก
สหาย
หลินลี่เวยเกือบหลุดขำกับคำเรียกขานที่ตกยุคไปนานโขของอู่ต้าชิ่ง
แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เธอจึงเก็บอาการไว้ แล้วช่วยยกรถเข็นที่ล้มระเนระนาดขึ้นมา พร้อมผายมือเชื้อเชิญอย่างสุภาพ
"คุณคะ เชิญทางนี้ค่ะ ดิฉันจะพาไปซื้อข้าวสาร"
อู่ต้าชิ่งใจอยากจะรีบหาประตูหนีไปให้พ้นๆ แต่ท่าทีที่เป็นมิตรของอีกฝ่ายทำให้เขาปฏิเสธไม่ลง
ไม่นานเขาก็รู้ว่าหลินลี่เวยเป็นผู้จัดการของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ เจตนาที่เธอมานำทางนั้นบริสุทธิ์ใจ เพียงแค่อยากช่วยเหลือเขาเท่านั้น
เธอไม่เพียงเตือนให้เขาระวังตอนขึ้นบันไดเลื่อน แต่ตลอดทางยังอธิบายสรรพคุณและวิธีใช้สินค้าต่างๆ อย่างใจเย็น
เปิดหูเปิดตาเขาจริงๆ
วิธีการซื้อของที่นี่ช่างแตกต่างจากยุคของเขาอย่างสิ้นเชิง
จะซื้ออะไรก็ไม่ต้องใช้คูปอง พนักงานขายก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เหมือนพนักงานสหกรณ์บ้านเขาที่เอาแต่นั่งถักไหมพรมทำหน้าบูดบึ้งใส่ลูกค้า อยากได้อะไรก็แค่หยิบใส่รถเข็น
สินค้าต่างๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หีบห่อสวยงามละลานตา เป็นของที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งนั้น
โดยเฉพาะโซนอาหารสด อู่ต้าชิ่งอ้าปากค้างเมื่อเห็นผักผลไม้นอกฤดูกาลวางขายเต็มไปหมด นึกว่าเสกมาซะอีก
แต่เวลาของอู่ต้าชิ่งเหลือน้อยเต็มที ในใจเขาจดจ่ออยู่แต่กับข้าวสาร
อู่ต้าชิ่งเดินตามหลินลี่เวยมาถึงโซนข้าวสารอาหารแห้ง
เขาหยิบข้าวสารหนึ่งถุงกับน้ำมันพืชสองแกลลอน ทุกอย่างมีป้ายราคาบอกชัดเจน แม้ราคาจะแพงหูฉี่เมื่อเทียบกับยุคของเขา แต่ก็ยังไม่เวอร์วังเท่าไอ้ขนมขวดๆ นั่น
ข้าวสารเม็ดขาวจั๊วะ น้ำมันก็ใสแจ๋ว
แม้อู่ต้าชิ่งจะเพิ่งมาถึงอนาคตได้ไม่นาน แต่คำว่า "ไฮเทค" ก็ผ่านหูมาให้ได้ยินบ่อยๆ เขาไม่รู้หรอกว่าในข้าวกับน้ำมันพวกนี้ใส่เทคโนโลยีอะไรลงไปบ้าง แต่ดูหรูหราไฮโซจริงๆ
ติดอยู่อย่างเดียวคือแถวซื้อไข่ไก่นี่ยาวเหยียดจนน่าตกใจ คนแก่คนเฒ่ายืนต่อแถวกันแน่นเอี๊ยด บางคนถึงกับพกเก้าอี้พับมานั่งรอ แถวยาวเป็นงูเลื้อยลามไปถึงโซนอาหารสดโน่นแน่ะ
อู่ต้าชิ่งถอนหายใจ ในใจคิดว่าไข่ไก่นี่มันขาดแคลนทุกยุคทุกสมัยจริงๆ สินะ ขนาดอนาคตก็ยังต้องแย่งกันซื้อ
เขาจ้องมองไข่ไก่ตาเป็นมัน อยากจะไปต่อแถวบ้าง แต่ก็ต้องรีบล้มเลิกความคิด
เขาไม่มีเวลาแล้ว
ขืนไปต่อแถวยาวขนาดนั้น คงต้องรอถึงชาติหน้าบ่ายๆ
หลินลี่เวยสังเกตเห็นความเสียดายของอู่ต้าชิ่งจึงเอ่ยขึ้น "นั่นเป็นสินค้าลดราคาพิเศษค่ะ ถ้าซื้อราคาปกติไม่ต้องต่อแถวก็ได้ค่ะ"
อู่ต้าชิ่งไม่เข้าใจหรอกว่าราคาพิเศษกับราคาปกติมันต่างกันยังไง รู้แค่ว่าซื้อราคาปกติไม่ต้องรอคิว
เขาดีใจจนเนื้อเต้น "เยี่ยมไปเลยครับ ไข่ราคาปกติอยู่ตรงไหนครับ ผมขอสัก 100 ฟอง"
หลินลี่เวยเกือบหลุดขำ "ซูเปอร์ฯ เราขายไข่เป็นกล่องหรือชั่งน้ำหนักค่ะ ไม่ได้ขายเป็นฟอง วิธีซื้อสะดวกกว่านั้นเยอะค่ะ"
อู่ต้าชิ่งเดินตามที่หลินลี่เวยบอก ไม่นานก็เจอไข่ไก่ราคาปกติวางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง บรรจุในกล่องสวยงาม แต่ฟองเล็กกว่าไข่ลดราคาเห็นได้ชัด และดูแล้วสู้ไข่ไก่ที่เขาเลี้ยงเองไม่ได้เลยสักนิด
แต่เวลาเหลือน้อยเต็มที อู่ต้าชิ่งไม่สนใจสายตาแปลกๆ ของหลินลี่เวย กวาดไข่ไก่ใส่ตะกร้าจนเต็ม
หลินลี่เวยยืนงง เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนซื้อไข่เยอะขนาดนี้
อู่ต้าชิ่งหัวเราะแห้งๆ ไม่กล้าอธิบายอะไรมาก กลัวจะหลุดพิรุธ
เห็นอู่ต้าชิ่งดูรีบร้อน หลินลี่เวยเลยพาเขาไปที่ช่องจ่ายเงินด่วน
ข้าวสารหนึ่งถุง น้ำมันสองแกลลอน กับไข่ไก่อีกเพียบ รวมทั้งหมด 360 หยวน แม้จะเหลือเงินอีก 640 หยวน แต่พอนึกถึงค่าครองชีพมหาโหดในยุคนี้ เขาก็อดใจหายไม่ได้
ตอนจ่ายเงิน อู่ต้าชิ่งสังเกตเห็นเรื่องแปลกๆ อีกอย่าง แคชเชียร์สาวถามว่า "จ่ายเงินสดหรือสแกนคะ" เงินสดก็คือเงินนั่นแหละ แต่ถ้าไม่มีเงิน แค่โชว์สี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ในมือถือก็หิ้วของกลับบ้านได้เลย
สงสัยยุคนี้จะเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์เต็มตัวแล้ว ประชาชนกินดีอยู่ดีตามความต้องการจริงๆ
เสียดายที่เขาเพิ่งมาถึง อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะมีไอ้สี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ นั่นบ้างนะ
ซื้อของไม่ต้องควักเงิน แค่เขย่าๆ มือถือก็เดินตัวปลิว
ก่อนจากกัน อู่ต้าชิ่งกล่าวขอบคุณหลินลี่เวยอย่างซาบซึ้ง "ขอบคุณมากครับสหาย คุณไม่รู้หรอกว่าความช่วยเหลือของคุณมีความหมายกับผมขนาดไหน"
หลินลี่เวยทนฟังคำว่า 'สหาย' มาตลอดทางจนกลั้นขำไม่ไหว "ขอโทษนะคะคุณ คุณจะเรียกดิฉันว่าผู้จัดการหลินหรือพี่หลินก็ได้ค่ะ เรียกสหายแล้วรู้สึกเหมือนเราอยู่คนละยุคสมัยเลยค่ะ"
ที่แท้เป็นอย่างนี้นี่เอง อู่ต้าชิ่งถึงบางอ้อ คำว่า "คุณ" ก็แค่คำเรียกขานทั่วไปของคนยุคนี้สินะ ทำให้เขาตกใจแทบตาย
เขาเกาหัวแก้เก้อ "งั้นผมเรียกพี่หลินนะครับ พี่ก็ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณแล้ว ผมชื่ออู่ต้าชิ่ง พี่หลินเรียกผมว่าต้าชิ่งเฉยๆ ก็ได้ครับ"
ต้าชิ่ง ที่หมายถึงการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่
ชื่อช่างเข้ากับยุคสมัยสร้างชาติจริงๆ
ตอนพูด สีหน้าของอู่ต้าชิ่งไม่เพียงแต่จริงใจ แต่แววตายังเปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสา อ่อนโยน และมุ่งมั่น ราวกับมีดวงดาวและท้องทะเลซ่อนอยู่
หลินลี่เวยมองตามแผ่นหลังของอู่ต้าชิ่งที่เดินจากไปอย่างเหม่อลอย
หลังจากบอกลาหลินลี่เวย อู่ต้าชิ่งรู้สึกเหมือนลืมซื้ออะไรบางอย่าง
ลืมอะไรนะ
เขาตบต้นขาฉาดใหญ่!
ตายล่ะ!
ลืมซื้อซาลาเปาลูกใหญ่ไปซะสนิท
เจียงฮ่าวฮ่าวเพิ่งเก็บร้านเสร็จหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เธอกำลังเอาซาลาเปาที่เหลือใส่ถุงสองใบ
ทำงานหนักมาทั้งวัน ถุงหนึ่งกะเอาไว้กินเองเป็นรางวัล อีกถุงจะเอาไปฝากเพื่อนบ้านที่คอยช่วยเหลือดูแลเธอเสมอมา
ปกติซาลาเปาขายดีจนเกลี้ยง แต่วันนี้เธอทำเพิ่มมาสองซึ้งเป็นพิเศษ
แต่อู่ต้าชิ่งพุ่งเข้ามาที่ร้านตาลีตาเหลือก "สหาย ยังมีซาลาเปาเหลือไหม มีเท่าไหร่เอาหมดเลย ผมเหมาหมด!"
อู่ต้าชิ่งไม่ได้กินอะไรมาเกือบทั้งวัน พอเข้าใกล้ร้าน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็พุ่งเข้าจมูก ถึงจะพยายามข่มใจ แต่ก็น้ำลายสอ
จมูกเขาไวพอจะแยกออก ไส้หมูสับต้นหอม นึ่งไฟแรงๆ แป้งบางไส้ตูมๆ
น้ำมันหมูซึมออกมาที่ผิวแป้ง... หอมยั่วน้ำลายสุดๆ!
ร้านซาลาเปาของเจียงฮ่าวฮ่าวขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินจากลูกค้าแค่รายสองราย ตอนแรกกะจะบอกว่าหมดแล้ว แต่พอเห็นท่าทางหิวโซของอู่ต้าชิ่งที่ดูไม่ได้เสแสร้ง เธอก็กลืนคำปฏิเสธลงคอ
เธอหยิบถุงซาลาเปาส่วนของตัวเองออกมาอย่างเสียดาย
"เหลือแค่นี้แหละค่ะ ถุงนี้สิบลูก ทั้งหมดสิบห้าหยวน"
อู่ต้าชิ่งเสียดายนิดหน่อยที่ได้แค่นี้ แต่ก็ยังยิ้มแป้นอย่างพอใจ "แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว น้องๆ ที่บ้านไม่ได้กินซาลาเปามาเป็นปีแล้ว ได้ไส้หมูสับลูกโตๆ แบบนี้กลับไป แค่ลูกเดียวพวกเขาก็คงดีใจจนเนื้อเต้นแล้วล่ะ"
เจียงฮ่าวฮ่าวชะงักไปนิด คิดในใจว่า ยุคนี้ยังมีบ้านไหนยากจนถึงขนาดกินซาลาเปาไม่ได้อีกเหรอ