เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 ลาภลอย

ตอนที่ 2 ลาภลอย

ตอนที่ 2 ลาภลอย


น่าสงสารเจ้าไก่ป่าดวงกุด ร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็โดนแสงจ้าส่องตาจนตาพร่า ขยับตัวไปไหนไม่ได้

อู่ต้าชิ่งใช้อีกมือตะครุบคอมันไว้ เจ้าไก่ป่ากระพือปีกพั่บๆ สองสามทีก่อนจะยอมจำนน

ส่วนเจ้ากระต่ายน้อยตกใจจนทำกับดักอันแรกคว่ำแล้วกระโจนหนีไปทางตรงข้าม

แต่หารู้ไม่ว่าอู่ต้าชิ่งมีนิสัยชอบวางกับดักแบบ "กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง" เขาจึงวางกับดักสามอันเรียงเป็นรูปสามเหลี่ยมเสมอ

เจ้ากระต่ายที่ขวัญเสียหันหลังวิ่งกลับไปทางกับดักอีกอันของอู่ต้าชิ่ง

ทันทีที่มันวิ่งเข้าไป กลไกก็ทำงาน เชือกบ่วงรัดตัวกระต่ายไว้แน่น

หลังดิ้นรนอยู่พักใหญ่จนหมดแรง อู่ต้าชิ่งก็เดินเข้าไปมัดขาหลังของมันแล้วจับโยนใส่ตะกร้าไปพร้อมกับไก่ป่า

ไม่ต้องพูดถึงไข่ไก่ป่าอีกยี่สิบฟองที่มีไออุ่นจางๆ อู่ต้าชิ่งบรรจงเก็บใส่ตะกร้าอย่างทะนุถนอม

ในใจเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขราวกับได้ตอกไข่สดๆ กินเข้าปาก แต่ก็ตัดใจกินเองไม่ลง อยากเก็บกลับไปแบ่งให้เสี่ยวหย่วนกับหน่วนเป่ากินด้วยกัน

แต่พอกลับถึงบ้าน ก็พบว่าหน่วนเป่าหลับซบอยู่ในอ้อมกอดเสี่ยวหย่วนไปแล้ว

คงเพราะคิดว่าถ้าพี่ชายกลับมาจะได้กินเนื้อ สองพี่น้องเลยนอนหลับไปพลางทำปากแจ๊บๆ ไปด้วย

อู่ต้าชิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ ถ้าเขากลับมาเร็วกว่านี้ เสี่ยวหย่วนกับหน่วนเป่าคงไม่ต้องทนหิวจนหลับไป

แต่ครั้นจะปลุกตอนนี้ก็ทำใจไม่ลง เขาเลยคิดว่าจะทำอาหารให้เสร็จก่อนแล้วค่อยปลุกจะได้ทำให้ประหลายใจเลยทีเดียว

อู่ต้าชิ่งวางแผนจะเลี้ยงไก่ป่าไว้สักสองสามวัน เผื่อมันจะออกไข่เพิ่ม เสี่ยวหย่วนกับหน่วนเป่าจะได้กินไข่เพิ่มอีกหน่อย

เขาแบกตะกร้าเดินไปหลังบ้าน กะว่าจะหาที่ทำเล้าไก่ชั่วคราวให้มัน

ทันใดนั้นเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เสียง "เอี๊ยด" ดังขึ้น ประตูหลังบ้านเปิดออกเองโดยไม่รู้สาเหตุ แสงสีขาวจ้าสาดส่องออกมาจากข้างใน

วินาทีต่อมา อู่ต้าชิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอยอยู่กลางอากาศที่เวิ้งว้าง พร้อมเสียงก้องกังวานดังมาจากฟากฟ้า

"ประตูมิตินี้เชื่อมไปสู่อนาคต การจะใช้ประตูบานนี้ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญและสติปัญญา..."

จากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับประตูมิติก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวเขา

ที่แท้ประตูบานนี้เชื่อมตรงไปยังปี 2024 แต่รายละเอียดอื่นๆ กลับว่างเปล่า ต้องให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง

แค่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวนี้ก็ทำเอาหัวใจอู่ต้าชิ่งเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น

ที่แท้โลกหลังประตูก็คืออนาคต ภาพที่เขาเห็นทั้งหมดคือโลกในอนาคต

"ถ้าฉันไปค้าขายในอนาคตได้ก็คงดี คนที่นั่นดูรวยกันทุกคน ไม่อย่างนั้นผิวคงไม่ขาวผ่องเหมือนแช่น้ำนม ปากแดงเหมือนทาผึ้งกันทุกคนหรอก"

แต่อู่ต้าชิ่งยังลังเล

ถ้าเขาไปอนาคตแล้วกลับมาไม่ได้ล่ะ เสี่ยวหย่วนกับหน่วนเป่าที่รออยู่บ้านจะเป็นยังไง

แต่แรงดึงดูดของประตูบานนี้มันช่างมหาศาลเหลือเกิน

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เชือกมัดไก่ป่าไม่รู้หลุดตอนไหน อู่ต้าชิ่งรีบพุ่งตัวไปคว้าขาไก่ แต่ไม่รู้ทำไมไก่ตัวนี้ถึงแรงเยอะนัก มันกระพือปีกพาอู่ต้าชิ่งลอยละลิ่วพุ่งตรงเข้าไปในประตูบานนั้น!

...

เสียงจอแจ

ตึกสูงระฟ้า ผู้คนพลุกพล่าน

ถนนที่ตอนกลางวันว่าคึกคักแล้ว พอตกกลางคืนสองข้างทางกลับเรียงรายไปด้วยร้านรวงแผงลอยสารพัดอย่าง

อู่ต้าชิ่งตกตะลึงกับโลกตรงหน้า!

ประตูบานนั้นเชื่อมต่อสองโลกจริงๆ เขามาอยู่ในอนาคตแล้วจริงๆ!

"59:59"

ในหัวเขามีนาฬิกานับถอยหลังหมุนติ้วอยู่เงียบๆ

บอกเวลาที่เขาสามารถอยู่ในอนาคตได้

ผู้คนเดินขวักไขว่เต็มไปหมด เขาในชุดเสื้อกล้ามสีขาวตราห่านคู่เก่าซีด แบกตะกร้า มือหิ้วไก่ป่า ยืนเด๋อด๋าอยู่ท่ามกลางฝูงชน ดูผิดที่ผิดทางสุดๆ

ตอนแรกเขารู้สึกประหม่า แต่ไม่นานก็พบว่าคนในอนาคตแต่งตัวกันตามใจชอบมาก

ไม่ไกลนักมีชายวัยกลางคนใส่ชุดทหารกำลังร้องเพลงใส่ก้อนอิฐเล็กๆ บางคนแต่งตัวเป็นหงอคงขายเนื้อย่าง เปิดเพลงเสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ ย่างเนื้อไปกระดกเหล้าไป

เทียบกันแล้ว แม้เขาจะดูบ้านนอกไปหน่อย แต่กลายเป็นว่าดูปกติที่สุดแล้วมั้ง

สิ่งที่ทำให้อู่ต้าชิ่งประหลาดใจที่สุดคือ การค้าขายที่นี่ทำกันอย่างเปิดเผย ขายของกิน ของใช้ ของเล่น ซื้อขายกันโจ่งแจ้ง ไม่มีใครกลัวว่าพวกปลอกแขนแดงจะโผล่มาจับเลยสักนิด

แต่ไม่นาน เขาก็ได้ยินคนเดินผ่านไปมาเรียกที่นี่ว่า "ตลาดนัดกลางคืน"

ได้ยินคำนี้ ใจอู่ต้าชิ่งก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสินะ "ตลาดนัดกลางคืน" ก็คงเป็นรหัสลับเรียก "ตลาดมืด" ในอนาคตแน่ๆ การค้าขายที่เป็นระเบียบขนาดนี้ต้องมีคนคุมเก็บค่าคุ้มครองอยู่เบื้องหลังแน่นอน

แต่เขามองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นใครมาเดินเก็บค่าที่เลย

เวลาในหัวนับถอยหลังไปเรื่อยๆ อู่ต้าชิ่งยืนปรับตัวอยู่สักพัก คิดว่าปล่อยเวลาทิ้งไปไม่ได้แล้ว

เขาหาที่ว่างเหมาะๆ แล้วค่อยๆ หยิบของในตะกร้าออกมาวางขายด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ

เขาไม่มีตาชั่ง เลยแบ่งผักป่าเป็นกองๆ กะว่าจะขายเหมาเป็นกอง

ตอนนั้นเอง ป้าคนหนึ่งถือถุงใสๆ ที่อู่ต้าชิ่งไม่รู้ว่าคือถุงอะไร เดินตรงเข้ามาหา

"อุ๊ยตาย… ตาแก่ที่บ้านบ่นอยากกินเกี๊ยวไส้ผักมาตั้งนานแล้ว พ่อหนุ่ม ผักนี่ปลูกในโรงเรือนหรือผักป่าจ๊ะ"

อู่ต้าชิ่งไม่รู้หรอกว่า "โรงเรือน" คืออะไร เขาฉีกยิ้มซื่อๆ ตอบว่า "ผมเก็บมาจากในป่าเองครับ"

"ในป่าเหรอ"

ตาป้าเป็นประกายทันที ป้ามองเห็นเล็บมือและมือของอู่ต้าชิ่งที่เปื้อนยางผักเขียวอื๋อ หน้าตาก็ดูซื่อสัตย์ คงไม่โกหกหรอก

ป้าถามอย่างดีใจ "ขายยังไงจ๊ะ"

ขายยังไง

เขาไม่เคยค้าขายมาก่อน ผักในป่ามีเกลื่อนกลาด ขายป้ากองละ 2 เฟิน คงไม่แพงไปมั้ง

คิดได้ดังนั้น เขาจึงชูนิ้วขึ้นมาสองนิ้ว

"แพงไปหน่อยนะ" ป้าชูสามนิ้วตอบ "50 หยวนสามกองละกัน..."

อู่ต้าชิ่งรู้สึกเหมือนสมองหมุนติ้ว ภาพตรงหน้าวูบวาบไปหมด

นอกจากจะตกใจแล้ว เขายังกลัวว่าป้าจะแกล้งอำเล่น เห็นเขาแต่งตัวบ้านนอกเลยแกล้งแหย่เล่นหรือเปล่า

แต่พอเห็นสีหน้าอู่ต้าชิ่ง ป้าคนซื้อกลับรู้สึกผิดขึ้นมา

ต้องบอกก่อนว่าสมัยนี้อย่าว่าแต่ในเมืองเลย ต่อให้ไปถึงในเขา ก็หาผักป่าแท้ๆ ยาก ส่วนใหญ่ก็ปลูกในโรงเรือนอัดยาฆ่าแมลงแล้วขนไปขายบนเขา รสชาติผักป่าดั้งเดิมหายไปหมดแล้ว

พ่อค้าที่จริงใจ ลงแรงเก็บผักทีละต้นมาขายแบบพ่อหนุ่มคนนี้หายากจริงๆ

คิดได้ดังนั้น ป้าเลยตัดสินใจไม่ต่อราคาแล้ว

ป้าชี้ไปที่แผงของอู่ต้าชิ่ง "พ่อหนุ่ม ป้าไม่ต่อราคาแล้วนะ หนูลองคำนวณดูซิว่าผักทั้งหมดนี่เท่าไหร่ ป้าเหมาหมดเลย"

"แต่คุณป้าครับ ซื้อไปเยอะขนาดนี้จะกินหมดเหรอครับ วันสองวันกินไม่หมดมันจะเน่านะครับ"

เขาดูออกว่าป้าคนนี้มีเงินเหลือเฟือ การเหมาหมดนี่อาจเพราะสงสารเขา แต่เพื่อเงินแล้ว เขาจะทิ้งมโนธรรมไม่ได้

ป้ายิ้มตอบ "ไม่ต้องห่วง กินไม่หมดป้าก็แช่แข็งไว้ รอหน้าหนาวเอาออกมาทำกินก็ยังสดเหมือนเดิม"

อู่ต้าชิ่งไม่รู้ว่า "แช่แข็ง" ที่ป้าว่าคืออะไร น่าจะเหมือนที่คนบนดอยเอาผักหมกหิมะไว้กินมั้ง แต่เห็นป้าพูดสบายๆ เขาเลยโล่งใจขึ้น

ตกลงราคากันเรียบร้อย ผักทั้งหมดขายได้ 200 หยวน

อู่ต้าชิ่งตื่นเต้นสุดขีด นี่มันลาภลอยชัดๆ! ต่อให้จากนี้เขาไม่ทำมาหากินอะไร เงินก้อนนี้ก็พอเลี้ยงเสี่ยวหย่วนกับหน่วนเป่าให้อิ่มหนำสำราญไปได้หลายปีเลย

ประจวบเหมาะกับมีเสียงพ่อค้าขายขนมไขผึ้งตะโกนเรียกลูกค้าดังแว่วมา "ไขผึ้งกัดแตกในปากสิบหยวนเจ็ดชิ้นจ้า!"

หมายเหตุ

พวกปลอกแขนแดงหรือเรดการ์ดคือ กลุ่มเยาวชนปฏิวัติยุคเหมา ส่วนปลอกแขนแดงคือ สัญลักษณ์ที่ใช้ระบุสมาชิก มีหน้าที่เหมือนตำรวจคอยรณรงค์ความคิดปฏิวัติ ตรวจจับและต่อต้านสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นแนวคิดศักดินาหรือต่อต้านปฏิวัติ

จบบทที่ ตอนที่ 2 ลาภลอย

คัดลอกลิงก์แล้ว