- หน้าแรก
- ราชาแห่งไอเดีย เกิดชาตินี้ผมขอกู้วิกฤตการตลาด
- บทที่ 10 ย้อนรอยประสบการณ์อาการเมารถ
บทที่ 10 ย้อนรอยประสบการณ์อาการเมารถ
บทที่ 10 ย้อนรอยประสบการณ์อาการเมารถ
ทุกครั้งที่สวีต้าจื้อจะต้องเข้าในเมือง เขาจะต้องรีบออกเดินทางตั้งแต่ฟ้าสาง ถ้ามาช้าไปแม้แต่น้อย พลาดรถโดยสารเที่ยวเดียวในตำบลไปแล้ว แผนการในวันนั้นก็จะล้มเหลวทั้งหมด
ระยะทางจากหมู่บ้านไปตำบลนั้นมีเพียงสามหลี่ ถ้าขับรถก็ใกล้มาก ใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็จะถึง แต่ถ้าต้องเดินด้วยเท้าทั้งสองข้างแล้วล่ะก็ ถือว่าหนักเอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนสายนี้ยังต้องเดินข้ามหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาอีกด้วย ช่วงแรก ๆ เดินยังรู้สึกสบาย แต่ยิ่งเดินไปข้างหน้าก็ยิ่งเหนื่อยล้า ต้องใช้ความอึดอดทนเท่านั้นถึงจะไปรอด
ยิ่งไปกว่านั้น สวีต้าจื้อยังต้องถือตะกร้าไข่ไว้ในมืออีกด้วย โชคดีที่ร่างกายของเขาในตอนนี้แข็งแกร่งจากการเดินไปโรงเรียนในชนบททุกวัน ถ้าเป็นร่างกายที่ขาดการออกกำลังกายจากชาติภพก่อนล่ะก็ อย่าว่าแต่จะต้องรีบไปขึ้นรถที่ตำบลก่อนแปดโมงครึ่งเลย แค่เดินให้ถึงสามหลี่นี้ก็อาจจะเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว
สวีต้าจื้อรีบเดินอย่างรวดเร็วตลอดทาง พอมาถึงตำบล พระอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว เขามองนาฬิกาไม่ได้ จึงรีบวิ่งเข้าไปในสหกรณ์การค้า แล้วเงยหน้ามองนาฬิกาแขวนบนผนัง โชคดี ยังเหลืออีกสิบห้านาทีก่อนแปดโมงเช้า เขาจึงค่อย ๆ วางใจและถอนหายใจยาว
ตอนนั้นเองเขาถึงได้รู้สึกว่า ตัวเองเหมือนเพิ่งถูกยกขึ้นมาจากน้ำ เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า พอสัมผัสที่ด้านหลัง เสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อชวี้เหลียง ที่ยับยู่ยี่ก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ แนบติดกับร่างกายอย่างเหนียวเหนอะหนะ
สวีต้าจื้อออกจากสหกรณ์การค้าของตำบล จึงมีเวลาว่างสำรวจสิ่งที่เรียกว่า "เมืองในตำบล" แห่งนี้ คำว่าตำบลอันที่จริงก็คือถนนที่พอจะเรียกว่าถนนลูกรังได้สายหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่พอสมควร สองข้างทางมีบ้านชั้นเดียวตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน ถ้าจะพูดให้ถูก ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเท่านั้น เพียงเพราะมีที่ตั้งของที่ทำการตำบล โรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายสร้างอยู่ที่นี่ จึงพอจะได้รับฉายาว่าเป็น ตำบล
เมื่อมองไปรอบ ๆ ทั้งตำบลก็มีสถานที่ที่จำเป็นเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น อาคารที่ทำการตำบล สหกรณ์สินเชื่อชนบท สหกรณ์การค้า ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีเก็บธัญพืช สถานีอนามัยตำบล นอกเหนือจากนี้ก็มีร้านอาหารเล็ก ๆ หนึ่งร้าน และร้านตัดผมหนึ่งแห่ง
ถนนหนทางเงียบเหงา อย่าว่าแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเลย แม้แต่รถจักรยานยนต์ก็แทบไม่เห็น มีเพียงรถจักรยานเก่า ๆ ที่จอดอยู่ทั่วไป ที่แฮนด์รถแขวนตะกร้าใส่ผัก ส่วนเบาะหลังมัดกระสอบป่านเอาไว้
เมื่อลมพัดผ่าน ถนนลูกรังก็จะมีฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย ทำให้บ้านเรือนที่ทรุดโทรมอยู่แล้วดูหม่นหมองยิ่งขึ้น นี่คือภาพที่แท้จริงของ ตำบลผู่โถว ยากจน ล้าหลัง แต่ก็เป็นสถานที่ที่ "คึกคัก" ที่สุดในพื้นที่หลายสิบหลี่โดยรอบ
สวีต้าจื้อยืนรอรถโดยสารอยู่ข้างถนน ไม่กล้าเดินออกไปไกลนัก กลัวว่าจะพลาดรถ แต่รอได้ไม่นาน รถโดยสารเก่า ๆ คันนั้นก็แล่นมาด้วยเสียง "ตุบ ตับ ตับ"
รถคันนี้ดูราวกับหลุดออกมาจากหนังยุคแปดศูนย์ สีแดงสลับขาวที่ทาไว้ลอกเป็นจุด ๆ ท่อไอเสียพ่นควันดำออกมา ยังไม่ทันจอดสนิทก็ได้กลิ่นน้ำมันเบนซินฉุนกึก
นี่คือระบบขนส่งเดียวที่เชื่อมระหว่างตำบลกับในอำเภอ มีเพียงแค่วันละเที่ยวเท่านั้น
คนที่รอรถอยู่ก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้ว แต่ละคนหิ้วของพะรุงพะรัง ในยุคนั้นเวลาเดินทางไปไหน ใครบ้างจะไม่นำของติดตัวไปด้วย? ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกเอง หรือของพื้นเมืองที่ฝากไปให้ญาติในเมือง
สวีต้าจื้อไม่รีบร้อนที่จะเบียดเข้าไป เขาประคองตะกร้าไม้ไผ่เล็ก ๆ และห่อผ้าที่ถืออยู่ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ในตะกร้าไม้ไผ่นั้นมีไข่ที่แม่ของเขาเก็บสะสมมาจากการประหยัดอดออมของคนทั้งครอบครัว หากเบียดกันจนไข่แตกบนรถคงจะเสียใจจนแทบตาย
"อย่าเบียดสิ! ทีละคน ๆ เข้าไปได้หมดแหละ! บอกนายไงไอ้เสื้อฟ้า อย่ามุดเข้าไป! ผู้โดยสารที่ขึ้นรถโปรดซื้อตั๋วก่อนนะ..." ป้าพนักงานเก็บตั๋วตะโกนด้วยเสียงอันดังจนแทบจะยกหลังคารถได้
ในยุคนั้นไม่ได้มีการบริการที่เน้นรอยยิ้มเหมือนสมัยนี้ ถ้าใครไม่ทำตามคำสั่ง ป้าพนักงานเก็บตั๋วสามารถไล่ลงจากรถได้ทันที ยอมให้รถเที่ยวนี้มีผู้โดยสารน้อยลง ดีกว่าทนกับคนที่ทำผิดกฎ
สวีต้าจื้อเป็นคนสุดท้ายที่เบียดขึ้นรถไป โชคดีที่เขายังหาที่นั่งว่างได้หนึ่งที่ เขานั่งลงพร้อมกับตะกร้าไม้ไผ่ในอ้อมแขน ยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง ป้าพนักงานเก็บตั๋วก็เดินถือคลิปหนีบตั๋วมาแล้ว
"พี่สาวครับ ไปในอำเภอราคาเท่าไหร่?" สวีต้าจื้อถามอย่างสุภาพ นี่มันผ่านมาสองสามสิบปีแล้ว ใครจะจำราคาตั๋วในสมัยนั้นได้
"ไปในอำเภอแปดเหมา! ปลายทางคือสถานีขนส่งผู้โดยสารในอำเภอ ระหว่างทางจะแวะจอดที่สถานีขนส่งของตำบลต่าง ๆ" ป้าเก็บตั๋วฉีกตั๋วอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวเสริมว่า "ตะกร้าของนายก็ถือให้ดี ๆ ล่ะ"
สวีต้าจื้อรีบควักเงินซื้อตั๋ว แล้วกอดตะกร้าไข่ไว้แน่น รถโดยสารเก่า ๆ คันนี้ตรงเวลาจริง ๆ บอกว่าจะออกกี่โมงก็ออกกี่โมง จะไม่รอช้าไปแม้แต่นาทีเดียว
เสียง "โครม" ประตูปิดลง พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ "ตุบ ตับ ตับ" รถโดยสารเก่า ๆ ที่สีหลุดลอกคันนี้ก็ออกตัวไปราวกับคนเมา โยกเยกไปมามุ่งหน้าไปยังทิศทางของในอำเภอ
ระยะทางจากตำบลผู่โถวไปในอำเภอ ไม่ถือว่าไกลแต่ก็ไม่ใกล้ ถ้าเป็นถนนลาดยางที่สร้างใหม่ในตอนนี้ ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีก็จะถึง แต่สภาพถนนในยุคนั้นเป็นถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ต้องขับอ้อมไปมาไม่ได้เป็นเส้นทางตรง ประกอบกับรถโดยสารเก่า ๆ ที่ใกล้จะพังคันนี้ ทำให้การเดินทางช้ามาก ราวกับวัวแก่ลากรถ พอผ่านแต่ละตำบลก็ต้องแวะจอด ทุกครั้งที่จอดก็มีคนขึ้นลงตลอดทาง ทำให้รถวิ่งได้ไม่เร็วกว่ารถจักรยานเท่าไหร่เลย มันช่างเป็นการเดินทางที่เชื่องช้าเหลือเกิน
รถโดยสารโยกเยกอยู่ตลอดทั้งเช้า พอใกล้เที่ยงก็มาถึงในอำเภอ
สวีต้าจื้อลงจากรถที่สถานีขนส่ง ยังไม่ทันเดินออกจากประตูเขาก็รีบซื้อตั๋วไปในเมืองต่อ ในช่วงเวลาที่รอรถออก เขาพยายามระงับความรู้สึกคลื่นไส้จากการเมารถ เขาหยิบข้าวปั้นเย็น ๆ ออกจากห่อผ้า กินกับน้ำต้มธรรมดาในกระติกน้ำทหาร กล้ำกลืนฝืนทนกลืนลงไปทีละคำ ๆ ถึงแม้จะรู้สึกปั่นป่วนในท้อง แต่เพื่อที่จะเดินทางต่อได้ เขาก็ต้องกินมื้อกลางวันนี้
ใช่แล้ว สวีต้าจื้อคนนี้ในวัยเด็กมีปัญหาอย่างหนึ่งที่สร้างความทรมานให้เขามาก นั่นคือ อาการเมารถ แต่ก็แปลกที่ตอนเขาขับรถเองกลับไม่เป็นอะไรเลย ถ้าเป็นในอนาคต ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะตอนนั้นแทบทุกบ้านมีรถส่วนตัว เดินทางไกลก็ขึ้นเครื่องบินหรือรถไฟความเร็วสูง สะดวกสบายมาก แต่ในยุคนี้ อาการเมารถกลับสร้างความลำบากให้เขาอย่างหนัก
ตอนเช้าขึ้นรถโดยสารไปในอำเภอ มันเกือบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว รถบัสเก่า ๆ คันนั้นวิ่งบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ โยกเยกไปมาเหมือนเขย่าลูกบอลหิน สวีต้าจื้อหดตัวอยู่ในเบาะนั่ง ใบหน้าเขียวคล้ำ เหงื่อเย็น ๆ ออกเต็มหน้า เหมือนเครื่องในทั้งห้าจะหลุดออกมาจากร่างกาย เขาพยายามอดทนจนมาถึงในอำเภอ เขาก็คิดในใจว่า คราวนี้คงจะดีแล้ว เส้นทางจากในอำเภอไปในเมืองน่าจะราบรื่นขึ้นบ้างใช่ไหม? แต่เขาก็คิดผิดไปอย่างสิ้นเชิง
รถโดยสารที่ไปในเมืองก็ยังคงโคลงเคลงอย่างรุนแรงเช่นเดิม บางครั้งก็ขึ้นเนิน บางครั้งก็ลงเนิน โยกไปเยกมาบนถนนที่คดเคี้ยวตามภูเขา สวีต้าจื้อจับเบาะที่นั่งด้านหน้าไว้แน่น รู้สึกเหมือนร่างกายทั้งร่างกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ในที่สุดเมื่อทนจนมาถึงสถานีขนส่งในเมืองได้ รถยังไม่ทันจอดสนิท เขาก็รีบลงจากรถอย่างโซเซ พุ่งไปที่มุมกำแพงข้างถนน แล้ว "อ้วก" ออกมาอย่างเต็มที่
ครั้งนี้เขาอาเจียนอย่างหนัก จนสิ่งที่กินไปเมื่อเช้าและเมื่อกลางวันออกมาหมดเกลี้ยง อาเจียนจนกระทั่งเกือบจะอาเจียนน้ำดีออกมา มีรสเปรี้ยวและขมในปาก เขาหยิบกระติกน้ำออกมาอย่างสั่นเทา จิบน้ำต้มสองอึกเพื่อบ้วนปาก แล้วจึงรู้สึกดีขึ้น เขาใช้แขนเสื้อเช็ดปาก ยืดตัวขึ้นมองไปรอบ ๆ ในที่สุดก็ได้เห็นแล้วว่าในเมืองในยุคนี้หน้าตาเป็นอย่างไรอีกครั้ง
หมายเหตุ ผ้าเต๋อชวี้เหลียง หรือที่บ้านเราเรียกว่าผ้าโพลีเอสเตอร์ จีนยุคก่อน
คำว่าผ้าเต๋อชวี้เหลียง เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและความมีระดับ
เพราะในเวลานั้น ถือเป็นผ้านำเข้าจากตะวันตกครับ