- หน้าแรก
- อาจารย์ครับ ผมไม่อยากเป็นแค่ลูกศิษย์
- บทที่ 17 ท่านอาจารย์ช่างงดงามเย้ายวน
บทที่ 17 ท่านอาจารย์ช่างงดงามเย้ายวน
บทที่ 17 ท่านอาจารย์ช่างงดงามเย้ายวน
บทที่ 17 ท่านอาจารย์ช่างงดงามเย้ายวน
หยกดิบรอการเจียระไนท่ามกลางดงบุปผานับหมื่น?
ถึงแม้เซียวหรานจะรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูปลอมไปหน่อย แต่อาจารย์ผู้เป็นถึงอัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่ง ทั้งนวดไหล่ ทั้งจัดคอเสื้อ แถมยังพูดจาไพเราะเสนาะหู...
ขอแค่ไม่หลงเชื่อคำพูดนาง แล้วเสพสุขกับมือนาง ก็ถือว่าเป็นกำไรเห็นๆ!
หลิงโจวเยว่ไม่มีทักษะในการหว่านเสน่ห์ แต่กลับมีต้นทุนเสน่ห์ที่ทำให้ผู้หญิงทั้งโลกบำเพ็ญเพียรอิจฉาตาร้อน
สายลมภูเขาพัดมาเบาๆ พัดเส้นผมสีดำขลับปลิวไสว เผยให้เห็นใบหน้างดงามราวกับภาพวาด
ดวงตาดุจสายน้ำสะท้อนภาพท้องฟ้าและก้อนเมฆ และประกายดาวระยิบระยับ
เรือนร่างอันน่าภาคภูมิใจอยู่ใกล้แค่เอื้อม หน้าอกกระเพื่อมไหว กลิ่นเหล้าผสมกลิ่นกายหอมกรุ่น...
นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวหรานได้กลิ่นความเป็นผู้หญิงจากตัวอาจารย์
เขาคิดในใจ
ถ้าอาจารย์ทำตัวเป็นกุลสตรี ด้วยรูปร่างหน้าตาแบบนี้ จะเป็นนางฟ้าขนาดไหนกันนะ?
ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่อัจฉริยะหนุ่มหล่อในโลกบำเพ็ญเพียรเลย แม้แต่ความกตัญญูของศิษย์อย่างเขาก็คงจะเปลี่ยนสี
ยังดีที่อาจารย์ไม่ชอบผู้ชาย เขาถึงยังรักษาภาพลักษณ์สุภาพบุรุษจอมปลอมเอาไว้ได้
ขอบคุณนะขอรับท่านอาจารย์ ขอให้ท่านชอบนางฟ้าต่อไปนานๆ นะขอรับ...
วันหน้าช่วยคัดกรอง หาคู่บำเพ็ญเพียรระดับนางฟ้าให้ศิษย์สักคน คงจะดีไม่น้อย?
เซียวหรานหัวใจเต้นแรง เคลิบเคลิ้มไปไกล
เห็นสายตาเคลิบเคลิ้มของเซียวหราน หลิงโจวเยว่ก็ถอนหายใจโล่งอก
หลงกลแล้ว!
เขาหลงกลแล้ว!
หนุ่มซิงนี่หลอกง่ายชะมัด!
ง่ายกว่าจีบสาวน้อยตั้งเยอะ!
คิดได้ดังนั้น มือเรียวงามขาวผ่องราวกับสะท้อนแสงกระบี่ก็ปล่อยจากคอเสื้อของเซียวหราน
นางหันหลังเดินกลับไปที่รากสน หิ้วกาน้ำเหล้า มองออกไปที่ทะเลเมฆอันกว้างใหญ่
เซียวหรานก็หันกลับไปมองทะเลเมฆเช่นกัน
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อยคือ การที่เขาช่วยหน้าอาจารย์ในที่ประชุมผู้อาวุโส กลับไม่ได้แต้มความกตัญญูเลย
เขาเดาว่า แต้มความกตัญญูอาจจะนับเฉพาะการกระทำที่ทำให้อาจารย์มีความสุข คือยกระดับจากสถานะปกติไปสู่สถานะเพลิดเพลิน
แต่ถ้าแค่ทำให้อาจารย์หายทุกข์กลับมาเป็นปกติ การช่วยเหลือแบบนี้อาจจะไม่นับเป็นแต้มความกตัญญู
ไม่อย่างนั้น ถ้าวันหน้าเขาวางยาอาจารย์ทุกวัน ให้นางสับสนวุ่นวาย แล้วค่อยเอายาแก้ให้กินจนหายดี มิต้องรวยเละเทะเลยหรือ?
ครู่ต่อมา
ระบบก็ตบหน้าเซียวหรานฉาดใหญ่!
[แต้มความกตัญญูที่มาช้า: ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับ 5 แต้มความกตัญญู! ยอดรวม: 35 แต้ม]
เซียวหรานเข้าใจแล้ว งั้นไปวางยากันเถอะ...
อะแฮ่ม
เซียวหรานเดาว่า การกตัญญูด้วยการกู้หน้าอาจารย์แบบนี้ อาจจะต้องรอให้อาจารย์ยอมรับผลงานหลังจบเรื่องเสียก่อน
อาจารย์ยอมรับความกตัญญูของเจ้า แต้มถึงจะเข้ากระเป๋า
ถ้าอย่างนั้น
อาจารย์คงคิดว่าข้าเป็นหยกดิบจริงๆ สินะ?
ถึงสีหน้าของนางจะดูปลอมๆ แต่ถ้าโกหกหน้าตายเลย ก็ไม่น่าจะได้แต้มความกตัญญูหรอกมั้ง?
ช่างเถอะ เซียวหรานขี้เกียจเดา
รอดูกันต่อไปว่าอาจารย์จะเจียระไนเขายังไง!
...
ชีวิตบนยอดเขากระบี่น่าเบื่อหน่าย
ผู้บำเพ็ญเพียรไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ อาจารย์ก็ไม่สอนหนังสือ
นอกจากนานๆ ทีจะมีโยวหมิงโผล่มาให้ตบเล่น วันๆ อาจารย์ก็เอาแต่กินเหล้า นอนหลับ นานๆ ทีก็ไปประชุม... ทำตัวแก่ยิ่งกว่าข้าราชการเกษียณ
มิน่าล่ะ ผู้เฒ่าคุมกฎวินัยกับสมาพันธ์เต๋าถึงทนดูไม่ได้!
หลิงโจวเยว่นั่งตะแคงอยู่บนกิ่งสนเล็กๆ
กิ่งสนที่เหยียดตรงไม่ได้โค้งงอลงแม้แต่นิดเดียว
ร่างเบาหวิวดุจเทพธิดา
สายตาของนางมองไกลออกไปอย่างสงบนิ่ง ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
พอกระดกเหล้าเข้าปาก ล้วงหาในอกเสื้อ ก็พบว่าไม่มีเหล้าเหลือแล้ว
นางถอนหายใจเบาๆ มองเมฆลอยล่อง ผ่านไปเนิ่นนานถึงเอ่ยว่า:
"เจ้ารู้ไหม? อาจารย์ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ"
พูดอะไรของนางเนี่ย!
เมาเหล้าปลอมเหรอ?
เซียวหรานตอบอย่างนอบน้อม:
"เก่งหรือไม่ไม่สำคัญหรอกขอรับ ท่านอาจารย์ก็คือท่านอาจารย์ของศิษย์ตลอดไป"
หลิงโจวเยว่หัวเราะร่า ไม่พูดอะไรอีก คำพูดนับพันหมื่นคำถูกกลืนลงไปพร้อมกับเหล้า
วันที่สองของการเข้าสำนัก ยังไม่ทันจะผ่านไปครึ่งวัน
เซียวหรานวางแผนการช่วงบ่าย
แม้การท้าประลองของศิษย์จะเริ่มในวันพรุ่งนี้ แต่มีเวลาให้ตั้งหนึ่งเดือน พรุ่งนี้เขาไม่จำเป็นต้องรีบไปก็ได้
ในฐานะศิษย์สืบทอด เขาก็ต้องวางมาดบ้าง หาเวลาว่างๆ ค่อยแวะไปเล่นด้วยสักหน่อยก็พอ
วันนี้... ต้องหาอะไรทำเพิ่มแต้มความกตัญญูสักหน่อย
มองดูอาจารย์บนต้นสนที่ขาดเหล้าปลอมไม่ได้ และกำลังกลุ้มใจที่เหล้าหมด เซียวหรานก็ปิ๊งไอเดีย
เซียวหรานเคยสืบมาแล้วว่า สำนักจงจื้อไม่ได้ผลิตเหล้า
งั้นเหล้าที่อาจารย์ดื่ม ก็น่าจะซื้อมาจากร้านเหล้าในเมืองหลวงของอาณาจักรฮั่วเฟิน (เพลิงเผา) แถวๆ นี้ มิน่าดื่มแล้วถึงปวดฉี่
นี่มันเสียภาพลักษณ์อาจารย์ในใจเขาชัดๆ
เขาต้องทำให้อาจารย์ได้ดื่มเหล้าเซียนของแท้ให้ได้!
ในแผนการของเซียวหราน การทำนา ทำอาหาร และหมักเหล้า คือสามปัจจัยหลักแห่งความกตัญญูสายกินดื่ม ที่จะใช้กอบโกยแต้มความกตัญญู
อาจารย์ยังไม่หิวข้าว งั้นเริ่มจากเหล้าก่อน
เพ่งจิตเปิดร้านค้าในระบบ
[ทักษะหมักเหล้าขั้นสูงสุด: สามารถหมักเหล้าได้ทุกประเภท สกัดพลังวิญญาณจากวัตถุดิบได้โดยไม่สูญเสีย พร้อมทั้งยกระดับรสชาติ กลิ่น และความเข้าใจในวิถีแห่งสุราจนถึงขีดสุด... ราคา 5 แต้มความกตัญญู ยืนยันการซื้อหรือไม่?]
"ซื้อ!"
[ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับ: ทักษะหมักเหล้าขั้นสูงสุด! (ใช้ไป 5 แต้มความกตัญญู คงเหลือ 30 แต้ม)]
สมองของเซียวหรานส่งเสียงวูบวาบ ยกระดับขึ้นในทันที
เพียงชั่วพริบตา ทะเลความรู้ของเขาพลันกระจ่างใสดุจดวงดาว
ไม่นาน ความรู้เรื่องการหมักเหล้านานาชนิด การกะเทาะเปลือกและบดเมล็ดพันธุ์วิญญาณ การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ยีสต์ การสร้างและขัดเครื่องมือหมัก เคล็ดวิชาหมักข้ามคืน... ก็หลั่งไหลเข้ามาเต็มสมอง
ความรู้แปลกๆ เพิ่มขึ้นอีกแล้ว!
พอมองคราบเหล้าที่เหลือติดก้นกาของอาจารย์
นั่นไม่ใช่เหล้า มันคือ... ช่างเถอะ ไม่เปรียบเทียบดีกว่า
เซียวหรานเตรียมจะบุกเบิกที่นาบนยอดเขากระบี่ ปลูกเองหมักเอง ใช้ข้าวสาลีวิญญาณหมักเบียร์ ใช้ข้าวเจ้าวิญญาณหมักเหล้าขาว หรือแม้แต่ใช้องุ่นหมักไวน์แดง
แต่ของพวกนี้ต้องใช้เวลา
วันนี้ไปขอเมล็ดพันธุ์ เร่งโต รดน้ำ ใส่ปุ๋ยเต็มสูบ ด้วยความเข้มข้นของพลังวิญญาณบนยอดเขากระบี่ที่ด้อยกว่ายอดเขาร้อยสมุนไพร อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาสิบวันถึงจะเก็บเกี่ยวได้
แต่ถ้าซื้อข้าววิญญาณ เชื้อเหล้า และยีสต์ชั้นดีมาเลย คืนนี้ก็น่าจะหมักเหล้ารสเลิศออกมาได้แล้ว
เขาตั้งตารอที่จะเห็นสีหน้าของอาจารย์ตอนได้ดื่มเหล้าชั้นดี จะต้องฟินจนแต้มความกตัญญูร่วงกราวแน่ๆ!
ก่อนหน้านั้น เขาจะเก็บเป็นความลับไว้ก่อน เพื่อเซอร์ไพรส์นาง
ทันใดนั้น—
จ๊อก...
ท้องเขาร้องประท้วง
เซียวหรานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เข้าสำนักมาวันที่สอง เพิ่งจะรู้สึกหิวและกระหายน้ำ
แสดงว่าพลังวิญญาณช่วยให้อิ่มท้องและแก้กระหายได้จริงๆ
"ท่านอาจารย์ เวลายังเหลือ ศิษย์จะลงเขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและข้าว เตรียมกลับมาทำนาหุงหาอาหารขอรับ"
หลิงโจวเยว่หันมามองเซียวหรานตาแป๋ว
"เกือบลืมไป เจ้ายังไม่ได้กลั่นลมปราณ ยังต้องกินดื่มขับถ่าย ไปเถอะ พอดีอาจารย์ก็จะออกไปข้างนอกเหมือนกัน"
เซียวหรานเดาว่า อาจารย์คงจะไปซื้อเหล้าแน่ๆ
"ขอรับ"
หลิงโจวเยว่ร่างวูบหายไปในพริบตา
เซียวหรานลงเขา
คราวนี้เขาไม่ต้องเสี่ยงชีวิตปีนเขาลงไปแล้ว
หยิบยันต์ว่าวกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง
หยดเลือดลงไป พริบตาเดียวยันต์ก็พองตัวเมื่อสัมผัสเลือด ขยายใหญ่ขึ้นตามสายลม กลายเป็นว่าวครึ่งจ้างสีเหลืองสดใส
เซียวหรานพบว่า น้ำหนักบรรทุกและระยะเวลาการใช้งานของว่าวถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่ขนาดสามารถปรับได้ตามใจชอบ
สะดวกมาก
เซียวหรานเหยียบว่าวทะยานขึ้น ลอยล่องเข้าสู่ทะเลเมฆ
หลังจากฝึกเคล็ดวิชาจิตสั่นพ้อง ฝีมือการบังคับว่าวของเขาก็พัฒนาขึ้นมาก ทรงตัวได้นิ่งสนิท
โต้ลมแรง แข่งความเร็วกับนกกระเรียน
ราวกับตาแก่หัวงูที่บินมานานหลายปี ต่อให้เจอสถานการณ์ตื่นเต้นแค่ไหน ก็ยังใจเย็น ควบคุมได้ดั่งใจ
จากนั้น ราวกับนักปราชญ์ผู้มองทะลุทางโลก เมื่อเผชิญกับแดนเซียนอันล่องลอย เซียวหรานก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ในยุคปลายธรรม สำหรับศิษย์ในสำนักที่คลุกคลีอยู่กับประตูเซียนมานาน อาจจะรู้สึกว่าชีพจรวิญญาณของสำนักจงจื้อเสื่อมถอย พลังวิญญาณเบาบาง
แต่สำหรับเซียวหรานที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกวันสิ้นโลกที่มีโยวหมิงเพ่นพ่านมาสามปี จู่ๆ ได้เข้ามาอยู่ในสำนักเซียน ก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
แผ่นดินนี้ช่างงดงามเย้ายวน ทำให้วีรบุรุษนับไม่ถ้วนยอมสยบ!
ท่านอาจารย์ช่างงดงามเย้ายวน ทำให้ข้าอยากจะถอน (ขนแกะ)...
เซียวหรานคิดฟุ้งซ่าน
โลกที่สวยงามขนาดนี้ และอาจารย์ที่สวยแต่รูปจูบไม่หอม (ฉลาดน้อย) คนนี้ เขาต้องปกป้องเอาไว้ให้ดี!
ด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ของผู้ข้ามภพ เซียวหรานบินต่ำๆ มากว่าสิบลี้ ไม่นานก็มาถึงตึกหินฝ่ายนอก และพบกับหลินอวิ๋นจื่อ
ถึงได้ตื่นจากภวังค์ กลับสู่โลกความเป็นจริง—
ข้าเพ้อเจ้ออะไรอยู่เนี่ย?
เพิ่งเข้าสำนักมาสองวัน แม้จะผ่านศึกโยวหมิงบุกรุก ไปไถนาให้ผู้เฒ่าคุมกฎโอสถ ได้รับเชิญจิบชาจากผู้เฒ่าคุมกฎการตีดาบ ปะทะคารมกับผู้เฒ่าคุมกฎวินัย และให้อาจารย์นวดไหล่จัดเสื้อผ้าให้...
แต่เมื่อต้องเผชิญกับสำนักจงจื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลนับร้อยลี้ เซียวหรานก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้า การหาซื้อเมล็ดพันธุ์และวัตถุดิบหมักเหล้ายังไม่สะดวกนัก
และหลินอวิ๋นจื่อที่คลุกคลีอยู่ในสำนักมานาน รอบรู้กว้างขวาง คือไกด์นำเที่ยวที่เหมาะสมที่สุด
หน้าตึกหิน หลินอวิ๋นจื่อในชุดคลุมสีเหลืองฝ่ายนอก ยืดตัวตรง หรี่ตามองแสงตะวัน ดูแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ราวกับไม้แก่ได้ฝน
"เพิ่งจากกันวันเดียว ท่านอาจารย์อามาหาข้าอีกแล้วหรือขอรับ!"