- หน้าแรก
- ข้าจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครเดิน
- บทที่ 44 - ออกจากบ้านเพื่อฝึกฝน
บทที่ 44 - ออกจากบ้านเพื่อฝึกฝน
บทที่ 44 - ออกจากบ้านเพื่อฝึกฝน
บทที่ 44 - ออกจากบ้านเพื่อฝึกฝน
★★★★★
มีฝีมือเหนือกว่าซูจินอวี่...
หลิ่วซีหลานรู้ดีว่า นี่เป็นการจงใจกลั่นแกล้งเซินหานชัดๆ
ฉายาอัจฉริยะไม่ใช่สิ่งที่จะได้มาง่ายๆ
ซูจินอวี่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะแห่งตระกูลซู ฝีมือย่อมเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันแบบไม่เห็นฝุ่น
อย่าว่าแต่ความแตกต่างของระดับพลังเลย ต่อให้ระดับพลังเท่ากัน ก็หาคนที่เป็นคู่มือของซูจินอวี่ได้ยากยิ่ง
การจะมีฝีมือเหนือกว่าซูจินอวี่ เป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้เลย
"คุณชายหาน ข้าคิดน้อยไปหน่อยเรื่องแนะนำท่านเข้าสำนัก
หรือว่า... มีเรื่องอื่นที่ข้าพอจะช่วยท่านได้อีกหรือไม่?"
หลิ่วซีหลานรู้สึกติดค้างน้ำใจเซินหานอยู่ตลอด จึงเอ่ยปากถาม
ในสถานการณ์เช่นนี้ เซินหานก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
"ไม่ทราบว่าในมือศิษย์พี่หลิ่ว พอจะมีเคล็ดวิชาขั้นสูงบ้างหรือไม่
'เคล็ดวิชากายาภูผานที' เป็นเพียงวิชาพื้นฐาน หากต้องการก้าวหน้าต่อไป วิชาพื้นฐานนี้แทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย เหมือนน้ำถ้วยเดียวที่ราดบนกองเพลิง"
ได้ยินดังนั้น หลิ่วซีหลานก็มีสีหน้าลำบากใจอีกครั้ง
"เคล็ดวิชาขั้นสูง ปกติแล้วผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ดขึ้นไปถึงจะต้องการ ศิษย์น้องเซินหานแน่ใจหรือว่าต้องการมัน?"
เซินหานพยักหน้า "'เคล็ดวิชากายาภูผานที' อย่างไรเสียก็เป็นวิชาสายกายา ประโยชน์ในการเพิ่มพลังจิตนั้นน้อยนิดเหลือเกิน"
เซินหานไม่ได้ยอมรับตรงๆ ว่าตนเองเลื่อนเป็นระดับเจ็ดแล้ว
ความเร็วในการพัฒนาที่น่าตกใจเช่นนี้ ไม่ควรเปิดเผยให้ใครรู้
"เคล็ดวิชาขั้นสูงที่ข้ามี ต้องอยู่ในสำนักถึงจะถ่ายทอดให้ได้...
เคล็ดวิชาขั้นสูงส่วนใหญ่ ล้วนเป็นวิชาลับเฉพาะของแต่ละตระกูลหรือสำนัก ห้ามเผยแพร่แก่คนนอก..."
พอได้ยินแบบนี้ เซินหานก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหลิ่วซีหลานถึงลำบากใจ
"อย่างนั้นหรือ..."
ติดค้างบุญคุณเขาอยู่แท้ๆ แต่คำขอสองข้อติดต่อกันของเซินหาน นางกลับช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
หลิ่วซีหลานเริ่มรู้สึกผิด นี่เรียกว่าตอบแทนบุญคุณภาษาอะไรกัน
"ศิษย์น้องเซินหาน แม้ตอนนี้ข้าจะเอาออกมาให้ไม่ได้ แต่ข้าพอจะมีเบาะแสอยู่บ้าง
ทางทิศตะวันตกของเมืองอวิ๋นอัน ข้ามชายแดนเข้าสู่อาณาจักรเฉียนหยาง
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวงเฉียนหยาง มีเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง แถวนั้นมีป่าช้าฝังศพไร้ญาติ มีป้ายหลุมศพแผ่นหนึ่งสลักเคล็ดวิชาลึกลับขั้นสูงเอาไว้
นี่เป็นบันทึกของผู้อาวุโสท่านหนึ่งในยอดเขาเสี่ยวเหยาที่ชอบท่องเที่ยวพเนจร ข่าวน่าจะเชื่อถือได้"
เห็นเซินหานดูมีท่าทีสนใจ หลิ่วซีหลานก็หยุดคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริม
"ตามคำบอกเล่าของผู้อาวุโสท่านนั้น เคล็ดวิชาชุดนี้เข้าใจยากยิ่งกว่า 'เคล็ดวิชากายาภูผานที' เสียอีก
ผู้อาวุโสท่านนั้นศึกษาอยู่สองปี กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ด้วยความโมโหจึงเผาฉบับคัดลอกทิ้งไป
มิเช่นนั้น ข้าคงเอาฉบับคัดลอกมาให้ศิษย์น้องเซินหานได้
แม้ฟังดูยาก แต่ศิษย์น้องเซินหานมีปัญญาญาณเป็นเลิศ ไม่แน่อาจจะอ่านแล้วเข้าใจได้ทันที"
สำหรับเซินหาน วิชายิ่งยาก ยิ่งซับซ้อน ยิ่งไม่เป็นปัญหา
ขอแค่เคล็ดวิชานั้นมีประโยชน์เพียงพอ และลึกล้ำเพียงพอ ก็ใช้ได้แล้ว
แน่นอนว่าเซินหานสนใจเคล็ดวิชานี้ แต่ปัญหาก็คือ อย่าว่าแต่ออกนอกประเทศเลย แค่ออกไปจากเมืองอวิ๋นอัน เขายังทำไม่ได้
คิดถึงตรงนี้ เซินหานก็เล่าความลำบากของตนให้หลิ่วซีหลานฟัง
"หากไม่ใช่เพราะมีเหตุผลบางประการ ข้าอาจจะช่วยท่านไปเอาเคล็ดวิชานั้นมาให้ได้
แต่ตอนนี้ ข้าทำได้เพียงหาทางช่วยท่านออกจากเมืองอวิ๋นอัน"
หลิ่วซีหลานเสนอตัว แต่เซินหานกลับลังเลไม่กล้ารับปาก
"ถ้าข้าหนีไป ตระกูลเซินคงต้องโทษศิษย์พี่หลิ่ว...
ถึงตอนนั้น ยอดเขาเสี่ยวเหยาก็คงต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันกับราชสำนักอยู่ดี"
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น หากเซินหานออกจากเมืองอวิ๋นอัน เรื่องนี้สำหรับตระกูลเซินถือเป็นเรื่องใหญ่
ถ้าเซินหานไม่กลับมาล่ะ?
การใช้เหตุผลว่าเซินหานหายตัวไปเพื่อถอนหมั้น ไม่ใช่ความคิดที่ดี
ราชวงศ์จะตั้งคำถามทันทีว่า ตระกูลเซินจงใจซ่อนตัวเซินหานไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานหรือไม่
นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตระกูลเซินและตระกูลซูต้องการ
"นี่เป็นการกระทำของข้าเพียงคนเดียว หากมีการสืบสาวราวเรื่อง ข้าจะไม่ดึงยอดเขาเสี่ยวเหยาเข้ามาเกี่ยวข้อง
ศิษย์น้องเซินหานช่วยข้าไว้มาก บุญคุณครั้งนี้ อย่างไรข้าก็ต้องทดแทน"
เห็นเซินหานทำท่าจะพูดอะไรอีก หลิ่วซีหลานก็ยกมือห้าม บอกว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก ตกลงตามนี้
เมื่อตัดสินใจแล้ว หลิ่วซีหลานก็รีบกลับไปที่ยอดเขาเสี่ยวเหยาเพื่อนำของบางอย่างมา
สองวันต่อมา
หลิ่วซีหลานยื่นแผนที่แผ่นหนึ่งให้เซินหาน แผนที่วาดไว้อย่างหยาบๆ หลายแห่งไม่มีแม้แต่จุดสังเกต
แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี
นางยังนำกระบี่ของหลินหย่วนโหลวมาคืนให้เซินหานด้วย
ออกเดินทางฝึกฝน อาวุธดีๆ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
"ออกจากเมืองอวิ๋นอันแล้ว ให้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ข้ามเทือกเขาลูกหนึ่ง
อีกฝั่งของเทือกเขา ก็คืออาณาจักรเฉียนหยาง"
เซินหานพยักหน้า รับแผนที่เก็บไว้
เฉียนหยางเป็นประเทศเล็กๆ ทั้งประเทศมีเมืองอยู่แค่สองเมือง แถมยังเป็นดินแดนที่แห้งแล้งกันดาร
จัดว่าเป็นประเทศที่ยากจน
และเพราะความยากจนนี้เอง จึงไม่มีใครสนใจจะรุกราน อาณาจักรเฉียนหยางจึงสงบสุขมานับร้อยปี
"คืนนี้ ข้าจะช่วยถ่วงเวลาคนที่เฝ้าจับตาดูท่านไว้ให้
พอเห็นสัญญาณจากข้า ศิษย์น้องเซินหานก็รีบหนีไปทันที"
เซินหานพยักหน้า ประสานมือคารวะขอบคุณหลิ่วซีหลานอีกครั้ง
ยามอิน (03.00-05.00 น.) เมื่อได้รับสัญญาณจากหลิ่วซีหลาน เซินหานก็ออกเดินทาง
ก่อนไป เขาเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ฮูหยินอวิ๋นและเสี่ยวไฉ่หลิงในห้อง
เนื้อความในจดหมายเรียบง่าย บอกเพียงว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาแค่ออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์เท่านั้น
เมืองอวิ๋นอันยามดึกเงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องลงมาบ้างประปราย
หลังจากเลื่อนขั้นเป็นระดับเจ็ด ประสาทสัมผัสเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
แม้แสงจันทร์จะริบหรี่ แต่เซินหานกลับรู้สึกว่ามองเห็นได้ชัดเจนทีเดียว
เท้าเหยียบย่างลมปราณ โคจรพลัง ใช้วิชา "ย่างก้าววายุเหยียบหิมะ"
เร่งความเร็วถึงขีดสุด มุ่งหน้าออกนอกเมือง
ตามปกติ แค่เขาเข้าใกล้กำแพงเมืองอวิ๋นอันนิดเดียว ชายสวมหน้ากากก็จะปรากฏตัวขึ้นขวางทาง แล้วไล่ให้เขากลับไป
แต่วันนี้เขามาถึงกำแพงเมืองแล้ว ชายคนนั้นกลับไม่โผล่มา
คงเป็นหลิ่วซีหลานที่ช่วยสกัดไว้ให้
ชั่วพริบตา เซินหานก็พ้นเขตเมืองอวิ๋นอัน
สิบกว่าปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ร่างนี้ได้ออกจากเมืองอวิ๋นอัน
ยืนอยู่บนผืนดินนอกเมือง เซินหานรู้สึกว่าดินข้างนอกนุ่มกว่า ไม่แข็งกระด้างบาดเท้าเหมือนในเมือง
นอกจากนี้ ในสายลมยังเจือกลิ่นหอมจางๆ
โลกภายนอก เป็นเช่นนี้เองสินะ...
หันกลับไปมองกำแพงเมืองอวิ๋นอันอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับและมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกอย่างมุ่งมั่น
เมืองอวิ๋นอันยังอยู่ห่างจากชายแดนพอสมควร เซินหานไม่ยอมเสียเวลา เดินทางตลอดทั้งคืน
ความได้เปรียบของผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ด แสดงออกมาอย่างชัดเจนในเวลานี้
พอฟ้าสาง เขาก็มาถึงเทือกเขาชายแดน
ข้ามเขาลูกนี้ไป ก็จะเป็นอาณาจักรเฉียนหยาง
หาทำเลดีๆ พักผ่อน หยิบเสบียงกรังออกมาทาน
เมื่อร่างกายฟื้นตัวดีแล้ว เซินหานถึงเริ่มปีนเขา
ภูเขาสูงชัน แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
สิ่งที่เซินหานกังวล คือสถานการณ์ในอาณาจักรเฉียนหยางต่างหาก
ยังไงเสียก็เป็นต่างบ้านต่างเมือง มีตัวแปรที่ไม่รู้อีกมากมาย
เดินเท้าต่อเนื่องสามชั่วยาม (6 ชั่วโมง) ในที่สุดเขาก็ข้ามยอดเขามาได้
มองลงไปเบื้องล่าง เห็นทิวเขาสลับซับซ้อน
อาณาจักรเฉียนหยางมีภูเขาเยอะมาก แต่ไม่มีลูกไหนสูงเท่าเทือกเขาชายแดนนี้เลย
[จบแล้ว]