เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 กลับฉางอัน

บทที่ 34 กลับฉางอัน

บทที่ 34 กลับฉางอัน


### บทที่ 34 กลับฉางอัน

มันเทศสี่ต้นหนึ่งแปลง จะให้ผลผลิตมันเทศเท่าไหร่กันนะ หลี่เฉิงในใจก็ไม่แน่ใจ อย่างไรเสียก็เยอะมาก

“ระวังหน่อย!” หนิวเอ้อกุ้ยเดินไปข้างหน้า ก้มตัวกวัดแกว่งจอบ ถูกหลี่เฉิงเตะไปหนึ่งที

“นี่เจ้ากำลังขุดมันเทศ หรือกำลังรื้อกำแพงกันแน่ ช่างเถอะ ข้ามาเองดีกว่า” ถ้าอยู่ในสมัยใหม่ หลี่เฉิงไม่สนใจว่าท่านจะขุดอย่างไร ในราชวงศ์ถัง ทุกหัวมันเทศล้วนมีค่า หลี่เฉิงหยิบพลั่วเล็กออกมา ค่อยๆ ขุดจากข้างๆ ก่อน ค่อยๆ เผยให้เห็นรากข้างล่าง ดีมาก ก้อนใหญ่มาก หลี่เฉิงวางใจแล้ว

ขุดมันเทศทั้งหมดออกมาในรวดเดียว หลี่เฉิงตบมือ หันกลับไปมองข้างหลัง ห้าคนตกตะลึง ปากอ้าค้าง

มือของชุยเฉิงสั่นเทา ชี้ไปที่มันเทศที่กองเหมือนกับภูเขาลูกเล็ก ในที่สุดก็พูดออกมาประโยคหนึ่งอย่างสั่นเทา “นี่ นี่ นี่”

ตู้ไห่นั่งลงบนพื้นโดยตรง นี่คือตกใจจนล้มลงไป จากนั้นก็ล้มลงบนกองมันเทศร้องไห้โฮ ร้องไห้อะไรน่ะหรือ นี่คือคนที่เคยอดอยาก ไม่มีคนที่เคยดิ้นรนอยู่บนเส้นความเป็นความตายเพราะความหิวโหยเป็นเวลานาน จะไม่ร้องไห้กับอาหาร

คนอายุหลายสิบปีแล้ว ร้องไห้จนน้ำมูกไหลออกมา ก็ไม่สนใจจะเช็ด ในมือถือมันเทศหัวหนึ่งดูอย่างละเอียด คนอื่นๆ อีกหลายคนก็หยิบมันเทศหัวหนึ่งขึ้นมาดูในมือ นอกจากชุยเฉิงแล้ว คนอื่นๆ ก็ร้องไห้

“นี่ กินได้จริงๆ หรือ” ชุยเฉิงจงใจถามหนึ่งประโยค หลี่เฉิงยิ้มเหอะๆ “ล้างน้ำให้สะอาด ต้มกิน กินดิบก็ได้ แต่ทุกท่าน โปรดวางมันเทศในมือของท่านลง นี่คือเมล็ดพันธุ์”

“เอามาลองชิมรสชาติหน่อยเถอะ” ชุยเฉิงประสานมือคารวะ หลี่เฉิงยกมือแตะหน้าผาก “ก็รู้ว่าพวกท่านจะพูดแบบนี้ ชั่งก่อนว่ากี่ชั่ง เดี๋ยวข้าเอามาให้พวกท่านกินก็พอแล้ว”

กลุ่มคนช่วยกันชั่งมันเทศ ใส่กระสอบสี่กระสอบ ชั่งเสร็จคำนวณแล้ว สองร้อยห้าชั่ง

“หนึ่งหมู่จะให้ผลผลิตกี่ชั่ง” ลูกตาของชุยเฉิงแดงก่ำ สั่นเทาถาม เขาถ้าเป็นผู้ว่าการอำเภอ เอาเจ้านี่ไปปลูก ถวายให้ฮ่องเต้ก็คือสิริมงคลบวกกับผลงานการปกครองที่มากมาย

“สามสี่พันชั่งกระมัง ขูดเป็นเส้นหั่นเป็นแผ่น ตากแห้งไม่เกินจริงขนาดนั้น เอาล่ะ อย่ามุงดูกันเลย ข้าจะเอามันเทศไปต้มกินสักหน่อย” หลี่เฉิงพูดพลางเลือกหัวเล็กๆ มาเจ็ดหัว ให้ภรรยาของตู้ไห่เอาไปล้างให้สะอาด ใส่ลงหม้อต้มโดยตรงก็พอแล้ว

เสร็จแล้วหลี่เฉิงพูดกับทุกคนเสียงต่ำ “เรื่องนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ของสิ่งนี้เก็บรักษาให้ดี สามารถเก็บไว้ได้นานมาก ครั้งนี้รีบร้อนเกินไป ที่จริงแล้วต้องเพาะต้นกล้าก่อน แล้วค่อยย้ายปลูก กลับถึงกวานจง เราค่อยมาทำกันอีกครั้ง”

ทุกคนต่างก็รับคำออกจากสวนหลังบ้านไป หลี่เฉิงเรียกชุยเฉิงไว้ กระซิบว่า “ข้ายังมีเมล็ดพันธุ์อื่นๆ อีก ต่อไปกลับถึงกวานจง พี่ใหญ่ก็จะเห็นเอง เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเก็บรักษาง่าย ข้าไม่ได้รีบปลูก มันเทศดิบเก็บรักษาได้ไม่นาน ข้าถึงได้ปลูก”

กำลังพูดอยู่ ก็มีเสียงกีบม้าที่เร่งรีบดังขึ้นมาจากถนน มีคนตะโกนเสียงดัง “ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งซีไห่หลี่จิ้งกลับมาอย่างมีชัย ฝูยิ่นถูกประหาร ทู่กู่ฮั่นยอมสวามิภักดิ์”

สองคนมองหน้ากันยิ้ม วันกลับบ้านใกล้เข้ามาแล้ว

…………………

ขบวนทหารขบวนหนึ่งเหมือนกับมังกรยาว เดินทัพอยู่บนถนนที่มุ่งหน้าไปยังฉางอัน ในรถม้าคันหนึ่ง ชายชรากับชายหนุ่มกำลังเล่นหมากรุกกันอยู่

“คืนหมากอีกแล้วหรือ” ฟังน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยของหลี่เฉิง ก็รู้ว่าเรื่องคืนหมากเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น

หลี่จิ้งไม่มีท่าทีอายเลยแม้แต่น้อย หยิบหมากเม็ดหนึ่งขึ้นมาวางใหม่ มองอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบขึ้นมาครุ่นคิดในมืออีก

“เว่ยกง ท่านกำลังศึกษาตำราหมาก หรือกำลังทบทวนหมากกันแน่” หลี่เฉิงอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม สองคนเล่นหมากกระดานหนึ่งสามารถเล่นได้ทั้งวัน ก็เพราะเจ้าเฒ่าผู้นี้ คืนหมากอยู่เรื่อยๆ

หลี่จิ้งเงยหน้ามองหลี่เฉิง “แก่แล้ว ตาไม่ดี ไม่ดูให้ละเอียดจะวางหมากได้อย่างไร”

หลี่เฉิงยิ้มกล่าวว่า “ไม่ก็ เรานับเป็นเสมอกันเถอะ” หลี่จิ้งจ้องมองมังกรใหญ่บนกระดานหมากดำ ทำอย่างไรก็ทำสองตาไม่ได้ เสียดายเบ้ปาก “ให้ท่านหนีไปได้กระดานหนึ่งก็แล้วกัน”

เอาเถอะ เรื่องที่คล้ายกันเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว หลี่เฉิงก็ยังคงหนีไม่พ้นจากกรงเล็บของหลี่จิ้ง

หลี่จิ้งที่กลับมา เรื่องแรกก็คือจับหลี่เฉิงไปที่จวนผู้ตรวจการ แล้วก็ด่าหนึ่งชุด ประโยคสุดท้าย “ตามข้ากลับฉางอัน ไม่ขาดของดีๆ ของเจ้าหรอก” หลี่เฉิงจำใจตกลง ที่เมืองซ่านโจวพักผ่อนหนึ่งวัน หลี่จิ้งก็ออกเดินทางกลับฉางอัน หลี่เฉิงถูกบังคับให้ตามกลับฉางอันไปด้วยกัน ผู้ร่วมเดินทางยังมีชุยเฉิงและทหารผ่านศึกกวานจงสิบแปดคนของกองสอดแนมเมืองซ่านโจว

ข้างหน้าขบวนทัพพลันมีเสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้น หลี่เฉิงยืนอยู่บนรถมองไปข้างหน้า กำแพงเมืองที่สง่างามแห่งหนึ่งอยู่สุดขอบฟ้า ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดที่จะคุกเข่าคำนับ “นี่คือเมืองฉางอันหรือ ข้ามาแล้ว!” หลี่เฉิงพูดในใจอย่างเงียบๆ

หลี่จิ้งอยู่ข้างหลังเตะไปหนึ่งที หลี่เฉิงถูกเตะตกจากรถม้า “ไปขี่ม้าของเจ้าเถอะ เดี๋ยวให้คนพาเจ้าไปที่บ้านข้าพักก่อน”

แม้ว่าจะไม่ได้พูดชัดเจน แต่ความหมายที่จะรับเป็นศิษย์ของหลี่จิ้งก็ชัดเจนมากแล้ว หลี่เฉิงยืนอยู่ข้างรถ ประสานมือไปทางหลี่จิ้ง “ขอบคุณเว่ยกงที่ให้ความสำคัญ เฉิงมีที่ไปตั้งรกรากเอง”

หลี่จิ้งมองหลี่เฉิงตรงหน้าอย่างเงียบๆ นานมากถึงได้กล่าวว่า “เช่นนี้ก็ดี เจ้าไปจัดการเองเถอะ อีกสองสามวันไปที่กรมกลาโหมรับรางวัล”

หลี่เฉิงจูงม้ายืนนิ่งอยู่ข้างทาง มองส่งรถม้าของหลี่จิ้งไปข้างหน้า ทหารผ่านศึกที่กลับบ้านเกิดที่อยู่ท้ายสุดตามขึ้นมา หลี่เฉิงเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ในที่สุดก็รู้สึกถึงความโล่งอก

ฮ่องเต้ทุกราชวงศ์ตอนที่สร้างเมืองหลวง ก็จะคำนึงถึงปัญหาเรื่องฮวงจุ้ย และจะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บางอย่างของ 《โจวหลี่》 แต่เมืองฉางอันกลับไม่เป็นเช่นนั้น มีที่ที่แหวกแนวอยู่มาก สุยเหวินตี้ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจปัญหาเรื่องฮวงจุ้ย จำนวนถนนก็ไม่ได้สนใจอะไรที่เรียกว่า “เก้าขวางเก้าตั้ง” ราชวงศ์ถังที่ตามมา ก็เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่ได้คำนึงถึงกฎเกณฑ์ “หน้าหันไปทางหลังตลาด” ใน 《โจวหลี่ เข่ากงจี้》 มากเกินไป ทุกอย่างเริ่มต้นจากความเป็นจริง (หมายเหตุ 《อารยธรรมเชิงสถาบันกับสังคมจีน》 ผู้ที่ชื่นชอบตรวจสอบข้อมูลเอง)

เวลาเป็นช่วงบ่ายแล้ว ตามกองทัพใหญ่เข้าเมือง ตลอดทางชุยเฉิงที่ไร้ชีวิตชีวาก็เหมือนกับฟื้นคืนชีพขึ้นมา

ของที่หลี่เฉิงและคนอื่นๆ นำมามีมาก รถสิบแปดคัน บรรทุกหีบเต็มคัน ข้างบนคลุมด้วยเสื่อและผ้า นับรวมทหารคนสนิทสองคนของชุยเฉิง ทั้งหมดก็คือยี่สิบสามคน คนหนึ่งม้าหนึ่งตัว เดินอยู่บนถนนอยากจะไม่เป็นที่สนใจก็ยาก

“น้องรอง ตามข้ามาเถอะ” ชุยเฉิงควบม้าไปข้างหน้า กระซิบพูด หลี่เฉิงมองเขา “พี่ใหญ่ จะไปที่ไหนหรือ”

ชุยเฉิงยิ้มอย่างมั่นใจ “ตามมาก็พอแล้ว จะไม่ทำให้ทุกคนต้องนอนข้างถนนหรอก”

ชุยเฉิงนำทางอยู่ข้างหน้า ทุกคนควบม้าขับรถตามไป ผ่านหลี่ผ่านฟาง เมื่อเทียบกับเมืองซ่านโจวแล้ว คนในเมืองฉางอันเยอะเกินไปแล้ว ตลอดทางขบวนรถเดินทางลำบาก ไม่นานก็ต้องหลีกทางให้คนอื่น คนกลุ่มนี้ย่อมต้องถูกอันธพาลหลายคนจ้องมองเป็นธรรมดา แต่พอมองดูคนกลุ่มนี้ทุกคนเอวพกดาบ จิตสังหารเต็มเปี่ยม ย่อมต้องทำให้ภูตผีปีศาจหลีกทาง

“ก็ที่นี่แหละ!” ชุยเฉิงรั้งม้าหยุดลง ประตูใหญ่บานหนึ่งปิดสนิท สีน้ำมันข้างบนลอกออก ดูโทรมไปหน่อย หลี่เฉิงตลอดทางสังเกตอย่างละเอียด รู้ว่าที่นี่คือฟางไหวเจิน (ต่อมาเพื่อหลีกเลี่ยงการพ้องกับชื่อมารดาของอู่เจ๋อเทียน หยางเจิน เปลี่ยนเป็นฟางไหวเสียน)

“นี่คือสมบัติของพี่ใหญ่หรือ” หลี่เฉิงมองดูบ้านหลังใหญ่นี้ อดไม่ได้ที่จะเศร้าใจ ที่นี่คือฉางอันนะ ท่านที่นี่มีบ้านที่มีพื้นที่ก่อสร้างอย่างน้อยสองพันตารางเมตร ท่านยังกล้าเรียกตัวเองว่าปลาเค็มอีกหรือ ต้องรู้ว่า ที่นี่คือเมืองหลวงนะ ปีเดือนนี้ราคาบ้านในฉางอัน แพงจะตายแล้ว

“นี่คือสินเดิมของแม่ และเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ ตอนนั้นไม่ได้ขายไป ก็คืออยากจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก” ชุยเฉิงพูดถึงตรงนี้ อดไม่ได้ที่จะมีน้ำเสียงหนักอึ้ง มุมตาคลอหน่วย เดินไปข้างหน้ายกมือเคาะประตูเสียงดัง

“มาแล้ว มาแล้ว รีบอะไรกัน” เสียงชราเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากในประตู ประตูข้างเปิดออก ชายชราผมขาวคนหนึ่งออกมา เห็นชุยเฉิงก็ตะลึงไปพักใหญ่ ถึงได้พูดอย่างสั่นเทา “คือคุณชายเจ็ดหรือ”

ชุยเฉิงน้ำตาสองสายไหลอาบแก้ม พยักหน้าอย่างแรง “ลู่โป๋ คือข้า คุณชายเจ็ดกลับมาแล้ว”

ว้า! ชายชราร้องไห้โฮ จับแขนเสื้อของชุยเฉิงแน่น ร้องไห้จนหายใจไม่ทัน นานมาก ถึงได้สงบลง ชุยเฉิงแนะนำหนึ่งพัก ชายชรา ชุยลู่ คือคนรับใช้ที่มาพร้อมกับสินเดิมของแม่ของชุยเฉิง ต่อมาชุยเฉิงโกรธจนออกจากบ้าน ทิ้งชุยลู่ไว้ดูแลบ้านที่แม่ทิ้งไว้

“ข้าน้อย ขอคารวะน้องรอง” คำเรียกนี้ค่อนข้างจะสับสนหน่อย ข้างหนึ่งเรียกชุยเฉิงคุณชายเจ็ด ข้างหนึ่งเรียกหลี่เฉิงน้องรอง ตกลงใครใหญ่กันแน่ หลี่เฉิงรับคำหนึ่งที ชุยเฉิงเปิดปากสรุป “ลู่โป๋ ตั้งแต่วันที่ข้าออกจากตระกูลชุย โลกนี้ก็ไม่มีชุยชีหลางอีกต่อไป”

ประตูใหญ่เปิดออก รถและม้าเข้าไป บ้านหลังนี้ใหญ่พอ ลานหน้าวางรถและม้าสบายๆ ในบ้านมีคนออกมาอีกหลายคน คือภรรยาของชุยฝู และยังมีลูกชายสองคน ข้างกายล้วนตามด้วยภรรยา ข้างหลังยังมีเด็กเล็กอีกสี่คน นี่คือครอบครัวของชุยฝู คอยดูแลสมบัติให้ชุยเฉิงมาโดยตลอด

“คุณชายเจ็ด ทำไมไม่เห็นอาฝู” ชุยลู่มองดูฝูงชน อดไม่ได้ที่จะผิดหวังถามหนึ่งประโยค ชุยเฉิงหน้าตาเศร้าหมอง หยิบไหดินเผาออกมาจากรถม้า ยื่นให้ชุยลู่กล่าวว่า “ฝูโป๋ตามข้าเดินทางไกล ระหว่างทางป่วยตายแล้ว”

กอดไหดินเผา ชายชราก็ร้องไห้อีกพักหนึ่ง ชุยเฉิงปลอบใจหนึ่งพัก ชี้ไปที่ผู้ติดตามสองคนกล่าวว่า “ชุยหย่วน ชุยเจิ้ง ลูกชายของฝูโป๋” หลี่เฉิงมองอยู่ข้างๆ ถึงได้รู้ว่า ที่แท้ข้างกายชุยเฉิงมีคนรับใช้คนหนึ่ง พาลูกชายสองคน ตามเขาออกไปเดินทางไกลด้วยกัน สมกับที่เป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง ต่อให้ไม่ใช่ลูกภรรยาเอก ก็ยังมีผู้ติดตาม

บ้านใหญ่พอ ที่อยู่ย่อมต้องพอแน่นอน บ้านพักว่างอยู่ และมีคนทำความสะอาดมานานแล้ว บ้านอื่นๆ ก็ไม่ไหวแล้ว ครึ่งหนึ่งไม่ได้ดูแลเท่าไหร่ สกปรกจนอยู่ไม่ได้

ชุยเฉิงกับหลี่เฉิงพูดคุยกันหนึ่งพัก ทุกคนก็เริ่มทำความสะอาดครั้งใหญ่ ทำความสะอาด หลี่เฉิงก็ไม่มีท่าทีอะไร นำลงมือด้วยตนเอง ตู้ไห่ช่างไม้ประจำคนนี้ เปิดกระเป๋าเดินทางทันที ประกอบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่นำกลับมา ทหารผ่านศึกทุกคน ทุกคนพกพลั่วเล็กๆ ไม่นาน ทั้งลานก็ยุ่งขึ้นมา ทำความสะอาด ขนขยะ หาบน้ำรดน้ำ

คนเยอะทำงานสะดวก ก่อนหลังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามครึ่ง รถใหญ่ขนขยะออกไปหลายคัน บ้านทั้งในและนอกก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง

ในห้องโถงใหญ่ไม่ใช่โต๊ะเตี้ยแล้ว แต่เป็นโต๊ะและเก้าอี้ ชุยเฉิงกับหลี่เฉิงนั่งลงพูดคุย “น้องรอง วันนี้พักผ่อน พรุ่งนี้พาเจ้าเที่ยวฉางอัน มีเรื่องหนึ่งต้องรีบทำแล้ว”

หลี่เฉิงถาม “เรื่องอะไรหรือ” ชุยเฉิงกล่าวว่า “เตา เครื่องปรุง แป้งผสมด่าง...”

หลี่เฉิง...เจ้าคนกินเก่ง จำได้แต่เรื่องกิน

(แปลผิดก็ขออภัยด้วย แค่ประวัติศาสตร์ไทยผู้แปลก็แย่แล้ว ยังต้องไปหาข้อมูลประวัติราชวงศ์ถังอีก)

..

..

จบบทที่ บทที่ 34 กลับฉางอัน

คัดลอกลิงก์แล้ว