- หน้าแรก
- ระบบเพิ่มพูนหมื่นล้านเท่า ข้าไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 611: ความแข็งแกร่งของเผ่ามาร
บทที่ 611: ความแข็งแกร่งของเผ่ามาร
บทที่ 611: ความแข็งแกร่งของเผ่ามาร
หลังจากมหาปุโรหิตจากไป จูเหอก็เริ่มวางแผนการของตน
แม้ช่วงนี้จะถูกกักบริเวณ แต่เขาก็พอจะรับรู้ข่าวสารภายนอกอยู่บ้าง
นั่นคือเผ่ามนุษย์ได้สร้างเมืองต้านมารและกองทัพพันธมิตรต้านมารขึ้นในสมรภูมิสังหาร
จากคำพูดของมหาปุโรหิตในครั้งนั้น เขาจึงอนุมานได้ว่ากองทัพเผ่ามารในยามนี้ น่าจะถูกสกัดกั้นอยู่นอกเมืองต้านมาร
หากมิใช่เช่นนั้น มหาปุโรหิตผู้นี้คงไม่มีทางมาหาเขาเพื่อขอความร่วมมือเป็นแน่
“สรุปว่า ข้าต้องกลายเป็นคนทรยศต่อเผ่ามนุษย์งั้นรึ” จูเหอหัวเราะในลำคอ แต่เมื่อนึกถึงจุดจบของตน แววตาก็พลันฉายประกายเด็ดเดี่ยวขึ้นมา
หลายวันต่อมา ในที่สุดลู่ฮ่าวเทียนก็ปลดปล่อยคนของนิกายเทียนซานออกมาทั้งหมด
ส่วนจูเหอและเหล่าระดับสูงของนิกายเทียนซาน ก็เดินทางไปยังเมืองต้านมารด้วยเช่นกัน
พวกเขาถูกจัดตั้งเป็นกองทัพจำนวนหนึ่งหมื่นนาย มีภารกิจบุกโจมตีค่ายของเผ่ามาร เพื่อหยั่งเชิงกำลังรบของเผ่ามารในรูปแบบกองกำลังอิสระ
จูเหอเข้าพบลู่ฮ่าวเทียน
“เจ้าสำนักจู ยังจำข้อตกลงระหว่างเราได้กระมัง”
“จำได้” จูเหอตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ดีมาก เช่นนั้นก็ให้นิกายเทียนซานของพวกเจ้าลองประมือกับเผ่ามารดูสักตั้ง”
จูเหอมิได้ปฏิเสธ เพราะเขาตระหนักดีว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เขากลับมาควบคุมสำนักของตนได้อีกครั้ง
ทว่าในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เหล่าศิษย์ในสำนักบางส่วนก็เกิดความเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยต่อต้านการเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรต้านมาร ก็กลับกลายเป็นปรารถนาที่จะสู้เพื่อเผ่ามนุษย์ด้วยใจจริง
จูเหอในยามนี้ ก็ไม่รู้เช่นกันว่าคนรอบกายยังเหลือผู้ที่ไว้ใจได้อีกกี่คน
‘ช่างเรื่องพวกนี้ก่อน ไปทำภารกิจให้เสร็จสิ้นก่อนเถอะ’
จูเหอสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วนำศิษย์นิกายเทียนซานออกไปหยั่งเชิงที่ค่ายเผ่ามาร
ฝ่ายค่ายเผ่ามารเมื่อเห็นกองทัพมนุษย์นับหมื่นเคลื่อนพลเข้ามา ก็ส่งกองทัพเผ่ามารนับหมื่นออกมารับมือเช่นกัน
การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายปะทุขึ้นทันที
หลังผ่านการเข่นฆ่าอย่างดุเดือด เผ่ามารเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ส่วนนิกายเทียนซานนั้นเสียหายย่อยยับ
สาเหตุสำคัญที่สุดคือช่องว่างด้านพลังฝีมือที่ห่างชั้นกันเกินไป
ในท้ายที่สุด จูเหอก็พ่ายกลับมาอย่างยับเยิน สูญเสียศิษย์ไปกว่าห้าพันคน ทว่าสังหารเผ่ามารไปได้เพียงเกือบพันตนเท่านั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับจูเหอที่พ่ายศึกกลับมา ลู่ฮ่าวเทียนก็มิได้แสดงท่าทีโกรธเคืองอันใด เพราะเขาเองก็ได้เฝ้าดูการต่อสู้นั้นอยู่ตลอด
การปะทะกันระหว่างนิกายเทียนซานกับเผ่ามารไม่มีการออมมือแม้แต่น้อย ล้วนเป็นการต่อสู้ที่เอาชีวิตเข้าแลกและเข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว พลังฝีมือของนิกายเทียนซานยังห่างชั้นกับอีกฝ่ายนัก
และผ่านศึกครั้งนี้ ลู่ฮ่าวเทียนก็ตระหนักชัดแจ้งว่า การจะรับมือกับเผ่ามารนั้น จำเป็นต้องพึ่งพาค่ายกล ไม่อาจอาศัยเพียงกองกำลังอิสระได้โดยเด็ดขาด
“เฮ้อ น่าเสียดายจริง”
เช่นนี้แล้ว กองกำลังสำรองและฝ่ายส่งกำลังบำรุงที่เหลืออีกกว่าล้านคน ก็คงไม่อาจส่งออกไปใช้ประโยชน์ในแนวหน้าได้
พวกเขาทำได้เพียงช่วยป้องกันเมือง หรือร่วมรบในศึกที่ได้เปรียบเท่านั้น
“เจ้าสำนักจู ต่อจากนี้ท่านและเหล่าศิษย์ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถิด” ลู่ฮ่าวเทียนกล่าวปลอบโยน
“ขอบคุณเจ้าสำนักลู่”
จูเหอจำต้องแสดงละครตบตา แสร้งทำเป็นซาบซึ้งในความเมตตาของลู่ฮ่าวเทียน
“อืม ไปได้แล้ว”
ลู่ฮ่าวเทียนโบกมือเป็นเชิงอนุญาตให้เขาจากไป
แน่นอนว่าลู่ฮ่าวเทียนย่อมส่งคนจับตาดูจูเหอ เพราะอย่างไรเสียก็เคยเป็นสำนักที่เป็นศัตรูกันมาก่อน
หากพวกเขายอมร่วมมือแต่โดยดี ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่หากกล้าขัดขืน นั่นก็เท่ากับรนหาที่ตาย
นิกายเทียนซานในยามนี้เปรียบเสมือนเม็ดทรายที่กระจัดกระจาย ทั้งยังมีระดับสูงและศิษย์จำนวนไม่น้อยที่ถูกนิกายเซิ่งซานเกลี้ยกล่อมให้แปรพักตร์ไปนานแล้ว
‘หวังว่าเจ้าจะไม่เลือกทางผิดนะ’ ลู่ฮ่าวเทียนคิดขณะมองตามหลังจูเหอที่เดินจากไป แล้วก็ไม่ใส่ใจอีก
ส่วนจูเหอหลังจากออกมาแล้ว ก็กลับไปยังค่ายที่พักของสำนักตน
ยามนี้ เนื่องด้วยศิษย์ล้มตายไปกว่าครึ่ง บรรยากาศภายในนิกายเทียนซานจึงเต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง ราวกับมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้า
แต่ยังนับว่าโชคดีที่ลู่ฮ่าวเทียนไม่ได้บีบคั้นพวกเขาจนถึงที่สุด ทั้งยังถือว่าความขัดแย้งระหว่างพวกเขากับนิกายเซิ่งซานได้ยุติลงชั่วคราว
นับจากนี้ไป นิกายเซิ่งซานจะไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงศัตรูอีก
ทว่าหากพวกเขากล้าคิดร้ายต่อนิกายเซิ่งซาน นิกายเซิ่งซานย่อมจัดการนิกายเทียนซานอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้น นิกายเทียนซานคงมีแต่จุดจบคือความพินาศย่อยยับ
เมื่อจูเหอกลับมาถึงค่าย ก็ถูกผู้อาวุโสของสำนักไม่กี่คนเข้ามาขวางไว้
“พวกเจ้ามีธุระอันใด” จูเหอมองผู้อาวุโสตรงหน้าพลางเอ่ยถาม
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเรามีเรื่องอยากหารือกับท่านขอรับ”
“อืม... เช่นนั้นก็ตามมา”
นี่นับเป็นการพบปะกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจากที่พวกเขาได้รับอิสรภาพคืนมา
แม้ก่อนหน้านี้จะได้รับการปล่อยตัว แต่ก็ต้องเปิดศึกกับเผ่ามารทันที จึงมีโอกาสพบหน้ากันไม่มากนัก
เมื่อเข้ามาในกระโจม พวกเขาต่างก้มหน้าลง เห็นได้ชัดว่าอยู่ในอาการท้อแท้สิ้นหวัง
“นิกายเทียนซานของพวกเราสูญเสียไปกว่าครึ่ง แม้แต่ระดับสูงก็ตายไปไม่น้อย เกรงว่าหลังจบศึกนี้ นิกายเทียนซานคงไม่อาจเป็นสำนักอันดับสองได้อีกต่อไป”
“ไม่ได้เป็นก็ช่างมันปะไร ถึงจะไม่ได้เป็น แต่ก็ยังดีที่ความขัดแย้งระหว่างเรากับนิกายเซิ่งซานได้รับการคลี่คลายลงชั่วคราว” จูเหอกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“เฮ้อ ท่านเจ้าสำนัก ต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ”
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ถูกบรรจุเข้าในกองทัพพันธมิตรต้านมาร จึงทำได้เพียงรับผิดชอบงานส่งกำลังบำรุง
เช่นนี้แล้ว พวกเขาก็พอจะหลีกเลี่ยงการสู้รบกับเผ่ามารได้
ทว่า เมืองต้านมารจะต้านทานไหวหรือ
“พวกเจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่” จูเหอมองผู้อาวุโสที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน
“ย่อมเป็นเรื่องอนาคตของสำนักเราขอรับ”
“วางใจเถอะ ศึกครั้งนี้หลายสำนักต่างก็ต้องสูญเสียกำลังพลไป พวกเรายังมีหวังที่จะกลับมารุ่งโรจน์ได้อีกครั้ง” จูเหอกล่าวปลอบโยน
เมื่อได้ฟัง พวกเขาก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ขนาดนิกายเทียนซานของพวกเขายังสูญเสียมหาศาลในการรับมือกับเผ่ามาร แล้วสำนักอื่นเล่า ความเสียหายคงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันกระมัง
น่าเสียดายที่พวกเขาหารู้ไม่ว่า คนของสำนักอื่นถูกจัดตั้งเป็นกองทัพพันธมิตรต้านมาร
กองทัพทั้งหมดล้วนได้รับการฝึกฝนค่ายกลทั้งห้าชนิด พลังการรบย่อมเหนือกว่าพวกเขาอย่างเทียบไม่ติด
“ขอรับท่านเจ้าสำนัก เช่นนั้นพวกเราจะตั้งใจทำหน้าที่ต่อไป”
ตอนนี้พวกเขาไม่ต้องออกรบแล้ว แต่ภารกิจป้องกันเมืองก็ยังคงมีอยู่
จากนั้น จูเหอก็ให้เหล่าผู้อาวุโสแยกย้ายกันไป และในวันต่อๆ มา เขาก็เข้าร่วมภารกิจป้องกันเมืองอย่างกระตือรือร้น
ด้วยเหตุนี้ จูเหอจึงได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเมืองต้านมารไม่น้อย
เมื่อเขาได้รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของมหาค่ายกลเทียนเหิง เขาก็ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด ในยามนี้เขาพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเผ่ามารจึงไม่บุกโจมตีเมือง และเหตุใดเผ่ามารจึงมาหาเขา เพื่อให้เขาเป็นหนอนบ่อนไส้
จูเหอพยายามค้นหาแก่นค่ายกลของมหาค่ายกลเทียนเหิง เพื่อดูว่าจะสามารถทำลายมันได้หรือไม่ แต่น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปพักใหญ่ เขากลับไม่พบสิ่งใดเลย
และเขาก็ไม่รู้ตัวเลยว่า พฤติกรรมแปลกประหลาดของเขาได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว
“เจ้านี่มีพิรุธ ช่วงนี้เอาแต่สอดส่องการป้องกันเมืองและมหาค่ายกลเทียนเหิงอยู่ตลอดเลย!” หลี่ซินหลิงกล่าว
ในยามที่ไม่มีภารกิจอื่น หน้าที่ของนางและเสี่ยวเซียนก็คือการจับตาดูจูเหอ
ส่วนจูเหอนั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ตนกำลังถูกหนึ่งคนหนึ่งสัตว์เลี้ยงจับตามองอยู่
“นายท่าน ข้าก็คิดเช่นนั้น ท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเขา ดูไม่เหมือนคนปกติเลยสักนิด เหมือนพวกไส้ศึกเสียมากกว่า” เสี่ยวเซียนกล่าวสนับสนุน