- หน้าแรก
- ระบบเพิ่มพูนหมื่นล้านเท่า ข้าไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 25: เผชิญหน้ากับเหล่าเด็กเกเร
บทที่ 25: เผชิญหน้ากับเหล่าเด็กเกเร
บทที่ 25: เผชิญหน้ากับเหล่าเด็กเกเร
เมื่อหลี่ไท่สิงเห็นว่าไช่ถงเซิงมีท่าทีสำนึกผิดจากใจจริง จึงไม่คิดจะสร้างความลำบากใจให้เขาอีก เพียงกล่าวเตือนว่า “หากพี่น้องของข้าคนใดถูกเจ้ารังแก และเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงหูข้าเมื่อใด เจ้าย่อมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
หลี่ไท่สิงจ้องเขม็งไปยังไช่ถงเซิงด้วยสายตาดุดัน
ไช่ถงเซิงสะดุ้งเฮือก รีบพยักหน้ารับคำหงึกๆ “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว พี่หลี่ ท่านวางใจได้ ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร”
“อืม เช่นนั้นก็ดี”
หลี่ไท่สิงรู้สึกว่าการมีอาจารย์คอยหนุนหลังก็นับว่าไม่เลวเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาจารย์คือหวังเสวียนอู่
หลี่ไท่สิงมองไปยังหลี่ปิงจ่าง
ครั้งนี้ หลี่ปิงจ่างเหลือบมองไช่ถงเซิงแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น เขาจึงไม่สนใจไช่ถงเซิงอีกต่อไป และลงมือตรวจสอบให้หลี่ไท่สิงทันที พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดภารกิจที่ค้นพบให้ทราบ
หลังจากหลี่ไท่สิงทราบเนื้อหาภารกิจของลู่ทงและซุนป๋อหู่แล้ว เขาก็ขอบคุณหลี่ปิงจ่าง จากนั้นจึงตัดสินใจไปยังสถานที่ทำภารกิจเพื่อตามหาคนทั้งสอง
เมื่อหลี่ไท่สิงออกจากตำหนักภารกิจ ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำภารกิจทันที ภารกิจของลู่ทงและซุนป๋อหู่ในครั้งนี้คือการตัดฟืน
ขณะเดียวกัน ณ ภูเขาด้านหลัง
ทั้งสองตัดฟืนได้กองใหญ่ และขณะกำลังจะมัดรวมกัน ทันใดนั้น ศิษย์แรกเข้าหลายคนที่มาทำภารกิจเช่นกันก็เดินตรงเข้ามาหา
“เฮ้ พวกเจ้าสองคน หยุดก่อน”
ลู่ทงและซุนป๋อหู่หยุดมือ แล้วหันไปมองกลุ่มศิษย์แรกเข้าที่เดินเข้ามา
เห็นได้ชัดว่าท่าทีของพวกมันไม่เป็นมิตร
“พวกเจ้าสองคนวางฟืนลง แล้วไสหัวไปซะ” ศิษย์แรกเข้าที่เป็นหัวโจกชี้หน้าลู่ทงและซุนป๋อหู่พลางกล่าว
“ด้วยเหตุใดกัน!” ซุนป๋อหู่ตวาดถามอย่างเดือดดาล
สีหน้าของลู่ทงพลันย่ำแย่ลง นี่คือฟืนที่พวกเขาหามาได้อย่างยากลำบาก
เขารู้ดีว่าคนพวกนี้ตั้งใจจะมาปล้นฟืนที่พวกเขาตัดไว้อย่างแน่นอน
“เลิกพล่ามไร้สาระ! หากยังไม่ไสหัวไปอีก ระวังจะเจ็บตัว!”
สิ้นเสียง เหล่าลูกสมุนก็ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม ล้อมคนทั้งสองไว้ทันที
“ตอนนี้ ข้าจะให้ทางเลือกแก่พวกเจ้าสองทาง หนึ่ง ส่งฟืนทั้งหมดมา แล้วช่วยพวกข้าตัดฟืนในส่วนที่เหลือให้เสร็จ สอง ถูกพวกข้าอัดให้น่วม แล้วนอนรอคนมาเก็บศพอยู่ที่นี่ซะ”
“เลือกให้ดีๆ ล่ะ อย่าหาว่าข้าไม่ให้ทางรอด”
พูดจบ ศิษย์แรกเข้าคนอื่นๆ ก็พับแขนเสื้อขึ้นทันที จ้องมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
ซุนป๋อหู่ขมวดคิ้วมุ่น ฝ่ายตรงข้ามมีกันสี่ห้าคน แต่ฝั่งตนมีเพียงสอง หากปะทะกันแล้วพลาดพลั้งขึ้นมาคงลำบากเป็นแน่
จากนั้น ซุนป๋อหู่ก็กระซิบกับลู่ทงเบาๆ ว่า “ลู่ทง เดี๋ยวข้าถ่วงเวลาให้ เจ้าวิ่งหนีกลับไปก่อน”
ซุนป๋อหู่ไม่มีทางยอมจำนนโดยง่าย เขาตั้งใจจะสู้กับพวกมันให้ถึงที่สุด แต่ก็กลัวว่าลู่ทงจะได้รับอันตรายไปด้วย จึงคิดจะให้สหายหนีไปก่อน
แต่ลู่ทงกลับยื่นมือไปวางบนบ่าของซุนป๋อหู่แล้วกล่าวว่า “จะกลัวไปไย พวกเราเป็นพี่น้องกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน วางใจเถอะ หากพวกมันกล้าแตะต้องของของพวกเรา ก็สู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง”
“เฮะๆ” ซุนป๋อหู่หัวเราะอย่างซื่อตรง “เช่นนั้นก็ดีเลย!”
เมื่อหัวโจกเห็นดังนั้น สีหน้าก็พลันมืดทะมึน
“บัดซบ! ให้ทางรอดดีๆ ไม่เอา ยังจะกล้าต่อต้านข้าอีกรึ? จัดการพวกมัน!”
แม้พวกมันจะไม่กล้าถึงขั้นฆ่าคน แต่ตราบใดที่ไม่มีใครเห็น การทำให้คนทั้งสองพิการก็ไม่ใช่ปัญหา
“ขอรับ!”
เมื่อได้รับคำสั่งจากหัวโจก คนอื่นๆ ก็ลงมือโดยไม่ลังเล พุ่งเข้าใส่ลู่ทงและซุนป๋อหู่ทันที
“เจ้าเด็กน้อย คิดจะอวดดีรึ!”
ศิษย์แรกเข้าหลายคนพุ่งเข้ามา หมายจะรุมทำร้ายพวกเขาทันที
ซุนป๋อหู่ตะโกนลั่น “ข้าจะสู้กับพวกเจ้าให้ตายไปข้าง!”
ว่าแล้วซุนป๋อหู่ก็คว้าท่อนฟืนข้างกายขึ้นมาใช้ต่างอาวุธ ฟาดใส่เหล่าศิษย์แรกเข้าที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง
“ปัง!”
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ปลุกสัญชาตญาณดิบของลู่ทงให้ลุกโชน
“ข้าก็จะสู้ให้ตายไปข้างเหมือนกัน!”
ลู่ทงเองก็คว้าท่อนฟืนทะยานเข้าใส่พวกมันเช่นกัน
เพียงสองคนกลับกล้าเผชิญหน้ากับคนสี่ห้าคนอย่างไม่เกรงกลัว ทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ตีมัน!”
“โครม!”
“อ๊าก!”
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากตะลุมบอนกัน แต่ปรากฏว่าคนเหล่านั้นกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่ทงและซุนป๋อหู่เลยแม้แต่น้อย สาเหตุหลักเป็นเพราะพวกมันมือเปล่าไร้อาวุธ
ผลก็คือ พวกมันถูกลู่ทงและซุนป๋อหู่ทุบตีอย่างหนักหน่วงจนร้องโอดโอยไม่เป็นศัพท์
“โอ๊ย!”
“เจ็บจริงๆ!”
“ไม่สู้แล้ว!”
คนเหล่านั้นวิ่งหนีกระเจิงไปอย่างไม่เป็นท่า ส่วนหัวโจกทิ้งท้ายด้วยคำพูดอาฆาตแค้น “หึ พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้แหละ ข้าจะไปฟ้องพี่ใหญ่ ให้เขาพาคนมาจัดการพวกเจ้า!”
หัวโจกกล่าวทิ้งท้ายอย่างเดือดดาล
เมื่อซุนป๋อหู่ได้ยินดังนั้น ก็ตวาดลั่น “เจ้าเด็กเวร ยังไม่จบอีกรึ!”
พูดจบ ซุนป๋อหู่ก็พุ่งไล่ตามไปทันที ทำเอาอีกฝ่ายตกใจจนต้องวิ่งหนีสุดชีวิต
เมื่อเห็นดังนั้น ซุนป๋อหู่ก็ขว้างท่อนฟืนในมือออกไปทันที
“โครม!”
“อ๊าก!”
ท่อนฟืนกระแทกเข้าที่ศีรษะของมันพอดิบพอดี เจ็บจนต้องร้องลั่น
จากนั้น มันก็รีบวิ่งหนีเตลิดไปพร้อมกับพรรคพวกที่ถูกตีจนสะบักสะบอม
“ฮ่าๆๆ! ไอ้พวกสารเลว กล้าดีอย่างไรมาหาเรื่องเฮียเสืออย่างข้า! ถุย!”
เมื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้ามทั้งสี่ห้าคนได้ ทั้งสองก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ลู่ทงรู้ดีว่าพวกเขาต้องรีบออกจากที่นี่โดยเร็ว
เมื่อครู่เป็นเพราะพวกตนใจเด็ดพอ และฝ่ายตรงข้ามก็มือเปล่า จึงถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวจนต้องหนีกระเซอะกระเซิงไป
แต่หากพวกมันกลับมาพร้อมกำลังเสริม สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไป
“เอาล่ะ เรารีบเก็บของแล้วไปจากที่นี่กันเถอะ” ลู่ทงเอ่ยกับซุนป๋อหู่
พวกเขาไม่มีเวลามากนัก จึงต้องรีบลงมือ
แต่ทว่า ทันทีที่ทั้งสองมัดฟืนเสร็จและกำลังจะแบกขึ้นหลังเพื่อจากไป พลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากเบื้องหน้า
“พวกมันอยู่ไหน? ใครมันกล้าตีคนของข้า? ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง!”
ลู่ทงและซุนป๋อหู่มองไปยังต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งกำลังนำกลุ่มคนมุ่งหน้ามาทางนี้
และคนเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์แรกเข้าทั้งสิ้น
เมื่อเห็นภาพนี้ ลู่ทงก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าเสือ เห็นทีว่าวันนี้พวกเราจะซวยกันแล้ว”
มุมปากของซุนป๋อหู่กระตุกรัว ฝ่ายตรงข้ามมีกันยี่สิบกว่าคน แต่ฝั่งนี้มีเพียงสอง
แม้ในมือจะมีท่อนฟืนเป็นอาวุธ แต่คนของอีกฝ่ายมีจำนวนมากกว่า แถมบางคนยังมีท่อนไม้หรืออาวุธอื่นอยู่ในมือ เห็นได้ชัดว่าคราวนี้คงได้ถูกหามกลับไปเป็นแน่
“พี่ใหญ่ คือพวกมันสองคนนั่นแหละ! พวกมันยังบอกอีกว่าต่อให้ท่านมา ก็จะซ้อมท่านด้วย! โอ๊ย... เจ็บจะตายอยู่แล้ว” ศิษย์แรกเข้าคนเดิมที่เพิ่งพ่ายไปฟ้องเสียงสั่น มันเจ็บจนต้องกุมปาก แต่พอขยับพูดก็ยิ่งเจ็บแปลบ
ข้างๆ มันยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคนกำลังร้องโอดโอย เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัส
“หึ วางใจเถอะน้องข้า ความแค้นนี้ข้าจะชำระให้พวกเจ้าเอง ในเมื่อเจอตัวแล้ว ก็ซัดให้พวกมันพิการไปเลย!”
สิ้นคำสั่งของหัวโจกใหญ่ ศิษย์แรกเข้ายี่สิบกว่าคนก็กรูกันเข้าใส่ลู่ทงและซุนป๋อหู่ทันที
ลู่ทงและซุนป๋อหู่ยิ้มอย่างขมขื่น จำต้องวางฟืนที่มัดไว้ลง แล้วหยิบท่อนฟืนขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมพร้อมสู้ตาย