- หน้าแรก
- เป็นจอมราชันในโลกเทพนิยายแล้วมันผิดตรงไหน
- บทที่ 001 - การเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต
บทที่ 001 - การเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต
บทที่ 001 - การเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต
บทที่ 001 - การเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต
☆☆☆☆☆
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างกระจกบานใหญ่ นำพาความอบอุ่นเข้ามาภายในห้อง
ฟอสต์กำลังจัดเครื่องแต่งกายของตนหน้ากระจกเงา ภาพที่สะท้อนกลับมาคือชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเหลือล้น
โครงหน้าที่หล่อเหลาราวกับถูกเทพเจ้าบรรจงปั้นแต่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลแดงดูลึกลับน่าค้นหา ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงบุคลิกที่น่าเกรงขามโดยไม่ต้องพยายาม
รูปร่างสูงโปร่งและสง่างามภายใต้ชุดสูทที่ตัดเย็บมาอย่างประณีต เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่สมส่วน แข็งแกร่งแต่ไม่ดูเทอะทะจนเกินไป
ถึงจะดูหลงตัวเองไปสักหน่อย แต่พูดก็พูดเถอะ ฟอสต์รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวที่หลุดออกมาจากเทพนิยายจริงๆ
อ้อ ก็ฉันเป็นเจ้าชายจริงๆ นี่นา งั้นก็ไม่มีปัญหา
ฟอสต์ละสายตาจากกระจกแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองลงไปยังเมืองเบื้องล่างปราสาท
จากกำแพงเมืองสูงตระหง่านและสถานีรถไฟที่อยู่ไกลออกไป จนถึงพระราชวังอันวิจิตรตระการตาในระยะใกล้ รวมถึงบ้านเรือนที่เรียงรายสลับซับซ้อน สถาบันการศึกษา และกิลด์ต่างๆ ที่อยู่คั่นกลาง ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็นมหานครที่รุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด
ที่นี่คือเมืองหลวงของอาณาจักรชิงซี เมืองที่เคยเก่าคร่ำครึ แต่ภายใต้การบริหารจัดการอย่างหนักของฟอสต์ เพียงแค่สิบปี หน้าตาของเมืองก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
พอนึกย้อนกลับไป มันก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ทุกครั้งที่คิดว่าการกระทำของตัวเองเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของผู้คนนับหมื่นนับแสน ฟอสต์ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างบอกไม่ถูก และเปี่ยมไปด้วยพลังขับเคลื่อนอันไร้ที่สิ้นสุด
ถึงแม้จะไม่มีสูตรโกงหรือไอเทมวิเศษอะไร แต่ในฐานะผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ฟอสต์คิดว่าการเริ่มต้นของเขามันสมบูรณ์แบบมากพอแล้ว
ในขณะที่ฟอสต์กำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จของตัวเอง เสียงของสาวใช้ก็ดังมาจากด้านหลัง
"ฝ่าบาท ได้เวลาแล้วเพคะ"
"อื้ม ไปกันเถอะ"
เขาจำใจละสายตาจากทิวทัศน์เบื้องล่าง แล้วเดินออกจากห้องนอน
ทางเดินในปราสาทปูด้วยพรมสีแดงสด สัมผัสที่นุ่มนวลทำให้ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการพักผ่อน
"ตึก ตึก"
แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไปยังห้องบรรทมของกษัตริย์ ฟอสต์ก็หยุดฝีเท้าลงที่หน้าบันได
เพราะเหนือบันไดนั้น หญิงสาวผู้สวมเสื้อโค้ทสีครีมกำลังวางกระเป๋าถือลง แม้รูปร่างภายใต้ชุดกระโปรงผ้าโปร่งจะดูยั่วยวนจนน่าใจหาย แต่บรรยากาศที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของเธอก็ช่วยกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้นไปได้
ผมยาวสีเงินอมเทาถูกรวบเป็นหางม้าดูทะมัดทะแมง ถึงกระนั้นเส้นผมที่หนานุ่มก็ยังทิ้งตัวลงมาราวกับน้ำตกยาวจรดเอว
เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะใสกังวานแต่ไร้ซึ่งอารมณ์เจือปน
"ฟอสต์..."
น้ำเสียงที่ราบเรียบจนจับความรู้สึกไม่ได้ หญิงสาวยืนอยู่อย่างเงียบสงบและสง่างาม ราวกับแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในหัวใจที่มืดมิดของผู้คน
ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมหน้าของเธอดูงดงามอย่างซีดเผือด ขนตายาวงอนซ่อนแววตาที่ลึกล้ำดั่งมรกตเอาไว้ จมูกโด่งเป็นสันโค้งสวย ริมฝีปากเคลือบด้วยสีซากุระที่ดูนุ่มนวลน่าสัมผัส
เหมือนกับหน้าปกหนังสือเทพนิยายอันวิจิตร ที่วาดลวดลายของดอกกุหลาบป่าและเถาหนาม เจ้าหญิงผู้งดงามที่เก็บตัวอยู่ในปราสาท ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะอยากเปิดอ่านเรื่องราวลึกลับข้างใน
อ่า ก็เธอเป็นเจ้าหญิงจริงๆ นี่นา งั้นก็ไม่มีปัญหา
หญิงสาวผู้เต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับคนนี้คือเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรชิงซี และเป็นพี่สาวของฟอสต์ ยูเชวู้ด
"อรุณสวัสดิ์ครับ ท่านพี่"
ฟอสต์ยกมือทาบอกแล้วโค้งคำนับทักทายยูเชวู้ด
"เก็บรอยยิ้มจอมปลอมของนายไปเถอะ ถ้าในใจไม่ได้มีความเคารพ ก็ไม่ต้องมากพิธี"
ยูเชวู้ดกล่าวเสียงเย็น สายตาไล่มองสำรวจร่างกายของฟอสต์ แม้ฝ่ายหลังจะโดนตอกกลับจนสะอึก แต่ก็ยังคงท่าทีโค้งคำนับอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าหญิงผมสีเงินจึงละสายตาไป
ท่านพี่ยังเข้มงวดเหมือนเดิมเลยแฮะ...
ฟอสต์ถอนหายใจในใจ แต่เขาก็ชินกับนิสัยของพี่สาวคนนี้แล้ว เธอก็แค่ปากร้ายไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดุด่าอะไรมากไปกว่านี้หรอก
"อาการของเสด็จพ่อดีขึ้นบ้างไหมครับ"
ฟอสต์ลองเปลี่ยนเรื่องคุย เห็นได้ชัดว่ายูเชวู้ดเพิ่งออกมาจากห้องบรรทมของกษัตริย์
"ก็เหมือนเดิม... เข้าไปเถอะ เสด็จพ่อกำลังรอนายอยู่ จะคุยเรื่องรัชทายาท"
เจ้าหญิงผมสีเงินส่ายหน้าเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากพูดอะไรอีก
เฮ้อ ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เพราะเราสองคนเป็นคู่แข่งชิงบัลลังก์กัน รสชาติของอำนาจมันหอมหวานเกินห้ามใจ ใครจะยอมปล่อยมือง่ายๆ
แต่การแย่งชิงตำแหน่งทายาทมันก็เป็นแบบนี้แหละ! เรื่องนี้ฟอสต์ไม่มีทางยอมถอยเด็ดขาด!
หลังจากปรับอารมณ์แล้ว ฟอสต์ก็เดินยืดอกเข้าไปในห้องบรรทมของกษัตริย์ ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป คลื่นความร้อนก็ปะทะเข้ากับใบหน้า แม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วงต่อฤดูหนาว แต่เปิดฮีตเตอร์ขนาดนี้มันก็ออกจะเกินไปหน่อย
ริมผนังห้องมีชั้นหนังสือสูงกว่าสามเมตรตั้งอยู่สองแถว อัดแน่นไปด้วยหนังสือมากมาย โต๊ะทำงานไม้สีดำตัวยาวเต็มไปด้วยกองเอกสารราชการ
บนเตาผิงมีหม้อต้มยาเหล็กขนาดเท่าฝ่ามือวางอุ่นอยู่ น้ำยาสีน้ำตาลเข้มเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นสมุนไพรจางๆ อบอวลไปทั่วทุกมุมห้อง
และบนเก้าอี้นวมกำมะหยี่ข้างเตาผิง ชายชราผมขาวโพลนกำลังนั่งขดตัวอยู่บนเบาะนุ่ม มีผ้าห่มผืนหนาคลุมท่อนขา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็วางเอกสารในมือลงแล้วค่อยๆ หันกลับมามอง
ฟอสต์มองเห็นเบ้าตาที่ลึกโหลราวกับถูกสกัดด้วยหินเหล็กไฟ ผิวหนังเหี่ยวย่นแห้งผากเหมือนแม่น้ำที่แห้งขอดกลางแดดจ้า
แต่ทว่าบนใบหน้าอันชราภาพนั้น กลับมีดวงตาสีแดงฉานที่น่าเกรงขาม แววตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองตรงมาที่ฟอสต์
นี่คือกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรชิงซี วีรบุรุษผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือจากผลงานการรบอันเกรียงไกร แม้ในยามที่โรคร้ายรุมเร้า บารมีของพระองค์ก็ยังคงสะกดผู้คนได้
เจ้าชายสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วทำความเคารพ
"เสด็จพ่อ"
"แค่ก แค่ก เจ้ามาแล้วรึ"
กษัตริย์ชราไอเบาๆ สองสามที น้ำเสียงของพระองค์ทุ้มต่ำ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ฟอสต์เห็นดังนั้นจึงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
"สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลย รักษาสุขภาพด้วยนะครับ"
"ไม่ต้องห่วงหรอก โรคเก่ากำเริบน่ะ ยาต้มของยูเชได้ผลดี อย่างน้อยก็ไม่ทรุดหนักไปกว่านี้"
กษัตริย์ชราโบกมือ แล้วเริ่มเข้าเรื่องสำคัญ
"วันนี้ เป็นวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของเจ้า ตามธรรมเนียมของอาณาจักร เมื่อทายาททุกคนบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเลือกเฟ้นรัชทายาท ที่ข้าเรียกเจ้ามาก็เพื่อแจ้งเรื่องนี้"
มาแล้ว!
คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำให้ฟอสต์ตื่นตัวขึ้นมาทันที เขากำหมัดแน่น จ้องมองกษัตริย์ชราอย่างไม่วางตา
ชายชราวางแขนลงบนตัก แล้วเอ่ยอย่างช้าๆ
"ทั้งเจ้าและยูเชต่างก็ยอดเยี่ยม เป็นลูกที่ข้าภาคภูมิใจ ไม่ว่าใครก็มีความเหมาะสมที่จะเป็นกษัตริย์ แต่บัลลังก์มีเพียงหนึ่งเดียว ข้าจำเป็นต้องเลือกคนที่เหมาะสมที่สุด"
ฟอสต์พยักหน้า รับคำว่า "ข้าเข้าใจ ไม่ว่าท่านจะตัดสินใจเช่นไร ข้าก็น้อมรับด้วยความยินดี"
ผลงานที่เขาพยายามทำมาตลอดในอดีต หากเป็นกษัตริย์ที่มีวิจารณญาณทั่วไป ก็ต้องเลือกเขาเป็นรัชทายาทอย่างแน่นอน
แต่ถึงแม้จะสร้างผลงานไว้ไม่น้อยในช่วงหลายปีมานี้ ฟอสต์ก็ยังไม่กล้าพูดเต็มปากว่าตัวเองจะได้ครองบัลลังก์
เหตุผลง่ายๆ คือฟอสต์ไม่ได้มีสายเลือดกษัตริย์ที่แท้จริง แต่เป็นลูกบุญธรรมที่กษัตริย์รับมาเลี้ยง
การมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงขนาดนี้ ยากที่จะไม่ทำให้ฟอสต์กังวล เพราะใครๆ ก็ย่อมอยากส่งต่อบัลลังก์ให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองทั้งนั้น
กษัตริย์จ้องมองเจ้าชายอยู่อย่างเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกลูกเอ๋ย ด้วยความฉลาดของเจ้า ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว ตำแหน่งรัชทายาทแห่งชิงซีจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากเจ้า ไม่มีทางเป็นอื่น"
คำพูดที่เรียบง่ายและหนักแน่นของกษัตริย์ทำให้ฟอสต์โล่งใจ แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความดีใจออกมา การคาดเดากับการได้รับคำยืนยันจริงๆ มันคนละเรื่องกัน
ตราบใดที่กษัตริย์ยังไม่เอ่ยปากยอมรับด้วยตัวเอง ฟอสต์ก็ไม่กล้าคาดหวังแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
กษัตริย์ชราจ้องมองเจ้าชายอย่างตั้งใจอยู่ครู่ใหญ่ จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า
"แปลกใจมากรึ?"
ฟอสต์ตอบ "จะว่าแปลกใจก็ไม่เชิง เพียงแต่... ทำไมท่านถึงไม่พิจารณายกบัลลังก์ให้ท่านพี่ล่ะครับ?"
ไม่ว่าจะมองมุมไหน การยกบัลลังก์ให้ลูกสาวแท้ๆ ก็น่าจะสมเหตุสมผลที่สุดตามธรรมชาติของมนุษย์ และเท่าที่ฟอสต์รู้ เสด็จพ่อของเขาก็ไม่ได้มีค่านิยมรักลูกชายมากกว่าลูกสาวแต่อย่างใด
กษัตริย์หัวเราะในลำคอ "หึหึ... ยูเชน่ะรึ นางไม่มีนิสัยที่จะเป็นกษัตริย์ได้หรอก และที่สำคัญกว่านั้น นางไม่มีพรสวรรค์เหมือนเจ้า"
อย่างนี้นี่เอง เลือกคนเก่งไม่ได้เลือกที่สายเลือดสินะ? ยุติธรรมดีจริงๆ
ฟอสต์รีบก้มหน้าลงอย่างถ่อมตนเมื่อได้ยินเช่นนั้น
"มิได้ครับ ข้าก็แค่ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เทียบกับความยอดเยี่ยมของท่านพี่ไม่ได้เลย"
ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ใบหน้าของเจ้าชายกลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด
การนำเข้าเทคโนโลยีล้ำสมัย การปฏิรูประบบราชการ การฟื้นฟูการค้าระหว่างประเทศ... ผลงานแต่ละอย่างแม้จะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินไม่ได้ แต่มันก็เป็นการปฏิรูปครั้งมโหฬารทีเดียว
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่า เขาไม่มีนิ้วทองคำประเภทที่นึกจะเสกโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมาก็ทำได้ สิ่งที่เขาพึ่งพาได้มีเพียงความขยัน ความรอบรู้ และวินัยของตัวเองล้วนๆ
แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาภูมิใจได้ยังไงไหว?
แน่นอนสิ! ภูมิใจได้สุดๆ ไปเลย!
"เรื่องจุกจิกพวกนั้นช่างมันเถอะ ไม่สำคัญอะไรเลย!"
ทว่ากษัตริย์ชรากลับส่ายหน้า ราดน้ำเย็นรดใจที่กำลังพองโตของเจ้าชายจนเปียกปอน แล้วขยับตัวนั่งตรง
"การปฏิรูปหรือการก่อสร้างที่เจ้าทำในอาณาจักร ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าเลือกเจ้า... แค่ก แค่ก ฟอสต์ เจ้ายังจำเรื่องตอนเด็กๆ ได้ไหม? คืนแรกที่เราเจอกัน"
ฟอสต์ได้ยินดังนั้นก็รีบเอามือทาบอก สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที
"แน่นอนครับ! หากไม่ได้ความเมตตาจากท่าน ข้าคงหนาวตายไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะไม่มีวันลืมจนชั่วชีวิต!"
แหงล่ะ ใครที่เพิ่งทะลุมิติมาปุ๊บก็เกือบจะแข็งตายกลางหิมะปั๊บ ก็ต้องจำฝังใจอยู่แล้ว
ในตอนที่ฟอสต์คิดว่าตัวเองคงต้องไปเกิดใหม่รอบสอง ขบวนล่าสัตว์ของราชวงศ์ก็ผ่านมาพอดี เขาจึงได้รับการช่วยเหลือและรับเลี้ยงดูจากกษัตริย์ พลิกชีวิตจากยาจกสู่มังกร กลายเป็นเจ้าชายแห่งอาณาจักรชิงซี
ดังนั้นฟอสต์จึงเคารพและซาบซึ้งใจต่อชายชราตรงหน้าจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ใช่แค่พ่อบุญธรรมราคาถูก แต่เป็นเสด็จพ่อผู้มีพระคุณล้นเหลือ!
แต่คำพูดอันหนักแน่นของเขากลับไม่ได้นำไปสู่ฉากซึ้งๆ แบบพ่อลูกตามสูตรสำเร็จ กษัตริย์ชราลูบแหวนที่นิ้ว แล้วยิ้มออกมา
"ความเมตตางั้นรึ... ไม่ได้เกี่ยวกับความเมตตาเลยสักนิด"
"หือ?"
"ข้าจงใจทำตามคำพยากรณ์ต่างหาก ไม่งั้นทำไมข้าถึงต้องผ่านไปทางนั้น และบังเอิญช่วยเจ้าไว้ได้พอดิบพอดีล่ะ?"
ฟอสต์ร้องฮึมในลำคอด้วยความสงสัย "คำพยากรณ์?"
กษัตริย์ชราพยักหน้า แล้วกล่าวเสียงขรึม
"สมัยหนุ่มๆ ข้าต่อสู้เลือดตาแทบกระเด็นเพื่ออิสรภาพของชาวชิงซี จนก่อตั้งอาณาจักรนี้ขึ้นมาได้ ด้วยผลงานอันยิ่งใหญ่นั้น ข้าได้รับเกียรติให้ได้รับพรจากภูตสวรรค์"
"พรจากภูตสวรรค์?!"
ฟอสต์ตาโตด้วยความตะลึง ร้องอุทานด้วยความชื่นชม "...เสด็จพ่อ ท่านถึงกับเคยพบเจอเรื่องมหัศจรรย์ขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นวีรบุรุษในตำนาน"
ไม่แปลกที่เจ้าชายจะตื่นเต้นขนาดนี้ เพราะคำว่า "ภูตสวรรค์" มันมีน้ำหนักมหาศาลเหลือเกิน
ตัวตนที่เก่าแก่และเหนือธรรมชาติที่สุดในโลกนี้ แม้ภูตสวรรค์จะไม่ใช่พระเจ้า แต่ในบางแง่มุมก็ไม่ต่างอะไรกับพระเจ้าเลย อันที่จริงในบางประเทศก็นับถือภูตสวรรค์ดุจเทพเจ้าจริงๆ นั่นแหละ
ในนิทานตำนานต่างๆ เรื่องราวที่ภูตสวรรค์มอบพลังปาฏิหาริย์และวาสนาให้กับผู้กล้า เป็นสิ่งที่ผู้คนเล่าขานกันอย่างสนุกปากเสมอมา
ฟอสต์ไม่เคยคิดเลยว่าเสด็จพ่อของเขาจะได้รับพรจากภูตสวรรค์มาก่อน ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย
แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็ไม่น่าแปลกใจ กษัตริย์ชราเคยเป็นนักรบผู้เกรียงไกร สร้างผลงานการรบที่ยิ่งใหญ่ในสงครามประกาศอิสรภาพที่สะเทือนไปทั่วจักรวรรดิเมื่อหลายสิบปีก่อน ผู้ก่อตั้งประเทศจะได้รับพรจากภูตสวรรค์ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
"หึหึ มันก็เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว"
เมื่อหวนนึกถึงวันวาน แม้ตอนนี้จะต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัย วีรบุรุษผู้โรยราก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
ทันใดนั้น เขาก็หุบยิ้มแล้วเลิกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยสักพันธสัญญาตราเวทสีแดงสดที่ปรากฏให้เห็นลางๆ
"นี่คือพรที่ภูตสวรรค์มอบให้ ผู้ครอบครองจะสามารถสื่อสารกับภูตสวรรค์ผ่านพันธสัญญานี้ เพื่อขอคำชี้แนะและรับคำพยากรณ์"
"!!!"
ฟอสต์อดใจไม่ไหวหลุดปากออกมา "โกงชัดๆ"
คนธรรมดาแค่ได้เจอภูตสวรรค์ก็นับว่าเป็นวาสนาแล้ว นี่ถึงกับทำพันธสัญญาได้ มันหมายความว่ายังไง?
ประเทศที่สามารถสร้างพันธสัญญาที่มั่นคงกับภูตสวรรค์ ได้รับการปกป้องและอวยพร ล้วนแต่เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีชื่อเสียงก้องโลกทั้งนั้น การได้ครอบครองภูตสวรรค์ก็เท่ากับครอบครองความสำเร็จ
จะบอกว่าราชวงศ์ชิงซีมีของดีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
"ฮ่าๆๆ มันไม่ได้เวอร์วังขนาดนั้นหรอก"
กษัตริย์ลูบแขนตัวเอง มองฟอสต์ด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง
"พันธสัญญาที่ข้าทำไว้นี้ ไม่ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ใดๆ จะคุยได้ไหม จะได้คำชี้แนะแบบไหน ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของภูตสวรรค์ล้วนๆ ในรอบหลายสิบปีมานี้ ข้าได้รับความเมตตาจนนับครั้งได้ บอกได้คำเดียวว่าข้ามันไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานของภูตสวรรค์เท่าไหร่"
"ถ้าเป็นคนที่เป็นลูกรักของภูตสวรรค์ ก็คงจะมีโอกาสมากกว่านี้ล่ะมั้ง"
สรุปคือได้แค่เบอร์ติดต่อมา แล้วก็เอาแต่ตามตื๊อเขาฝ่ายเดียวงั้นสิ?
ฟอสต์ใจเย็นลงทันที ถ้าเป็นแบบนั้น พันธสัญญานี้ก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรมาก คนที่อ้อนวอนต่อภูตสวรรค์มีถมเถไป สัญญาที่ไม่มีข้อผูกมัดแบบนี้ก็ดีกว่าไม่มีแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง
"แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดาๆ อย่างข้า ก็ยังเคยได้รับคำชี้แนะมาบ้าง ด้วยผลงานที่ข้าทำมาตลอดชีวิต ข้าได้ขอร้องภูตสวรรค์ไปข้อหนึ่ง"
กษัตริย์ชราไอโขลกๆ สองสามที สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองไปที่ฟอสต์
"ขอให้หาเด็กที่ภูตสวรรค์จะถูกใจ ให้เขามาเป็นทายาทของข้า ด้วยเหตุนี้ พันธสัญญานี้อาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างก็ได้"
มีวิธีนี้ด้วยเรอะ?!
"!!!"
ฟอสต์มองเสด็จพ่อด้วยความตกตะลึง อีกฝ่ายเหมือนจะได้ยินเสียงในใจของเขา จึงอธิบายต่อ
"ใช่แล้ว อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ ข้าตั้งใจจะโอนถ่ายพันธสัญญากับภูตสวรรค์นี้ให้กับเจ้า ณ ที่นี้ เดี๋ยวนี้"
กษัตริย์ส่งสัญญาณให้ฟอสต์จับแขนของเขา
ตามมารยาทแล้วเวลานี้ฟอสต์ควรจะแกล้งปฏิเสธพอเป็นพิธี แต่ต่อหน้าพ่อบุญธรรมที่รู้ไส้รู้พุงกันดี การมานั่งเล่นละครมันดูเสแสร้งเกินไป อีกอย่าง... ของขวัญชิ้นนี้มันปฏิเสธไม่ลงจริงๆ
เขาจึงจับแขนกษัตริย์อย่างไม่ลังเล
และตราประทับนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปจากแขนที่แห้งเหี่ยวของกษัตริย์ แล้วไปปรากฏขึ้นบนตัวของฟอสต์แทน
"เสด็จพ่อ... ท่านดูรีบร้อนจังนะครับ"
ฟอสต์สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวของตราประทับ พลางสบตากับพ่อบุญธรรม อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นช้าๆ
"สงครามภายในจักรวรรดิใกล้จะจบลงแล้ว พวกเขาจะระบายความโกรธแค้นและลงทัณฑ์ใส่ผู้ที่เคยขัดขืนและทรยศ ส่วนพันธมิตรเก่าแก่ของข้าก็เริ่มตีตัวออกห่าง อาณาจักรชิงซีเพิ่งตั้งมาได้ไม่กี่สิบปี ยังอ่อนแอนัก จะรอดพ้นจากหายนะในอนาคตได้อย่างไร?"
กษัตริย์ชราหลุบตาลง ถอนหายใจยาวเหยียด
"ใครจะเป็นกษัตริย์ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่อาณาจักรชิงซีต้องยิ่งใหญ่ อาณาจักรนี้... ที่ข้าสร้างมากับมือ จะต้องไม่ล่มสลาย!"
การถ่ายโอนพันธสัญญาเสร็จสิ้นลงในจังหวะนี้พอดี ฟอสต์เอามือทาบอกทำความเคารพ แล้วกล่าวว่า
"นั่นคืออุดมการณ์ของข้าเช่นกัน"
แววตาของกษัตริย์ชราฉายแววอ่อนโยนและเมตตา ท่านยิ้มบางๆ
"ข้ารู้ ความทุ่มเทและความรักที่เจ้ามีต่ออาณาจักร ข้าเห็นมันมาตลอด"
"ตามธรรมเนียมราชวงศ์ ข้าได้จัดงานเต้นรำเลือกคู่ให้เจ้า... ก่อนหน้านี้ข้าจัดการเรื่องหมั้นหมายโดยไม่ถามความสมัครใจเจ้า อันนี้เป็นความผิดของข้าเอง งานเต้นรำครั้งนี้ก็เอาตามที่เจ้าต้องการเลย เอาล่ะ ไปทำหน้าที่ของเจ้าเถอะ ข้าต้องพักผ่อนสักหน่อยแล้ว"
สิ้นเสียง กษัตริย์ชราก็เอนตัวลงพิงโซฟา หลับตาลงอย่างสงบ
เมื่อเห็นดังนั้น ฟอสต์จึงไม่รบกวนอีก เขาขอตัวลาออกมา
เมื่อออกมาจากห้องบรรทมของกษัตริย์ ฟอสต์ก็พรูลมหายใจยาว ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องกลั้นยิ้มอีกต่อไป เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
แม้ระหว่างทางจะขลุกขลักไปบ้าง แต่สุดท้ายเป้าหมายก็สำเร็จ ทั้งตำแหน่งรัชทายาท ทั้งพันธสัญญาภูตสวรรค์... บอกได้เลยว่าไม่เคยมีการเริ่มต้นครั้งไหนจะฟินไปกว่านี้อีกแล้ว!
[จบแล้ว]