- หน้าแรก
- เมื่อฟ้าลิขิตให้สุ่ม ข้าจึงฝืนชะตาสวรรค์
- ตอนที่ 1 หลินโม่
ตอนที่ 1 หลินโม่
ตอนที่ 1 หลินโม่
ภูเขาหลิวเซียง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิญญาณกระเรียน หนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกผู้บำเพ็ญเพียรในปัจจุบัน
ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดนักพรตสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย จ้องมองผนังหินว่างเปล่ารอบกายด้วยแววตาเหม่อลอย สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เขาชื่อหลินโม่
เขาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองทะลุมิติมายังโลกที่ไม่คุ้นเคย ไร้ญาติขาดมิตร และเพิ่งกลายเป็นหนึ่งในข้ารับใช้นับพันบนยอดเขารับใช้แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิญญาณกระเรียน อีกทั้งยังไร้ซึ่งวรยุทธ์ เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
เสียงระฆังดังแว่วมาจากนอกหน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงตะโกนกึกก้อง
"ข้ารับใช้เรือนสาม รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้! เรายังต้องแจกจ่ายงานของวันนี้อีก!"
สติของหลินโม่ถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง
เรือนสาม?
ตอนนี้เขาเป็นข้ารับใช้สังกัดเรือนสามบนยอดเขารับใช้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิญญาณกระเรียนมีศิษย์มากมายนับไม่ถ้วน สมกับที่เป็นหนึ่งในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จึงจำเป็นต้องมีข้ารับใช้จำนวนมากเพื่อคอยทำงานต่างๆ
หลินโม่รีบลุกขึ้นสำรวจรอบห้อง
สมกับที่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ข้ารับใช้ก็ยังมีห้องพักส่วนตัว แม้จะมีขนาดไม่ถึงสิบตารางเมตรและมีเพียงเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายก็ตาม นอกเหนือจากเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนไม่กี่ชุด ตอนนี้หลินโม่แทบจะไม่มีเงินติดตัวเลย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ณ ลานกว้างเรือนสาม หลินโม่และข้ารับใช้อื่นๆ นับร้อยคนในชุดนักพรตสีฟ้าอ่อนเหมือนกันหมดมารวมตัวกันที่นี่
ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากโถง เขาไว้เคราดกหนา ไพล่มือไว้ด้านหลัง สีหน้าเย็นชา แม้จะสวมชุดนักพรตสีฟ้าอ่อนเช่นกัน แต่ที่หน้าอกปักลายนกกระเรียนสีขาว บ่งบอกถึงสถานะ
ผู้ดูแลข้ารับใช้!
หลินโม่ได้ยินมาว่าผู้ดูแลนั้นเป็นผู้ฝึกตนและมีสถานะสูงกว่าข้ารับใช้ ถือเป็นหัวหน้าของพวกเขา
"เอาล่ะ จะเริ่มแจกจ่ายงานของวันนี้ หนึ่งร้อยคนแบ่งเป็นสิบกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปตักน้ำ กลุ่มสองกวาดลานเรือนทั้งหมด กลุ่มสามไปทำความสะอาดตำหนักกระเรียนเหิน..."
หลินโม่จำได้ว่าตนสังกัดอยู่กลุ่มสาม
ดังนั้นงานวันนี้ของเขาคือต้องตามข้ารับใช้คนอื่นในกลุ่มไปกวาดตำหนักกระเรียนเหิน
สิบห้านาทีต่อมา
หลินโม่และข้ารับใช้อีกเก้าคนได้รับผ้าขี้ริ้ว ไม้กวาด และอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ จากนั้นจึงเข้าแถวเดินไปยังตำหนักใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางภูเขาใกล้ๆ เนื่องจากเพิ่งมาถึงเมื่อวานและยังเป็นเด็กใหม่ หลินโม่จึงเดินตามเงียบๆ อยู่ท้ายแถว
"หวังอู่ เจ้าอายุสามสิบสี่แล้ว ปีหน้าคงไม่เห็นเจ้าแล้วสินะ!"
"จะทำไงได้ ถ้าข้ารับใช้ยังไม่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาได้ก่อนอายุสามสิบห้า ก็อยู่ต่อไม่ได้ ต้องถูกส่งกลับบ้าน"
"หวังอู่ เจ้าทำงานมาเกือบยี่สิบปี คงเก็บเงินได้เยอะสินะ ลงเขาปีหน้าคงพอไปแต่งเมียมีลูกได้สบาย"
"เหอะๆ จ้าวสือ เจ้าเองก็สามสิบกว่า ทำงานมาสิบกว่าปี ก็คงเก็บเงินได้ไม่น้อยเหมือนกันล่ะสิ?"
"ก็พอกันแหละ!"
"แต่พูดจริงๆ อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดีกว่าเยอะ ไม่ต้องวุ่นวายทางโลก แม้ต้องทำงานหนักทุกวันตลอดทั้งปี แต่ก็ดีกว่าไปตายใต้คมดาบสงคราม"
"ใช่ ที่สำคัญคืออยู่ที่นี่ยังมีโอกาสฝึกตน สู่เส้นทางอมตะ"
"เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้ารับใช้ถาวรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีเป็นแสน มีกี่คนที่ทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายาได้ก่อนสามสิบห้า?"
"เฮ้อ ก็จริงของเจ้า"
"นอกจากบ้านรวยพอซื้อโอสถสมบัติชำระกาย ไม่งั้นการทะลวงด่านมันยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา!"
"โอสถสมบัติชำระกายราคาตั้งร้อยตำลึงเงิน เก็บเงินจนถึงสามสิบห้าก็ไม่รู้จะพอไหม ยอมแพ้แล้วลงเขาไปเถอะ!"
หลินโม่ฟังบทสนทนาของสองขาใหญ่ด้านหน้าแล้วได้รับข้อมูลมากมาย
ขอบเขตหลอมกายา? โอสถสมบัติชำระกาย? เส้นทางอมตะแห่งการฝึกตน?
หลินโม่กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
เขาจำได้ว่าตนมาที่นี่ด้วยการกลับชาติมาเกิด และเลือกเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นข้ารับใช้เพราะไร้ญาติขาดมิตร หากไม่สามารถทะลวงสู่ขอบเขตหลอมกายาก่อนอายุสามสิบห้า เขาก็ต้องออกไปดิ้นรนในโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยงั้นหรือ?
"ข้ารับใช้ได้เงินวันละ 10 อีแปะ รวมกับเบี้ยเลี้ยงสิ้นปี กินอยู่ฟรี อย่างมากเก็บได้ปีละสี่พันอีแปะ เท่ากับสี่ตำลึงเงิน จากสิบห้าถึงสามสิบห้า รวมแล้วแค่แปดสิบตำลึง ไม่พอซื้อโอสถสมบัติชำระกายที่ราคาตั้งร้อยตำลึงแน่ๆ"
หลินโม่วิเคราะห์เงียบๆ
ดูเหมือนเบื้องบนจะกำหนดขีดจำกัดไว้แล้ว คนจนที่ไม่มีต้นทุนทางบ้านแทบไม่มีโอกาสได้ชำระกาย แม้จะทำงานจนต้องออกจากสำนักไปก็ตาม
ไม่นานนัก
กลุ่มของพวกเขาก็มาถึงตำหนักกระเรียนเหินที่ตั้งอยู่กลางเขา
ที่นี่เป็นอาคารกำแพงแดงกระเบื้องเขียว โครงสร้างโอ่อ่าสง่างาม ประตูตำหนักเปิดกว้าง สองข้างประตูมีรูปปั้นหินนกกระเรียนกางปีกตั้งตระหง่าน
"ทุกคน นี่คือตำหนักกระเรียนเหิน สถานที่สำหรับถวายธูปเทียน เด็กใหม่ระวังตัวไว้ ถ้าทำของแตกเสียหาย โทษเบาสุดคือปรับ หนักสุดคือไล่ออก ไม่รับกลับเข้าทำงานอีกตลอดชีวิต และจะส่งผลกระทบถึงลูกหลานสามรุ่น!"
หวังอู่ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มตะโกนขึ้น
เขาเดินมาท้ายแถว จ้องมองหลินโม่ที่เป็นเด็กใหม่เพียงคนเดียวในกลุ่มสิบคน แล้วกล่าวว่า "โดยเฉพาะเจ้า วันแรกอย่าหาเรื่องใส่ตัว"
หลินโม่ประเมินหวังอู่
อีกฝ่ายอายุสามสิบสี่ปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าถมึงทึง ดูไม่ใช่คนที่ควรไปตอแยด้วย หลินโม่จึงตอบรับ "ทราบแล้ว"
เมื่อเห็นว่าหลินโม่ที่เป็นเด็กใหม่ดูว่าง่าย หวังอู่ก็พอใจ "เอาล่ะ ทุกคนรีบทำความสะอาดตำหนักเดี๋ยวนี้"
หลินโม่หยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดรูปปั้นนกกระเรียนหินสองตัวหน้าประตู ก่อนจะเข้าไปเช็ดเสาหินด้านใน
ข้ารับใช้คนอื่นๆ ก็วุ่นอยู่กับการทำงาน
บางคนเช็ดผนังและเสา บางคนใช้ไม้กวาดกวาดพื้นและถูพื้น
ทันใดนั้น หวังอู่หัวหน้ากลุ่มก็เงยหน้ามองเพดานสูงแล้วขมวดคิ้ว "บ้าจริง! คราวที่แล้วไม่เห็นมีหยากไย่ ทำไมตอนนี้มีแล้ว?"
สายตาเขากวาดไปรอบๆ ก่อนจะตวาดใส่หลินโม่ "เด็กใหม่ ปีนขึ้นไปปัดหยากไย่ตรงนั้นซะ"
หลินโม่มองตามขึ้นไป
หยากไย่แผ่นใหญ่เกาะอยู่บนยอดเสาหินภายในตำหนัก จุดนั้นสูงจากพื้นราวเจ็ดแปดเมตร การปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน หากตกลงมาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แน่
"ยืนบื้ออะไรอยู่? รีบไปสิ!"
หวังอู่ถลึงตาใส่หลินโม่ พร้อมโยนไม้กวาดใส่ จ้าวสือและข้ารับใช้เก่าแก่อีกสองคนก็เดินเข้ามากดดัน สื่อความหมายให้เขารีบปีนขึ้นไป
หลินโม่รู้สึกไม่พอใจลึกๆ
ทดสอบความเชื่อฟังงั้นรึ?
นี่มันลูกไม้รับน้องใหม่ของพวกคนงานเก่าชัดๆ เขาไม่อยากปีนสูงขนาดนั้น แต่ถ้าไม่ทำตามคงโดนเพ่งเล็งในอนาคต แต่ถ้าปีนขึ้นไปโดยไม่มีเครื่องป้องกัน หากตกลงมาจะไม่แย่ยิ่งกว่าหรือ?
หวังอู่... ไอ้หมอนี่มันคนพาลชัดๆ!
หลินโม่สบถในใจ
"ไอ้หนู จะไม่รีบไปอีก?"
หวังอู่จ้องเขม็ง มือหนาวางลงบนไหล่หลินโม่แล้วบีบแน่น
หลินโม่เจ็บจนหน้านิ่ว ขณะกำลังจะจำใจตอบรับ ทันใดนั้นข้อความแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตา:
[โหลดแผงทำนายโชคชะตามงคล/อัปมงคล!]
หลินโม่ตะลึง
นิ้วทองคำ?
ข้อความในสายตาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
[เมื่อพบเหตุการณ์พิเศษ จะทำการเสี่ยงทายอัตโนมัติ: ดีเลิศ, ดี, ทั่วไป, แย่, แย่มาก ห้าผลลัพธ์นำไปสู่เส้นทางที่ต่างกัน การเลือกเส้นทางที่ต่างกันจะส่งผลให้ชะตากรรมเปลี่ยนไป]
[โปรดเลือกอย่างระมัดระวัง!]
[กำลังเสี่ยงเซียมซี!]
ในสายตาของเขาปรากฏติ้วไม้ไผ่สามอัน
[แย่มาก: ปฏิเสธจ้าวสือและหวังอู่อย่างแข็งกร้าว ผลลัพธ์คือจะถูกรุมทำร้าย ในอนาคตจะถูกเพ่งเล็งตลอดเวลา และชีวิตจะตกอยู่ในอันตราย ลางร้าย!]
[แย่: ปีนเสาหินขึ้นไปทำความสะอาดหยากไย่ ระหว่างนั้นจะเกิดพายุลมแรง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนจนพลัดตกลงมาจากที่สูง บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต]
[ดี: รับปากว่าจะทำความสะอาด แล้วออกไปตัดไม้ไผ่มาทำเป็นเครื่องมือ รอจนคลื่นพายุผ่านพ้นไปค่อยทำความสะอาด จะได้รับ 'วาสนา']
ข้อความในสายตาเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
หลินโม่ดึงสติกลับมา มองดูพวกข้ารับใช้เก่าอย่างจ้าวสือและหวังอู่ที่ล้อมเขาไว้ด้วยความรังเกียจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำหน้าเชื่อฟัง "เสามันสูงเกินไป ข้าขอออกไปตัดไม้ไผ่มาช่วยทำความสะอาดดีกว่า!"
หวังอู่และจ้าวสือเลิกคิ้ว แม้หลินโม่จะไม่ยอมปีนเสา แต่ในเมื่อยอมรับงาน ในสายตาพวกเขาก็ถือว่ายอมจำนนแล้ว
นั่นทำให้พวกเขาพอใจมาก
วันหน้าจะได้โขกสับเด็กใหม่คนนี้ได้สะดวก
"รีบไปรีบมาล่ะ!"
"ทราบแล้ว"
หลินโม่เดินออกจากตำหนักกระเรียนเหิน บังเอิญมีป่าไผ่อยู่ใกล้ๆ เขาใช้มีดพร้าตัดลำไผ่ เหลือใบไว้เฉพาะส่วนปลาย แล้วเดินกลับมายังตำหนัก
ตูม!
เสียงกัมปนาทเลือนลั่นดังขึ้นใกล้กับยอดเขารับใช้ ทันใดนั้นคลื่นพลังมหาศาลก็ระเบิดออกมาราวกับพายุคลั่ง
วูบ!
ต้นไม้ในป่าโยกไหวอย่างรุนแรง แม้แต่ประตูตำหนักกระเรียนเหินยังสั่นสะเทือน
หลินโม่เซถลาแทบทรงตัวไม่อยู่
"อันตรายชะมัด!"
เขาใจหายวาบ หากเมื่อครู่เขาปีนเสาหินอยู่ คงถูกพายุลมแรงนี้พัดตกลงมา ไม่ตายก็คงพิการ
ภายในตำหนักกระเรียนเหิน
จ้าวสือ หวังอู่ และคนอื่นๆ ก็ตกใจเช่นกัน พวกเขาเห็นหลินโม่เพิ่งกลับมาพอดี ต่างคิดในใจว่าไอ้หนูนี่ดวงดีจริงๆ
"หวังอู่ รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?"
"ดูจากความรุนแรง น่าจะเป็นผู้ฝึกตนทะลวงขอบเขตกระมัง? ดูท่าทางคงเป็นระดับขอบเขตกลั่นลมปราณทะลวงสู่ทะเลวิญญาณแน่ ไม่งั้นคงไม่เกิดพายุรุนแรงกินวงกว้างขนาดนี้ น่ากลัวจริงๆ"
"ขอบเขตทะเลวิญญาณ... ศิษย์สายตรงสินะ? ถ้าออกไปข้างนอก อย่างน้อยก็ได้เป็นเจ้าเมือง!"
พวกข้ารับใช้เก่าแก่ต่างพากันอิจฉา
หลินโม่จดจำคำว่า "ขอบเขตกลั่นลมปราณ" "ขอบเขตทะเลวิญญาณ" และ "ศิษย์สายตรง" เอาไว้ในใจ
ในขณะเดียวกัน เขาอาศัยจังหวะที่ทุกคนมัวแต่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ที่หน้าประตู รีบเดินเข้าไปในตำหนักแล้วมองขึ้นไป
มีหยากไย่แผ่นใหญ่
แมลงมากมายทั้งยุง แมลงวัน จั๊กจั่น และตั๊กแตนติดอยู่เต็มไปหมด เขารีบใช้ปลายไม้ไผ่กวาดหยากไย่จากที่สูงลงมา
สิ่งของร่วงกราวลงมามากมาย
หลินโม่รีบค้นหา ของเกือบทุกอย่างแหลกเหลวเมื่อถูกบีบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แข็งและให้ความรู้สึกผิดปกติ
เขารู้ทันทีว่านี่คือ 'วาสนา' โดยไม่มีเวลาพิจารณาให้ละเอียด เขารีบยัดมันเข้าในอกเสื้อ ทำทีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วลงมือทำความสะอาดต่อ
"ทุกคนอย่าตื่นตระหนก! นั่นคือศิษย์สายในทะลวงสู่ขอบเขตทะเลวิญญาณ ก่อให้เกิดคลื่นปราณกระเพื่อมไหว"
เสียงหนึ่งดังมาจากฟากฟ้า
ผู้คนในรัศมีหลายลี้ที่แตกตื่นกับพายุเมื่อครู่ต่างถอนหายใจโล่งอก
พวกข้ารับใช้กลับมาทำความสะอาดตำหนักต่อ
จนถึงช่วงสาย ตำหนักกระเรียนเหินก็สะอาดเอี่ยม หลินโม่และกลุ่มของเขาจึงกลับไปยังเรือนสามที่ตีนเขา รับหมั่นโถวและผักดองจากโรงอาหารมานั่งกิน
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิญญาณกระเรียนก็สมชื่อ
แม้โรงอาหารจะไม่มีกับข้าวเลิศหรส แต่ปริมาณอาหารนั้นเหลือเฟือ อิ่มท้องแน่นอน ไม่มีการแย่งชิงอาหารกันแต่อย่างใด
ช่วงพักเที่ยง
หลินโม่กลับเข้าห้อง ปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ล้วงเอาสิ่งของในอกเสื้อออกมาพิจารณาอย่างละเอียด
"นี่... คือวาสนาที่ว่า?"