- หน้าแรก
- ผมเป็นนักสลักลาย จะพกมีดติดตัวก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนนี่
- ตอนที่ 14 ผู้นำทาง
ตอนที่ 14 ผู้นำทาง
ตอนที่ 14 ผู้นำทาง
ตอนที่ 14 ผู้นำทาง
บรรยากาศภายในโรงเรียนเงียบสงัด
ช่างแตกต่างจากเสียงตะโกนโหวกเหวกด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
"ว่าแล้วเชียว พี่เซินต้องเป็นขาใหญ่แน่ๆ"
"แหงสิ ไม่เห็นเหรอว่าพี่เซินแกโหดขนาดไหน? คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนั้น?"
"คนพวกนี้น่ากลัวชะมัด พวกเขาเรียกว่าอะไรนะ แก๊งหัวโล้นเหรอ?"
"ฉันรู้จักพวกมัน..."
เสียงกระซิบกระซาบแพร่สะพัดไปทั่วหมู่นักเรียน พลางชี้ไม้ชี้มือไปที่แก๊งหัวโล้นและสวีเซิน
ลูกพี่หัวโล้นย่อมได้ยินชัดเจน แต่เขาไม่สนเลยสักนิด
ในใจเขากำลังสบถด่ากราดว่าทำไมต้องมาเจอตัวซวยอย่างสวีเซินด้วยนะ?
เขาได้ยินมาว่าหยางเตียนถูกลากเข้าไปในอู่ซ่อมรถแล้วโดนทรมานอย่างทารุณ
พอออกมา หยางเตียนก็เหมือนคนโดนล้างสมอง คอยวนเวียนอยู่รอบตัวสวีเซินประหนึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้า
ถึงขั้นยอมเป็นลูกสมุน!
ตอนนั้นลูกพี่หัวโล้นถึงกับช็อก!
ต้องมีใครสักคนหนุนหลังสวีเซินอยู่แน่ๆ!
เขาเคยคิดจะไปขอโทษด้วยซ้ำ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์กูลอาละวาดขึ้นเสียก่อน
เดิมทีเขาคิดว่าฉวยโอกาสตอนที่กำลังคนขาดแคลน หาโรงเรียนสักแห่งเพื่อคุ้มครอง แล้วเก็บค่าคุ้มครองเป็นค่าขนมสักหน่อย
แต่ที่แรกที่เขามา ดันมาเจอสวีเซินซะงั้น
ตอนนี้เขาอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาดจริงๆ
สวีเซินย่อมได้ยินเสียงนักเรียนพวกนั้นเหมือนกัน และในขณะเดียวกันก็เห็นสายตาแปลกๆ ของติงเหวินเทียนและหวังชิงชิง
เขาทำหน้าบอกบุญไม่รับ โบกมือไล่ "รีบๆ ไสหัวไปซะ!"
"ครับผม! ครับผม!"
ลูกพี่หัวโล้นดีใจเนื้อเต้น ลุกขึ้นยืนทันทีแล้วหันหลังเตรียมโกย
"เดี๋ยว!!"
"พี่เซิน มีอะไรจะสั่งอีกเหรอครับ?" ลูกพี่หัวโล้นหันขวับกลับมาอย่างกับทหารฝึก
"พวกแก คอยคุ้มกันคนแก่กับเด็กด้วย ถ้ากล้าเก็บเงินล่ะก็ อย่าหาว่าฉันตามไปคิดบัญชีทีหลังนะ" สวีเซินเอ่ยเสียงเย็น
"ได้ครับ ได้ครับ! พวกเราจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จแน่นอน!"
ลูกพี่หัวโล้นหันหลังวิ่งนำลูกน้องออกไปทันที
หลังจากวิ่งมาได้หลายร้อยเมตร ลูกพี่หัวโล้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ลูกพี่ ไอ้เด็กนั่นเป็นใครวะ? ทำไมกร่างจัง? พวกเราคนตั้งเยอะแยะยังต้องกลัวมันอีกเหรอ?"
ลูกน้องหัวโล้นที่ดูหนุ่มกว่าถามอย่างไม่พอใจ
ผัวะ!
ลูกพี่หัวโล้นตบกบาลลูกน้องเข้าให้เต็มรัก
"ไอ้โง่ เอ็งจะไปรู้อะไร!"
"แผลบนตัวข้านี่ก็ฝีมือมันทั้งนั้นแหละ!"
"งั้นทำไมเราไม่รุมมันล่ะ?" ลูกน้องหัวโล้นทำหน้าตกใจ
"รุม รุม รุม พ่อเอ็งสิ! อยากตายก็ไปตายคนเดียวไป!"
ลูกพี่หัวโล้นหน้าดำคร่ำเครียด ก่อนจะหันหลังเดินหนี
"ลูกพี่ จะไปไหนครับ?"
"ไม่ได้ยินที่มันสั่งเหรอ? ให้คุ้มกันคนแก่กับเด็ก ข้าไม่อยากให้มันตามมาคิดบัญชีทีหลังเว้ย!"
ความวุ่นวายกินเวลานานกว่าสามชั่วโมง
จนกระทั่งเลยสองทุ่ม กูลตัวสุดท้ายถูกกำจัด และหลุมยุบถูกถมจนเต็ม สัญญาณเตือนภัยถึงค่อยๆ สงบลง
แต่ตอนนี้เขตตะวันออกกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
เลือด ซากตึก ซากศพ และกองไฟที่ลุกโชนเป็นหย่อมๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาของสวีเซิน
สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
มีเพียงมือข้างหนึ่งที่กำแน่น
สิบปีก่อน ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่มันเลวร้ายกว่านี้มาก เขตตะวันตกแทบทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง
หลังจากพ่อแม่ส่งพวกเขาสามพี่น้องออกมา ทั้งคู่ก็หันกลับไปต่อสู้กับศัตรูพร้อมกับชาวบ้านในเขตตะวันตก
ตอนนี้ ฉากที่คล้ายคลึงกันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง
โชคดีที่ครั้งนี้ มีคนตายไม่มากนัก
สวีเซินถูกหวังชิงชิงและหยางเตียนช่วยพยุงกลับมาที่บ้านของหวังชิงชิง
ในหมู่บ้านนี้มีสัตว์ภูตโผล่มาไม่มากนัก
ทันทีที่โผล่มา ก็ถูกหลี่หลี่จัดการเรียบ
พอเปิดประตูเข้าไป สวีตงและสวีเซี่ยที่ตาแดงก่ำก็พุ่งเข้ากอดสวีเซินทันที
แรงกระแทกโดนแผลทำเอาสวีเซินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือน้องๆ
การมีชีวิตอยู่นี่มันดีจริงๆ
หลี่หลี่ที่ถือดาบยาวรีบเข้ามาช่วยพยุงสวีเซินไปนั่งที่โซฟาและตรวจดูอาการ
ครู่ต่อมา เธอก็ถอนหายใจโล่งอก "ไม่ต้องห่วง ไม่เป็นไรมาก แค่แผลภายนอกกับใช้แรงเกินตัว พักผ่อนสักหน่อยก็หาย"
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจเธอกลับสงสัย
หวังปิงโทรมาบอกว่ากระดูกสวีเซินหัก แต่ทำไมพอเธอตรวจดู ทุกอย่างกลับปกติดี?
แม้แต่อาการบาดเจ็บภายในก็แทบจะหายเองแล้ว
หยางเตียนทักทายแล้วรีบขอตัวกลับ เขาต้องกลับไปดูอาการพ่อเหมือนกัน
สวีเซินเอนตัวพิงโซฟา หัวซบไหล่หวังชิงชิง แล้วก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
เขาเหนื่อยเหลือเกิน
เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาพบว่าเป็นเช้าวันใหม่แล้ว
เขานอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ หอมๆ
จู่ๆ เขาก็เบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นมาคลำเสื้อผ้าตัวเอง
พอไม่พบร่องรอยการถูกลวนลาม เขาก็ถอนหายใจอย่างผิดหวัง
คราบเลือดหายไปแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ น้าหลี่คงใช้ลวดลายธรรมทำความสะอาดให้
เดินออกมาจากห้องหวังชิงชิง เขาพบว่าหวังปิงและหลี่หลี่ไม่อยู่ ส่วนหวังชิงชิงกำลังนั่งดูข่าวในทีวี
เวลานี้สวีตงและสวีเซี่ยคงไปโรงเรียนแล้ว
"ตื่นแล้วเหรอ?" หวังชิงชิงเหลือบมองสวีเซิน
"อืม รู้สึกดีขึ้นแล้ว" สวีเซินบิดขี้เกียจ นอกจากอาการแน่นหน้าอกนิดหน่อยและเจ็บแผลภายนอกบ้าง อาการโดยรวมดีขึ้นมาก
เขาเดินไปนั่งข้างหวังชิงชิง ดูข่าวด้วยกัน
"เมื่อวานนี้ ระหว่างที่กูลอาละวาดในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหยวน มีผู้เสียชีวิต 36 รายในเขตใต้ และบาดเจ็บสาหัส 129 ราย"
"ในเขตเหนือ มีผู้เสียชีวิต 52 ราย และบาดเจ็บสาหัส 318 ราย"
"เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ซินหั่วเสียสละชีวิต 13 นาย..."
"สาเหตุของการเกิดหลุมยุบและระเบิดในตัวเมืองยังอยู่ระหว่างการสืบสวน สงสัยว่าจะเป็นการก่อการร้ายที่มีการวางแผนโดยองค์กร..."
สวีเซินและหวังชิงชิงเงียบกริบ
คนตายไป 88 คน รวมเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ซินหั่ว 13 นาย
พูดตามตรง ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยแล้ว
แต่พอเห็นชีวิตคนกลายเป็นแค่ตัวเลข ทั้งคู่ก็รู้สึกจุกในอก
"ฉันต้องไปเมืองหลวงสักสองสามวันนะ" หวังชิงชิงเอ่ยขึ้น
"ไปเอาเคล็ดวิชาและลวดลายธรรมสายภูตเหรอ?" สวีเซินเดา เจียงโหย่วอีเคยบอกเรื่องนี้กับเขามาก่อน
"อืม ยิ่งได้เร็วเท่าไหร่ ยิ่งกลับมาเร็วเท่านั้น จะมีคนไปเป็นเพื่อนฉันด้วย"
หวังชิงชิงพยักหน้า หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน เธออยากจะบำเพ็ญเพียรจนตัวสั่น
พอเห็นสภาพอันน่าเวทนาของสวีเซิน ความปรารถนาที่จะบำเพ็ญเพียรของเธอก็พุ่งถึงขีดสุด
เธอ... ก็อยากปกป้องสวีเซินเหมือนกัน!
"ไปเมื่อไหร่?"
"เดี๋ยวนี้เลย"
"เร็วขนาดนั้น?" สวีเซินเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าหวังชิงชิงจะรีบขนาดนี้
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
พอหวังชิงชิงเปิดประตู หญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมง สูงพอๆ กับสวีเซิน สวมชุดรัดรูปมัดผมหางม้า ก็ส่งยิ้มบางๆ ให้หวังชิงชิง
"ได้เวลาแล้ว"
"พี่หม่า รบกวนด้วยนะคะ" หวังชิงชิงพยักหน้า
พร้อมกันนั้น เธอหันกลับมามองสวีเซิน "อย่าไปก่อเรื่องที่ไหนอีกล่ะ สองสามวันนี้"
"ไม่ไว้ใจฉันหรือไง? ไปเถอะน่า!"
สวีเซินหัวเราะร่า
พี่หม่าได้ยินเสียง จึงเอียงคอมามอง เห็นสวีเซินที่เพิ่งตื่นนอน
"สวีเซิน? สนใจเข้าหน่วยพิทักษ์ซินหั่วไหม?"
พี่หม่ายิ้มให้สวีเซิน
"ไม่สนครับ เชิญตามสบาย"
ปัง!
เขาปิดประตูใส่หน้า
พี่หม่าอึ้งไปเลย ไม่คิดว่าเด็กนี่จะตัดบทได้เด็ดขาดขนาดนี้
หรือว่าเธอแก่จนหมดสวยแล้ว?
หวังชิงชิงข้างๆ ยิ้มอย่างจนใจ "อย่าไปถือสาเขาเลยค่ะ เขาก็เป็นแบบนั้นแหละ"
"ไปกันเถอะ"
พี่หม่ามองประตูที่ปิดสนิทอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมหวังชิงชิง
มีคนรู้เรื่องวีรกรรมของสวีเซินเมื่อวานไม่มากนัก เธอคือหนึ่งในนั้น
ซุนหยุนเอาชีวิตเป็นประกันว่าทุกอย่างเป็นความจริง พวกเธอจึงเชื่อ
แต่เธอก็ยังสงสัยในตัวเด็กหนุ่มวัยสิบแปดคนนี้อยู่ดี
เขามีความลับอะไรซ่อนอยู่ ถึงเอาชีวิตรอดจากการเผชิญหน้ากับกูลระดับสามทั้งที่เป็นร่างต้องห้ามได้?
หลังจากหวังชิงชิงไปแล้ว สวีเซินก็ได้รับโทรศัพท์จากติงเหวินเทียน
"น้องสวี พวกเราจะไปหอคัมภีร์กันแล้ว เธออยากมาดูไหม?"
"ถึงเธอจะมีเคล็ดวิชาฝึกฝนแล้ว แต่ก็ควรไปเห็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งมรดกของอาณาจักรเซี่ยเราสักหน่อยนะ"
ติงเหวินเทียนรู้จากการแสดงออกของสวีเซินเมื่อวานว่าเขาต้องมีเคล็ดวิชาฝึกฝนแล้วแน่ๆ แต่เขาก็ยังชวนสวีเซิน
"ได้ครับ รอผมแป๊บ"
สวีเซินพยักหน้า ผลักประตูเดินออกไป
หอคัมภีร์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรเซี่ย
แม้จะเรียกว่าหอคัมภีร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นชื่อเรียกของบางเมือง ชื่อจริงของมันคือ หอซินหั่ว!
ข้างในนับตั้งแต่ยุคพลังปราณตื่นรู้ มีลวดลายธรรมและเคล็ดวิชาที่วิจัยและขุดค้นโดยบรรพบุรุษนับไม่ถ้วน!
มีข่าวลือว่าลึกเข้าไปในหอหลักที่เมืองหลวง มีลวดลายธรรมและเคล็ดวิชาโบราณที่ตกทอดมาจากยุคสมัยอันไกลโพ้นที่ไม่มีใครรู้จัก!
นักเรียนทุกคนที่ตื่นรู้และเข้าไป จะได้พบกับเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับตัวเอง
ขุมทรัพย์ภายในนั้นเรียกได้ว่าน่าทึ่ง!
ดังนั้นมันจึงถูกเรียกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอาณาจักรเซี่ย!
ว่ากันว่าในหอย่อยของแต่ละเมือง จะมี ผู้นำทาง ประจำอยู่
ผู้นำทางอยู่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์ของเมือง แทบไม่มีใครสั่งการพวกเขาได้
ผู้นำทางทุกคนละวางทางโลก แทบไม่เคยลงมือนอกจากเกิดภัยพิบัติระดับล้างเมือง และพวกเขาไม่เคยออกจากหอ
จุดประสงค์หลักที่สวีเซินไป คืออยากเห็นว่าผู้นำทางจะเก่งกาจแค่ไหน!
"ตำนานบอกว่าผู้นำทางทุกคนอยู่ในขอบเขตวิญญาณหยิน อยากรู้จริงว่าจริงหรือเท็จ"
สวีเซินพึมพำ เรียกแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง
พอคนขับได้ยินว่าสวีเซินจะไปหอคัมภีร์ ก็คิดว่าเป็นนักเรียนที่ตกรถ จึงรับปากว่าจะพาไปส่งให้ทันเวลาทันที
สวีเซินประทับใจทักษะการขับรถของพี่แกมาก
ประมาณสิบนาทีต่อมา พวกเขาก็มาถึง
สวีเซินจ่ายค่ารถแล้วลงมา หน้าซีดนิดๆ
ข้างหน้าคือลานกว้างขนาดมหึมา
ในลานกว้างมีผู้คนหนาแน่น ล้วนเป็นนักเรียนมัธยมปลายจากสี่เขตของเมืองหยวนที่พานักเรียนที่ตื่นรู้แล้วมารวมตัวกัน
มองคร่าวๆ น่าจะมีเกือบหมื่นคน
"ลูกพี่! ลูกพี่ ทางนี้ครับ!!"
ทันทีที่ลงรถ เขาก็ได้ยินเสียงหยางเตียน
มองไปตามเสียง ก็เห็นหยางเตียนโบกมืออยู่ไม่ไกล เบ้าตาข้างหนึ่งยังเขียวช้ำอยู่... "เพิ่งผ่านไปวันเดียว ใครซัดแกมาอีกล่ะ?"
สวีเซินมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
"ไอ้เด็กเวรจากเขตตะวันออก ไม่รู้โผล่มาจากไหน ได้ยินว่าพี่สะใภ้มีพรสวรรค์สายภูต ก็พูดจาสุนัขไม่รับประทาน"
"ผมจะทนได้ไง? ก็เลยพุ่งเข้าไปหามัน แล้วก็..."
"โอ้? มันพูดว่าอะไร?" สวีเซินหรี่ตาลง
"มันบอกว่าพวกสายภูตเป็นตัวอันตราย ควรถูกควบคุมอย่างเข้มงวด..." ยิ่งพูดเสียงหยางเตียนก็ยิ่งเบาลง
เขาเห็นรอยยิ้มคุ้นเคยปรากฏบนใบหน้าของสวีเซิน
"งั้นเหรอ?"
"นำทางไปสิ ฉันจะไปคุยกับมันหน่อย"