- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุคแปดศูนย์ก้าวขึ้นแท่นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง
- บทที่ 16 เริ่มงานอย่างง่ายดาย
บทที่ 16 เริ่มงานอย่างง่ายดาย
บทที่ 16 เริ่มงานอย่างง่ายดาย
บ่ายสามโมงตรง ออร์เดอร์สามใบในมือเฉินเฟิงก็จัดการเสร็จสิ้นทั้งหมด
นอกจากใบแรกที่การสื่อสารยังติดขัดอยู่บ้าง แต่ออร์เดอร์ใบที่สองและสามเขาก็เจรจาตกลงได้อย่างง่ายดาย
เฉินเฟิงถือเอกสารเดินไปที่หน้าห้องทำงานของซ่งฉางฟะ เห็นซ่งฉางฟะกำลังพ่นภาษากวางตุ้งอย่างคล่องแคล่วคุยโทรศัพท์เจรจาธุรกิจอยู่
“วางใจเถอะน่า เพื่อนเก่ากันทั้งนั้น ใบนี้ผมไม่ได้เอากำไรคุณเลย ให้ราคามิตรภาพสุดๆ... ได้ๆๆ ว่างๆ ไปดื่มน้ำชากัน”
เฉินเฟิงรอจนซ่งฉางฟะวางสายแล้วจึงเคาะประตูเบาๆ
ซ่งฉางฟะหันมาเห็นเฉินเฟิงยืนอยู่ที่ประตูพอดี
“เข้ามาสิ”
เมื่อเฉินเฟิงเดินเข้ามา ซ่งฉางฟะก็หยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบคำหนึ่งก่อนจะถามว่า “อาเฟิง มีธุระอะไรกับฉันรึ?”
“ออร์เดอร์พวกนี้ผมจัดการเสร็จหมดแล้วครับ อยากจะขอรับงานเพิ่ม พนักงานคนอื่นบอกว่าถ้าจะเอางานใหม่ต้องมาขอที่พี่ครับ”
บริษัทนี้ซ่งฉางฟะเป็นเจ้าของ ออร์เดอร์หลักๆ ล้วนมาจากญาติที่ฮ่องกงส่งมาให้ เพื่อที่จะกุมอำนาจสั่งการออร์เดอร์สำคัญไว้ในมือ เขาจึงแบ่งงานให้ลูกน้องทำในจำนวนที่จำกัด เมื่อทำเสร็จแล้วถึงจะมาขอใหม่ได้
“จัดการเสร็จหมดแล้วเหรอ?” ซ่งฉางฟะอุทานด้วยความตกใจ
เฉินเฟิงพยักหน้าแล้วยื่นออร์เดอร์ทั้งสามใบให้ซ่งฉางฟะ “พี่ฟะ ลองดูครับ”
ซ่งฉางฟะรับไปกวาดสายตาดู บนนั้นระบุชื่อตัวแทนจำหน่ายที่รับงานไว้อย่างชัดเจน ทั้งราคาซื้อขาย หรือแม้แต่ส่วนต่างกำไรก็คำนวณมาให้เสร็จสรรพ
“ดีมาก! ยอดเยี่ยมจริงๆ นึกไม่ถึงเลยนะอาเฟิงว่านายจะเป็นคนเก่งขนาดนี้ ทำงานได้รวดเร็วมาก”
ซ่งฉางฟะหยิบออร์เดอร์อีกหลายใบในลิ้นชักยื่นให้เฉินเฟิงแล้วพูดว่า “เอาใบพวกนี้ไปจัดการต่อเถอะ”
เฉินเฟิงยิ้มรับแล้วเดินออกไปลุยงานต่อ เมื่อเริ่มชำนาญแล้ว เฉินเฟิงก็ทำงานได้รวดเร็วขึ้นมาก
ไม่ถึงสองชั่วโมง ออร์เดอร์อีกสี่ใบที่ซ่งฉางฟะให้มาก็เสร็จเรียบร้อย
ตอนที่เฉินเฟิงเดินไปหาซ่งฉางฟะอีกครั้ง งานในมือเขาก็หมดเกลี้ยงแล้ว ซ่งฉางฟะนึกไม่ถึงเลยว่าเฉินเฟิงจะทำงานได้มีประสิทธิภาพขนาดนี้ ดูราวกับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ไม่ปาน
ความจริงแล้วเฉินเฟิงสร้างสูตรคำนวณขึ้นมา แค่เอาข้อมูลจากออร์เดอร์อย่างต้นทุน ค่าขนส่ง และกำไร ใส่ลงไปในสูตร เขาก็จะรู้ทันทีว่าต้องทำราคาเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน สิ่งที่กินเวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงเหลือแค่ขั้นตอนการโทรศัพท์คุยกับตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น
ตอนนี้ซ่งฉางฟะไม่มีออร์เดอร์เหลือในมือแล้ว บริษัทการค้าเล็กๆ ของเขาปกติก็จะรับงานตามกำลังพนักงานที่มี ใครจะไปรู้ว่าวันนี้จะเจอสัตว์ประหลาดอย่างเฉินเฟิงที่ทำงานคนเดียวได้เท่ากับคนเจ็ดแปดคนรวมกัน
ซ่งฉางฟะไม่มีออร์เดอร์จะให้แล้ว จึงโยนสมุดเล่มหนึ่งให้เฉินเฟิง บอกให้เขาลองโทรศัพท์ไปหาแหล่งสินค้าดู
ในสมุดเล่มนั้นคือรายชื่อบริษัทการค้าในฮ่องกงที่เคยร่วมงานกับบริษัทจงฟะ ออร์เดอร์ที่ซ่งฉางฟะได้มาส่วนใหญ่ก็มาจากการขอแบ่งงานจากบริษัทในฮ่องกงเหล่านี้ เช่น บริษัทแห่งหนึ่งในฮ่องกงนำเข้าตู้เย็นล็อตใหญ่มา แต่บริษัทเล็กๆ อย่างจงฟะกินไม่ไหว ก็จะใช้วิธีแบ่งเค้กกันระหว่างบริษัทเล็กหลายๆ แห่ง
หัวใจสำคัญของการโทรศัพท์ติดต่อคือต้องรู้ว่าฝั่งนู้นมีของอะไรอยู่ในมือ ราคาเท่าไหร่ แล้วประเมินว่าเราจะรับไหวไหม
ส่วนบุญคุณที่หัวหน้าแผนกเจ้าต้าหย่วนติดค้างเขานั้น ยังไม่ถึงเวลาที่จะหยิบมาใช้
แน่นอนว่าบริษัทที่ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดกับจงฟะเทรดดิ้ง ซ่งฉางฟะย่อมไม่ยอมให้รายชื่อแก่เฉินเฟิง รายชื่อในสมุดที่เขาให้มาล้วนเป็นบริษัทที่เคยร่วมงานกันแค่ผ่านๆ ไม่สนิทสนม หรือบางรายก็มีแค่เบอร์ติดต่อแต่ไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ
เหตุผลที่เขาให้รายชื่อพวกนี้แก่เฉินเฟิง ก็แค่เผื่อฟลุ๊คเหมือนการหว่านแหจับปลา ถ้าเฉินเฟิงหาออร์เดอร์มาได้ก็ดีไป ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะรากฐานของบริษัทที่ซ่งฉางฟะสร้างมาได้นั้น พึ่งพาออร์เดอร์จากญาติที่ฮ่องกงเป็นหลัก ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่สุด
นอกจากจะติดต่อทางฮ่องกงเพื่อหาออร์เดอร์แล้ว ยังมีอีกช่องทางหนึ่งคือการขอจากบริษัทการค้าต่างประเทศของรัฐ แต่ที่นั่นมักจะเป็นออร์เดอร์ยักษ์ใหญ่ ถ้าไม่มีกำลังพอจะรับไม่ไหว และถ้าคุณสมบัติบริษัทไม่ถึงเกณฑ์ ทางภาครัฐก็จะไม่ส่งงานให้
เฉินเฟิงมีเบอร์ติดต่อของหัวหน้าแผนกเจ้าต้าหย่วนอยู่ในมือ แต่เขายังไม่มีแผนที่จะติดต่อฝ่ายนั้นในตอนนี้
เฉินเฟิงถือสมุดของซ่งฉางฟะเดินออกมา เขาเริ่มโทรศัพท์ไปทางฝั่งฮ่องกงเพื่อติดต่อบริษัทต่างๆ โทรไปหลายสาย บ้างก็บอกว่าไม่รู้จักบริษัทจงฟะเทรดดิ้ง บ้างก็พอได้ยินชื่อบริษัทก็วางสายใส่ทันที
และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเวลาเลิกงาน
ยุคสมัยแปดศูนย์ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบปัจจุบัน เมื่อถึงเวลาก็คือเวลาเลิกงาน
จางจื้อหย่วนที่นั่งข้างๆ บิดขี้เกียจพลางบ่นว่า “เลิกงานเสียที เหนื่อยชะมัดเลยพับผ่าสิ”
เขาเห็นเฉินเฟิงยังนั่งจ้องสมุดเล่มนั้นอยู่ จึงลุกขึ้นตบไหล่เพื่อนแล้วบอกว่า “อย่าไปดูมันเลย กลับกันเถอะ”
“ผมตั้งใจว่าจะเอากลับไปศึกษาดูหน่อยน่ะครับ”
“ศึกษาอะไรกันเล่า”
จางจื้อหย่วนกระซิบที่ข้างหูเฉินเฟิงเบาๆ “เบอร์ในนั้นไม่มีอันไหนพึ่งพาได้หรอก พี่ฟะแกได้รายชื่อพวกนี้มาจากญาติที่ฮ่องกง แต่เราไม่เคยร่วมงานกับบริษัทพวกนั้นเลย เขาไม่สนใจนายหรอก พี่ฟะโยนสมุดเล่มนี้ให้คนมาตั้งกี่คนแล้ว สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลวกันหมด”
เฉินเฟิงถึงได้เข้าใจว่าไม่ใช่เพราะความสามารถเขาไม่ถึง แต่เป็นเพราะโดนซ่งฉางฟะลองของเข้าให้แล้ว
ทว่าเขายังไม่ยอมแพ้ เขาเก็บสมุดเล่มนั้นใส่กระเป๋า เพราะเขารู้สึกว่าเขาน่าจะขุดคุ้ยหาประโยชน์อะไรบางอย่างจากมันได้
หลังเลิกงาน จางจื้อหย่วนขี่มอเตอร์ไซค์พาส่งเฉินเฟิงกลับบ้าน พอกลับถึงบ้าน พ่อของถังเวยเวยนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนถังเวยเวยก็เลิกงานแล้วและกำลังช่วยแม่อยู่ในครัว
จางจื้อหย่วนเดินเข้าไปคุยเล่นกับพ่อ ส่วนเฉินเฟิงก็หยิบสมุดที่ซ่งฉางฟะให้มาเปิดอ่าน
ในนั้นมีเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทการค้าในฮ่องกงมากมาย แต่ถ้าไม่เคยร่วมงานกันมาก่อน หรือไม่มีคนแนะนำตัวให้ การโทรไปดื้อๆ เขาก็มักจะไม่สนใจ
วันนี้เฉินเฟิงลองดูแล้วและก็เจอตอไปหลายที่ แถมยังโดนด่ากลับมาด้วย แต่เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจว่าในสมุดเล่มนี้ต้องมีอะไรที่มีประโยชน์ซ่อนอยู่ เขาจึงตั้งใจจะอ่านมันอย่างละเอียดอีกรอบ
“เตรียมตัวกินข้าวได้แล้วค่ะ”
ถังเวยเวยถือจานเดินออกมาจากห้องครัว เธอสวมผ้ากันเปื้อนทับชุดอยู่บ้านและรวบผมขึ้น ดูมีเสน่ห์แบบกุลสตรีที่ดูแลบ้านเรือนได้อย่างดีเยี่ยม
เมื่อเธอพบว่าเฉินเฟิงกำลังมองมาที่เธอ เธอก็รีบก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน
“กินข้าวเสียที หิวจะแย่แล้ว... อ้าว มีห่านย่างด้วย วันนี้เหมือนมีเทศกาลเลยแฮะ” จางจื้อหย่วนเห็นจานห่านย่างบนโต๊ะก็รีบใช้มือหยิบเข้าปากทันที
ถังเวยเวยใช้ตะเกียบตีมือพี่ชายเบาๆ “ห้ามแอบกินนะ”
“ขอกินคำเดียวเอง กินตอนนี้กับกินอีกแป๊บมันก็เหมือนกันนั่นแหละ” จางจื้อหย่วนทำตัวเหมือนน้องชายเวลาอยู่ต่อหน้าน้องสาวตัวเองไม่มีผิด
“รีบไปตักข้าวมาเตรียมกินได้แล้วค่ะ”
“เฉินเฟิง มากินข้าวเร็ว!” จางจื้อหย่วนตะโกนเรียกเพื่อน