- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากเป็นเซียน
- ตอนที่ 49 ถูกรุมสกรัม
ตอนที่ 49 ถูกรุมสกรัม
ตอนที่ 49 ถูกรุมสกรัม
ตอนที่ 49 ถูกรุมสกรัม
ซูหยุนฉางร้องอุทานออกมาเบาๆ และถูกโม่สวินแบกไว้บนหลังแล้ว
“ไม่ต้องกลัว เจ้าหลับตาลงก่อนก็ได้ เดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามลืมตา ให้คิดเสียว่าเผลอหลับไปก็พอ”
โม่สวินลูบผ่านเอวของตนเบาๆ ในมือก็ปรากฏเชือกเส้นหนึ่งขึ้นมา เขานำมันมามัดซูหยุนฉางที่อยู่ด้านหลังไว้กับตนเองอย่างแน่นหนา
ซูหยุนฉางเพิ่งจะคิดพูดอะไรบางอย่าง พลันมีม้าสีดำตัวหนึ่งปรากฏขึ้นข้างๆ บนหลังม้ามีชายหน้าขนผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขากำลังถือค้อนขนาดใหญ่ทุบลงมายังคนทั้งสอง
ซูหยุนฉางร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง และรีบหลับตาลงทันที ร่างทั้งร่างของนางถูกโม่สวินดึงให้ย่อต่ำลง หลบค้อนนั้นไปได้อย่างพอดิบพอดี
โม่สวินขยับเท้าหลบหลีกขาของม้าที่กวาดเข้ามาใกล้ ขณะเดียวกันก็ทะยานร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งหมัดเข้าใส่คนที่อยู่บนหลังม้า
หลังจากเสียงกระดูกแตกหักดังขึ้นเปราะหนึ่ง ร่างกายทั้งหมดของคนผู้นั้นก็ปลิวออกไป กลางอากาศ ศีรษะของเขาบิดไปแล้วเก้าสิบองศา ในชั่วพริบตา เขาก็ร่วงลงสู่พื้นโดยไม่ทราบว่าเป็นหรือตาย
ในขณะเดียวกัน มีคนอีกสามคนถือดาบ ทวน และขวาน อาศัยแรงเฉื่อยของม้า จู่โจมจากที่สูงลงมายังร่างของโม่สวิน
โม่สวินใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ กำลังจะทะยานขึ้นสู่ที่สูง แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนอีกสามสี่คนปรากฏตัวขึ้น พวกเขายิงธนูออกมาจากในมือ ปิดเส้นทางถอยของเขาจนหมดสิ้น
เขากลางอากาศไม่มีที่ให้ยืมแรง จึงรีบเอี้ยวตัว หมุนอยู่หลายรอบจึงจะหลบลูกธนูเหล่านี้พ้น ขณะเดียวกันในใจพลันแอบหัวเสีย จริงดังว่าสองหมัดย่อมยากจะต้านทานสี่มือ เมื่อนึกถึงตอนที่เขาต่อสู้กับหูเทียนหมิง ก็ยังไม่เคยตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้มาก่อน
เมื่อคิดถึงจุดนี้ เขานึกถึงพลธนูที่ซูเซิ่งนำมาในวันนั้น เกรงว่าต่อให้วรยุทธ์จะสูงส่งเพียงใด ก็ยากจะป้องกันลูกธนูที่ลอบยิงมาเหล่านี้ได้ คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ส่วนใหญ่คงจะเคราะห์ร้ายมากกว่าโชคดีแล้ว
ระหว่างที่ความคิดกำลังฟุ้งซ่าน เขาก็ลงสู่พื้นแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะทรงตัวได้มั่นคง ก็มีคนสองคนขี่ม้าพุ่งเข้ามาอีก
โม่สวินสัมผัสได้ถึงจุดด้อยของตนอีกครั้ง แม้ว่าจะบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับก่อปราณขั้นที่สี่แล้ว แต่ในด้านการโจมตีก็ยังคงเรียบง่ายเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้บนหลังของเขายังมีซูหยุนฉางอยู่ ยิ่งเป็นการจำกัดวิชาตัวเบาของเขาอย่างมาก
หลังจากต่อสู้กันได้หลายกระบวนท่า เขาก็ค่อยๆ พบว่า แม้คนเหล่านี้จะไม่ได้เก่งกาจอะไรในการต่อสู้ตัวต่อตัว แต่ทักษะการประสานงานโจมตีบนหลังม้านั้น ดูเหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ การรุกและการถอยล้วนมีแบบแผน
คนสิบกว่าคนแบ่งออกเป็นสามสี่กลุ่ม มีกลุ่มที่ใช้ดาบและทวนเป็นกองกำลังหลัก มีกลุ่มที่ใช้ค้อนหนักคอยป้องกัน ทั้งยังมีพลธนูคอยลอบโจมตี ข้างๆ ยังมีคนอีกสองสามคนคอยเคลื่อนไหวสนับสนุนไปมา ทำให้โม่สวินรับมือได้ยากยิ่งนัก
ทุกครั้งที่เขาลงมือกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเข้าโจมตีทันที เมื่อทะยานขึ้นไปกลางอากาศ ก็จะถูกธนูล็อกเส้นทางถอยไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะมีฝีมือที่คล่องแคล่วว่องไว แต่ในชั่วขณะหนึ่ง สองหมัดก็ยากจะต้านทานสี่มือ
“นี่ เสร็จแล้วหรือยัง ข้ารู้สึกว่าหัวหมุนไปหมดแล้วเพราะเจ้า จะอ้วกอยู่แล้ว”
ซูหยุนฉางกอดคอของเขาไว้แน่น แม้จะหลับตาอยู่ แต่เสียงอันน่าหวาดเสียวที่ดังอยู่ข้างหูก็ยังทำให้นางตกใจจนร้องออกมาบ่อยครั้ง ประกอบกับความเร็วของโม่สวินนั้นรวดเร็วมาก แม้ว่าตอนนี้นางจะบำเพ็ญเซียนแล้ว แต่ร่างกายก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ภายใต้การหลบหลีกที่รวดเร็วเช่นนี้ ร่างกายย่อมทนไม่ไหวเป็นธรรมดา
“รออีกสักครู่... เจ้าอย่าอ้วกใส่ข้าก็แล้วกัน”
ในตอนนี้โม่สวินมีความทุกข์ที่พูดไม่ออก ในขณะที่กำลังหาทางฝ่าวงล้อม ก็ยังต้องคอยระวังหยุนฉางที่อยู่ข้างหลัง
โชคดีที่เมื่อไม่กี่วันก่อนระดับพลังของเขาเพิ่งจะทะวงผ่าน พลังวิญญาณในร่างกายจึงเปี่ยมล้น ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จึงยังไม่รู้สึกว่าลำบากอะไร เพียงแต่รู้สึกว่าคู่ต่อสู้รับมือยากอยู่บ้างเท่านั้น
อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกยุทธ์หรือการบำเพ็ญเซียน ในตอนนี้เขาล้วนขาดอาวุธหรือศาสตราวุธวิญญาณดีๆ สักชิ้น
เมื่อพูดถึงศาสตราวุธวิญญาณ คางคกสำริดที่อยู่บนร่างของเขานั้น ในการต่อสู้แบบชุลมุนเช่นนี้ ก็พอจะนำมาใช้ได้อยู่
แต่ควันสีเทาที่พ่นออกมาจากปากของคางคกนั้น มีพิษร้ายแรงเพียงใด จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ เมื่อมีซูหยุนฉางอยู่บนหลัง เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยงใช้งานมัน
แน่นอนว่า เขาสามารถอาศัยวิชาตัวเบาเพื่อหลบหนีไปอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน
ทว่าการถูกคนกลุ่มนี้สกัดกั้นกลางทาง ในใจของเขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง การจะจากไปเช่นนี้ ในใจย่อมไม่ยินยอม