- หน้าแรก
- ข้าก็แค่อยากเป็นเซียน
- ตอนที่ 48 เป็นมังกรก็ต้องขดกาย
ตอนที่ 48 เป็นมังกรก็ต้องขดกาย
ตอนที่ 48 เป็นมังกรก็ต้องขดกาย
ตอนที่ 48 เป็นมังกรก็ต้องขดกาย
เมื่อสตรีชุดเขียวหันกลับมา และเห็นฝุ่นคละคลุ้งที่ลอยขึ้นมาจากพงหญ้า สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปอย่างน่าชม
ส่วนคนของนางที่อยู่รอบกาย ต่างชักดาบและกระบี่ออกจากเอว ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ รีบเข้ามาคุ้มกันนางไว้ข้างหลัง
“เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก” หลังจากได้สติ สตรีชุดเขียวจึงจ้องมองโม่สวินเขม็ง และหัวเราะเยาะออกมาทันที
โม่สวินไม่สนใจคำยั่วยุของนางแม้แต่น้อย หางตาของเขาเหลือบมองไปรอบๆ และกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “อย่าได้มาหาเรื่องข้าอีก”
พูดจบ เขาก็ทำท่าจะดึงซูหยุนฉางจากไป
เมื่อเห็นโม่สวินหันหลังกลับ สตรีชุดเขียวจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว จับคนพวกนี้ให้ข้า แล้วตัดมือตัดเท้าของพวกมันซะ”
สิ้นเสียงของนาง ชายสองคนที่อยู่ข้างกายสตรีชุดเขียวกระทืบเท้าลงบนโกลนอย่างแรง และทะยานร่างขึ้นไปในอากาศ ตีลังกากลางอากาศอย่างงดงามหนึ่งรอบ ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นเบื้องหน้าโม่สวินอย่างมั่นคง
“เจ้าหนู เมื่อหาเรื่องคุณหนูใหญ่ของพวกเราแล้ว ก็อย่าคิดที่จะจากไป”
คนทั้งสองหัวเราะอย่างชั่วร้าย สายตาของพวกเขาราวกับกำลังมองดูคนตาย ขณะเดียวกันก็ยื่นมือออกไปข้างละหนึ่งข้าง หมายจะคว้าจับโม่สวินและซูหยุนฉางจากทางซ้ายและขวา
ในความคิดของพวกเขา เจ้าหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ก็มีเพียงพละกำลังอยู่บ้างเท่านั้น คนรับใช้สองคนเมื่อครู่นี้ถูกลอบโจมตี การที่จะเสียเปรียบจึงเป็นเรื่องธรรมดา
ซูหยุนฉางเห็นมือใหญ่ข้างหนึ่งพุ่งเข้ามาหานางราวกับสายฟ้า ใบหน้างามของนางพลันซีดเผือดลงทันที และร้องอุทานออกมาเบาๆ
แต่ในขณะที่ฝ่ามือนั้นกำลังจะแตะถึงร่างของนาง พลันมีพลังมหาศาลสายหนึ่งดึงร่างของนางทั้งหมดเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผ่านช่องว่างระหว่างฝ่ามือทั้งสองไปได้อย่างพอดี
หากสังเกตอย่างละเอียด ก็จะพบว่าข้างหลังของนาง ในขณะนี้ได้ทิ้งภาพติดตาไว้สายหนึ่ง
มือใหญ่ทั้งสองข้างคว้าได้เพียงอากาศธาตุ สีหน้าของชายสองคนที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็เปลี่ยนไปทันที แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว ข้างหูของทั้งสองก็มีเสียงลมพัดผ่านเข้ามา
ที่แท้เป็นโม่สวินที่กระโดดขึ้นไปสูง และยกเท้าเตะเข้ามา
ในขณะที่ทุกคนยังมองไม่เห็นชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น คนทั้งสองก็ปลิวถอยหลังออกไปพร้อมกัน กระอักเลือดออกมาคำหนึ่งกลางอากาศ โลหิตสาดกระเซ็นไปถูกร่างกายของผู้อื่น
เมื่อมองกลับมาทางโม่สวิน เขาก็ร่อนลงสู่พื้นอย่างง่ายดายแล้ว บนใบหน้าของเขายังคงมีท่าทีสงบนิ่งราวกับเมฆบางเบาลมแผ่วพริ้ว
สตรีชุดเขียวเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า นอกจากความโกรธแล้ว บนใบหน้าของนางก็บังเกิดความตื่นตระหนกขึ้นมาหลายส่วน ในสถานที่อย่างเมืองทุ่งรุ่งโรจน์ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับยอดฝีมือเช่นนี้ ในการต่อสู้เมื่อครู่ นางถึงกับมองไม่เห็นรูปร่างของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
ทว่าโกรธก็ส่วนโกรธ หลังจากได้เห็นฝีมืออันแปลกประหลาดของโม่สวินแล้ว นางย่อมไม่ทะนงตนดูแคลนอีกฝ่าย และใช้กลยุทธ์ส่งคนไปทีละน้อยเช่นนี้อีก
ในสายตาของนาง เมืองทุ่งรุ่งโรจน์ทั้งเมืองล้วนเป็นของตระกูลเมิ่ง ต่อให้เป็นมังกร ก็ต้องขดกายยอมสยบให้นาง
สตรีชุดเขียวใช้มือลูบไปตามเอวบางของตน และดึงแส้อ่อนยาวเส้นหนึ่งออกมาเบาๆ
“บุกให้ข้าทั้งหมด ไม่ต้องไว้ชีวิต”
สิ้นเสียงของนาง คนอีกสิบกว่าคนที่อยู่รอบๆ ก็พากันควบม้า ในมือถือดาบและกระบี่ พุ่งเข้าใส่โม่สวิน
ในใจของซูหยุนฉางรู้สึกหวาดหวั่น นางรู้สึกว่าพื้นดินใต้เท้าของตนกำลังสั่นสะเทือน
นางยากที่จะจินตนาการได้ว่า หากม้าเหล่านี้พุ่งเข้าชนร่างกายของคน จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นใด
โม่สวินขมวดคิ้วเล็กน้อย หากมีเพียงเขาคนเดียว ต่อให้มีคนมากกว่านี้ เขาก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แต่บัดนี้ข้างกายยังมีซูหยุนฉางอีกคนหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวถ่วงมากขึ้น
หากไม่สามารถจัดการคนเหล่านี้ได้พร้อมกัน ย่อมต้องมีคนฉวยโอกาสทำร้ายหยุนฉางเป็นแน่
ขณะที่ในใจกำลังคิดเรื่องเหล่านี้ เขาก็กลับไปอยู่ข้างกายหยุนฉางแล้ว เขาฉุดนางขึ้นมา และใช้วิชาเหินลม จากไปจากที่เดิมราวกับสายลมวูบหนึ่ง