- หน้าแรก
- ยิงประตูสู่ฝัน
- บทที่ 200: ผมฟังไม่รู้เรื่อง (สกิลหูทวนลม!)
บทที่ 200: ผมฟังไม่รู้เรื่อง (สกิลหูทวนลม!)
บทที่ 200: ผมฟังไม่รู้เรื่อง (สกิลหูทวนลม!)
ในคืนหนึ่งที่ดวงดาวพร่างพราวเหนือฟากฟ้าเมืองมิลาน โซรันช์ (เอเยนต์ส่วนตัว) รีบร้อนบินข้ามคืนจากเยอรมนีเพื่อมาถึงมิลานโดยเร็วที่สุด เขาตั้งใจจะมาจัดการกับ “ซูเคอร์” สักชุดใหญ่ หลังเจ้าเด็กแสบเล่นหายหัวอย่างไร้มารยาท แต่เมื่อมาถึงสนามบิน... กลับเห็นซูเคอร์เดินตัวปลิวไปตรวจร่างกายตามขั้นตอนอย่างหน้าชื่นตาบาน ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ...ทำเอาคนที่ตั้งใจจะด่าจนปากฉีกอย่างเขา ถึงกับกลืนคำพูดกลับลงคอไป
“ได้ยินแฟนบอลบอกว่าแถวนี้มีร้านพาสต้าชื่อดัง... พี่จะลองไปกินดูไหม?” “นั่นใช่หอคอยสายรุ้งรึเปล่า?” “ว้าว! นั่นต้องเป็น มหาวิหารมิลาน (Duomo) แน่เลย!” โซรันช์หน้าบึ้งตึง หยุดเดินพร้อมตอบเสียงเรียบ “ไม่ใช่! มหาวิหารมิลานไม่เตี้ยขนาดนั้นหรอกเว้ย!”
ซูเคอร์หัวเราะแล้วขยับเข้ามาใกล้ “ยังโกรธอยู่เหรอครับพี่?” “โกรธบ้าโกรธบออะไรล่ะ!” โซรันช์ตวาดลั่น “ตอนแรกนายบอกว่าจะอยู่บอสเนียสักอาทิตย์ไม่ใช่รึไง?” “ก็จริงนะ ทีแรกตั้งใจแบบนั้น แต่พอไปถึง อยู่แค่วันเดียวก็เบื่อแล้ว ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย” “แล้วทำไมไม่แจ้งฉันก่อน?!” “กลัวพี่น่ะสิ เห็นว่ายังยุ่งอยู่ในเยอรมัน คุยเรื่องสัญญาสปอนเซอร์รองเท้าอยู่ไม่ใช่เหรอ ถ้าผมเรียกตัวพี่มากะทันหัน มันก็คงทำให้พี่ต้องลำบากเปล่าๆ” โซรันช์หันมามองตาเขียวปั๊ด ซูเคอร์ถอนหายใจ แกล้งทำหน้าซื่อ “ผมควรจะขอบคุณพี่ใช่ไหมเนี่ย ที่อุตส่าห์รีบบินมาหา?”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” ซูเคอร์หัวเราะร่าแล้วตบไหล่เอเยนต์คู่ใจเบาๆ “เอาน่าพี่ อย่าเคืองเลย ผมสบายดีแล้ว แถมได้เวลามาเซ็นสัญญาพอดี ว่าแต่มื้อนี้เอายังไง? กินพาสต้ากันไหม? แฟนบอลมิลานเขาแนะนำกันมา ต้องอร่อยแน่ๆ” โซรันช์กลอกตาอย่างเหนื่อยใจ “ช่วงบ่ายต้องมีแถลงข่าวนะ กินมื้อเที่ยงเอาแบบง่ายๆ ไปก่อน ค่อยจัดหนักมื้อเย็น” “ได้เลย” ซูเคอร์พยักหน้า “แล้วบ้านพักผมล่ะ จัดการยัง?” “ไม่ต้องห่วง” โซรันช์ตอบ “ฉันจัดให้เรียบร้อยแล้ว โบบัน ยอมให้เช่าคฤหาสน์ของเขาในราคาพิเศษ” “โอ้โห! ป๋ามาก!” ซูเคอร์ยกนิ้วโป้งให้
...
ข่าวใหญ่ที่ทำให้เมืองมิลานถึงกับสั่นสะเทือนก็คือ... ซูเคอร์ เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม เอซี มิลาน อย่างเป็นทางการ!
ไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่คือความจริงที่สั่นสะเทือนไปทั้งยุโรป นักข่าวจากสื่อทุกหัวทั่วทวีปต่างจับจ้องมายังถิ่น ซาน ซิโร เพราะเขาไม่ใช่ดาวรุ่งธรรมดา แต่คือ เจ้าของรองเท้าทองคำ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก! ผลงานในสนามของเขา ยากจะหาใครเทียบเคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟนบอลมิลานยังจดจำผลงานสุดระห่ำในเกมที่ ดินาโม ซาเกร็บ บุกมาเยือนถิ่นซาน ซิโร ได้ดี — และซูเคอร์คือผู้ที่เจิดจรัสที่สุดในค่ำคืนนั้น การได้ตัวเขามาร่วมทีม จึงเสมือนแสงแห่งความหวังท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นหมองจากความพ่ายแพ้ใน “อิสตันบูล” ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
...
เช้าวันแถลงข่าว สื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมของยุโรปรวมตัวกันที่ มิลาเนลโล (Milanello) สถานีโทรทัศน์อิตาลีถึงกับนำรถถ่ายทอดสดมาตั้งประจำการ หน้าศูนย์ฝึกของเอซี มิลานแน่นขนัดไปด้วยแฟนบอลและนักข่าว — ทุกคนเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
และแล้ว... รถตู้สีดำคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาอย่างช้าๆ “เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!” เสียงเฮดังกระหึ่มราวกับสนามแตก แฟนบอลกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ... ซูเคอร์มาแล้ว! ดาวรุ่งที่ร้อนแรงที่สุดในยุโรป — สวมเสื้อซ้อม เอซี มิลาน เต็มยศก้าวลงจากรถ!
ภายในห้องแถลงข่าว โต๊ะยาวกลางห้องมีไมโครโฟนสามตัว พร้อมเสื้อหมายเลข 99 วางเด่นเป็นสง่า ใช่แล้ว... เมื่อไม่สามารถเลือกเบอร์ 9 (ที่เป็นของอินซากี้) ได้ ซูเคอร์ก็เลือกหมายเลข 99 แทน!
ลีโอนาร์โด้ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรนั่งข้างเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ดีลนี้คือผลงานของเขาแต่เพียงผู้เดียว ทั้งเชิญ ทั้งเจรจา ทั้งปิดดีล และตอนนี้ คือช่วงเวลาแห่งเกียรติยศ
ลีโอนาร์โด้กระแอมเบาๆ แล้วโน้มตัวเข้าหาไมค์ “ก่อนอื่น ผมขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า... ดาวซัลโว ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา... ‘ซูเคอร์’ ได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีม เอซี มิลาน แล้วครับ!”
แปะๆๆๆๆๆๆๆ!! เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว นักข่าวสายมิลานยิ้มหน้าบาน ลีโอนาร์โด้ยิ้มแล้วพูดต่อ “เขาคือนักเตะพรสวรรค์สูง... เราเชื่อมั่นว่าเขาจะเติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นที่นี่ นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของมิลาน!”
ลีโอนาร์โด้หันไปพยักหน้าให้ซูเคอร์ ชายหนุ่มหายใจเข้าลึก หยิบแผ่นกระดาษโพยเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ขออภัยครับ... ภาษาอิตาเลียนของผมยังไม่ดีนัก แต่ผมจะพยายามแนะนำตัวเป็นภาษาอิตาเลียนครับ”
“ว้าววววว!” เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องแถลงข่าว การที่นักเตะต่างชาติพยายามพูดภาษาท้องถิ่นตั้งแต่วันแรก... มันซื้อใจแฟนบอลได้มหาศาล! ซูเคอร์เริ่มอ่านโพยด้วยสำเนียงที่ยังแปร่งๆ แต่มั่นใจ “สวัสดีครับทุกคน... ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ย้ายมาอยู่กับ เอซี มิลาน สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” “เสื้อแดง-ดำตัวนี้ คือสิ่งที่นักฟุตบอลทุกคนใฝ่ฝัน ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้” “ผมเป็นแฟนบอลมิลานมาตั้งแต่เด็ก... เฝ้ามองตำนานอย่าง พี่มัลดินี่ ลงเล่นมาตลอด”
...
ณ คฤหาสน์ของ กัตตูโซ่ เหล่าขุนพลปีศาจแดง–ดำ มารวมตัวกันนั่งดูถ่ายทอดสดหน้าทีวี กัตตูโซ่, มัลดินี่, ปีร์โล่, เนสต้า และ กาก้า นั่งเรียงกันบนโซฟา กัตตูโซ่จ้องจอตาไม่กระพริบ “ไอ้เด็กนี่... ปากหวานใช้ได้เลยนี่หว่า” ปีร์โล่หัวเราะคิกคัก “มันรู้วิธีซื้อใจแฟนบอลว่ะ ร้ายกาจจริงๆ” มัลดินี่ยิ้มมุมปาก “ฉลาดพูดดี... แบบนี้อยู่รอดในอิตาลีได้สบาย”
ทันใดนั้น... เสียงจากทีวีก็ดังขึ้นต่อ “และก็... พี่เนสต้า สุดหล่อของผม! ผมอยากเจอเขามากครับ!” เนสต้าที่กำลังดื่มน้ำเกือบพุ่ง เขาหันไปยักคิ้วให้กัตตูโซ่ “เห็นมั้ย? เด็กมันมีรสนิยม! แบบนี้พี่ชอบ!”
กาก้านั่งยิ้มเงียบๆ ดวงตาจับจ้องไปที่ใบหน้าทะเล้นของซูเคอร์ “แก้มหมอนั่นดูนุ่มนิ่มจังแฮะ...” กาก้าพึมพำ แล้วมือก็เผลอไป หยิกแก้ม กัตตูโซ่ที่นั่งข้างๆ เข้าเต็มแรง! หมับ! “โอ๊ย! เจ็บนะเว้ยริคกี้!” ปึก! กัตตูโซ่สวนหมัดเข้าท้องน้องรักทันควัน “โทษทีพี่! มือมันลั่น!” กาก้าหัวเราะแห้งๆ
...
ตัดกลับมาที่ห้องแถลงข่าว ช่วงตอบคำถามสื่อมวลชนเริ่มขึ้น ซูเคอร์ตอบทุกคำถามอย่างสุภาพ พยายามใช้ภาษาอิตาเลียนผสมภาษามือ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย... จนกระทั่ง...
มีนักข่าวชาวอิตาเลียนคนหนึ่ง—หน้าตาบอกยี่ห้อว่าเป็นพวกชอบเสี้ยม—ยกมือขึ้นถาม “คุณซูเคอร์ครับ... คุณคิดยังไงกับ โศกนาฏกรรมที่อิสตันบูล? คุณมีความคิดเห็นยังไงกับความล้มเหลวของมิลานในคืนนั้น?”
กริบ... ห้องทั้งห้องเงียบลงทันทีราวกับป่าช้า บรรยากาศเปลี่ยนเป็นมาคุในเสี้ยววินาที คำถามนี้มันแทงใจดำคนทั้งสโมสร!
ทันใดนั้น... ล่าม ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูเคอร์ ก็ลุกพรวดขึ้น! แล้ววิ่งจู๊ดออกจากห้องไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมเอามือกุมท้องทำหน้าบิดเบี้ยว (หนีไปดื้อๆ!) ทิ้งซูเคอร์ไว้กลางดงกระสุนเพียงลำพัง!
ซูเคอร์ทำหน้าเอ๋อทันที เขาเอียงคอถามกลับ “เอ่อ... คุณพูดว่าอะไรนะครับ?” นักข่าวคนเดิมถามย้ำเสียงดังกว่าเดิม “ผมถามเรื่องอิสตันบูล! ความอัปยศที่นั่น!”
ซูเคอร์ยังคงทำหน้าสับสน คิ้วขมวดเป็นปม “ขอโทษครับ... ผมฟังไม่ออก ภาษาอิตาเลียนของผม... ยังไม่ดีเท่าไหร่ครับ” “พูดช้าๆ ได้ไหมครับ?”
นักข่าวคนนั้นหน้าเสีย เริ่มหงุดหงิด “ผมถามว่า! คุณ-คิด-ยัง-ไง-กับ-ความ-พ่าย-แพ้!” นักข่าวคนอื่นเริ่มยกมือถามคำถามอื่นแทน “คุณคาดหวังอะไรจากฤดูกาลนี้ครับ?” นักข่าวกีฬาคนหนึ่งถาม ซูเคอร์ยิ้มกว้าง ตอบทันทีอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ยิงประตูให้ได้มากที่สุด… และช่วยทีมคว้าแชมป์ครับ!”
นักข่าวคนแรก (จอมเสี้ยม) กระโดดขึ้นชี้หน้า “เฮ้ย! คุณฟังออกนี่หว่า!” ซูเคอร์เบิกตากว้าง หันไปถามหน้าซื่อ “อะไรนะครับ?” “คุณฟังออกแน่นอน! เมื่อกี้คุณยังตอบได้เลย!” “ผมไม่เข้าใจครับ...” ซูเคอร์ส่ายหน้า “ฟังออกชัดๆ! อย่ามาตอแหล!” “Non capisco...” (ไม่เข้าใจครับ) ซูเคอร์ตอบพลางเอียงคอ ทำหน้างงเต็มสตรีม (สกิลกวนตีนทำงาน 100%)
“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” เสียงหัวเราะระเบิดขึ้นในบ้านพักกัตตูโซ่ “มันแกล้งโง่! ฮ่าๆๆๆ! ไอ้เด็กนี่มันร้าย!” ปีร์โล่หัวเราะจนตัวงอ “ดูหน้าไอ้นักข่าวนั่นสิ! หน้าเขียวปั๊ดเลย!” เนสต้าทุบโต๊ะสะใจ
นักข่าวจอมเสี้ยมกัดฟันกรอด พยายามเปลี่ยนคำถามเพื่อเอาคืน “งั้นผมถามใหม่… คุณคิดยังไงกับฟอร์มของ กาก้า ที่อิสตันบูล?” (หวังจะให้วิจารณ์เพื่อนร่วมทีม)
ซูเคอร์ทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว แล้วเอามือ บีบจมูก ทำท่ารังเกียจ “อ๋อ... ถ้าเรื่อง Cacca (ขี้) ล่ะก็... คุณรีบไปเข้าห้องน้ำเถอะครับ เหม็นแย่เลย”
(หมายเหตุ: Kaka ออกเสียงคล้าย Cacca ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า "ขี้")
เงียบกริบ... ... 3 วินาทีผ่านไป ... “ก๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!” เสียงหัวเราะระเบิดดังสนั่นห้องแถลงข่าว! นักข่าวเกือบทุกคนกลั้นขำไม่อยู่ หัวเราะจนน้ำตาเล็ด
ที่หน้าจอทีวี... ปีร์โล่หัวเราะจนตกโซฟา กัตตูโซ่ขำจนสำลักน้ำ ส่วน กาก้า (ตัวจริง) นั่งเกาหัวยิกๆ ยิ้มแห้งๆ “เล่นมุกชื่อผมอีกแล้วเรอะ...”
ซูเคอร์นั่งยิ้มมุมปาก หันไปมองนักข่าวจอมเสี้ยมด้วยสายตาเย้ยหยัน ‘คิดจะมาเล่นลิ้นกับพี่เหรอไอ้น้อง? พี่อ่านหนังสือ “รวมมุกตลกของ ต๊อตติ” มาทั้งเล่มนะเว้ย! เดี๋ยวจัดให้หนัก!’