- หน้าแรก
- ยิงประตูสู่ฝัน
- [ฟรี]บทที่ 166 พายุวัยเยาว์
[ฟรี]บทที่ 166 พายุวัยเยาว์
[ฟรี]บทที่ 166 พายุวัยเยาว์
ครบ 90 นาที ผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อย่าง แบร์นด์ ชไนเดอร์ ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม สีหน้าเขาหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดทั้งเกม — นอกจากลูกฟรีคิกที่หวังผลได้ในครึ่งแรกแล้ว — เขาแทบไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลย
ที่แย่ยิ่งกว่านั้น...ก็คือในแดนกลาง เขากลับถูกฝ่ายตรงข้ามกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
โดยเฉพาะหมายเลข 10 ของฝั่งนั้น — รวมถึงเจ้าพวกเด็กหนุ่มพลังม้าทั้งหลาย
พวกนั้น...ทำให้ชไนเดอร์ปวดหัวจนแทบระเบิด
พวกเขาวิ่งกันเป็นม้า!
ใช่ — ‘วิ่งเป็นม้า’ ไม่ใช่คำด่า แต่คือคำชมในเชิงลูกหนัง
การเคลื่อนที่ที่ไม่หยุดนิ่ง และแรงปะทะที่ไม่มีหมดของพวกเขา
...เป็นต้นเหตุที่ทำให้เลเวอร์คูเซ่นต้องตกอยู่ในสภาพนี้
ชไนเดอร์ยอมรับว่าตัวเองเล่นได้ย่ำแย่
แต่สิ่งที่ตอกย้ำความเจ็บช้ำยิ่งกว่า คือจังหวะช่วยเกมรับทางฝั่งซ้ายจังหวะนั้น
ทั้งที่เขา ยืนลึกกว่า
ทั้งที่เขา ออกตัวเร็วกว่า
ทั้งที่ระยะทางมัน แค่เอื้อม
...แต่กลับโดน “ซูเคอร์” ทิ้งห่างราวกับยืนอยู่คนละโลก
ในวงการฟุตบอล ไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าการที่วิ่งสุดชีวิต...แต่โดนทิ้งห่างทุกวินาที
มันคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุด — ว่าเขา...แก่แล้ว
ร่างกายเขา...ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
หากเป็นแบร์นด์ ชไนเดอร์ในวัยหนุ่ม ต่อให้หยุดซูเคอร์ไม่ได้ เขาก็คงทำได้มากกว่านี้ [ปล. Bernd Schneider แบร์นด์ ชไนเดอร์ - ลงเล่นให้ทีมชาติเยอรมัน 81 นัด ทำไป 4 ประตู. ได้ฉายา “The White Brazilian” เพราะสไตล์การเล่นที่มีความคล่อง เทคนิคดี และสามารถสร้างจังหวะได้เยี่ยม.]
แต่ตอนนี้ เขาทำได้แค่วิ่งตามก้นอีกฝ่าย...พร้อมกลืนฝุ่นที่ปลิวตลบ
“ฮู่ว…”
เขาถอนหายใจยาว เหมือนจะระบายทั้งความเหนื่อยล้าและความผิดหวังออกมาทีเดียว
ในสนาม เวลาการแข่งขันใกล้หมดเต็มที ดินาโม ซาเกร็บ ค่อย ๆ ถอยลงมาตั้งรับ
เพื่อชะลอจังหวะให้เวลาค่อย ๆ ไหลไปตามครรลอง
ผู้ตัดสินเริ่มก้มดูนาฬิกา...
แฟนบอลเจ้าถิ่นเริ่มตะโกนเร่งให้เป่านกหวีดเสียที
ทุกคนต่างตั้งตารอคอยการเฉลิมฉลอง
และเมื่อเสียงนกหวีดแหลมคมกรีดผ่านความมืดของรัตติกาล…
ปี๊ด! ปี๊ด! ปี๊ด!!
สนาม “มักซิเมียร์” ก็ระเบิดขึ้นทันที
ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!
“ชนะแล้ว!! พวกเราชนะแล้วววว!!”
“ไม่น่าเชื่อเลย!”
“สามต่อหนึ่ง! พวกเราชนะเลเวอร์คูเซ่น!”
“นี่มันเทพนิยายชัด ๆ!!”
แฟนบอลดินาโม ซาเกร็บ กระโดดโลดเต้น โผกอดกันด้วยความดีใจ
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขาที่ได้เข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
และนี่...คือบทเปิดที่งดงามเกินใครคาดคิด
เด็กหนุ่มพวกนี้ไม่ธรรมดา
พวกเขา...กำลังสร้างตำนาน
“สุดยอดจริง ๆ…”
“อิวาน ราคิติช” พึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงแฝงไปด้วยความทึ่ง
ตอนแรก เขายังแอบดูถูกทีมชุดนี้อยู่ไม่น้อย
แม้ว่าเขาจะถูกพี่ๆในทีมชุดใหญ่อัดไปในสนามซ้อม เขาก็ยังไม่ยอมรับ
แม้จะเห็นทีมนี้ยันเสมอบาเซิ่ล เขาก็ยังไม่เปลี่ยนความคิด
แต่ตอนนี้...เขาไม่ยอมรับไม่ได้แล้ว
เพราะสิ่งที่พวกเขาทำมันเกินกว่าคำว่า “ฟลุก” ไปนานแล้ว
พวกเขาเสมอเรอัล มาดริดในบ้าน — เอาเถอะ อาจจะบอกว่า มาดริดฟอร์มตก
พวกเขาบุกชนะโรม่า — อาจจะบอกว่าเพราะแฟนเจ้าถิ่นทำให้โดนปรับแพ้
แต่วันนี้ พวกเขาเปิดบ้านเอาชนะเลเวอร์คูเซ่นแบบไม่ต้องมีข้อแก้ตัวใด ๆ
...จะไม่ยอมรับก็คงไม่ได้แล้ว
“เหม่ออะไรอยู่วะ!”
เสียงของ “สตรินิช” ดังขึ้น พร้อมกับตบหลังเขาแรง ๆ หนึ่งที
“ไปสิ! ลงไปในสนามฉลองกัน!”
จากนั้นกลุ่มตัวสำรองก็วิ่งลงสนามไปตามหลังโค้ช
“พวกเราชนะแล้ววววว!!”
“เจ๋งสุด ๆ ไปเลย!!”
พวกเขากระโจนใส่เพื่อนร่วมทีมที่เป็นตัวจริง กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างสุดเหวี่ยง
“ซูเคอร์” โดนกองทัพเพื่อนร่วมทีมกดลงพื้นทันที
เจ้าตัวหัวเราะลั่น ก่อนจะร้องเพลงของวง Queen อย่างเสียงดังลั่น
“We are the champions~~!”
“ยังไม่ใช่แชมป์โว้ยย!”
“ดาริโอ เซน่า” หัวเราะก่อนจะตบหัวเขาเบา ๆ
“รู้แล้วน่า! ขอมู๊ดหน่อย!”
ซูเคอร์ยังคงยิ้มกว้างขณะนอนแผ่กับพื้นหญ้า
เสียงหัวเราะยังคงดังไม่หยุด
นี่คือช่วงเวลาที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม
ด้านฝั่งของเลเวอร์คูเซ่น...
นักเตะทุกคนเดินคอตก มองกลับไปยังสนามอีกครั้ง
ก่อนจะเดินตามโค้ชออกจากสนามอย่างเงียบงัน
พวกเขาไม่อยากอยู่ในสนามแห่งความเจ็บปวดนี้อีกต่อไป
"เด็กหนุ่มพวกนี้...ยอดเยี่ยมจริง ๆ พวกเขาสร้างเกมที่น่าจดจำที่สุดเกมหนึ่ง"
เสียงของผู้บรรยายดังขึ้นเหนือเสียงเชียร์ของแฟนบอล
“ดินาโม ซาเกร็บ ชนะเลเวอร์คูเซ่น 3-1 ที่บ้านของตัวเอง พวกเขาคว้าชัยชนะสุดล้ำค่า!”
“และด้วยผลการแข่งขันนี้ ดินาโมก็ขึ้นเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม B ในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก”
“ขอให้พวกเขารักษาฟอร์มแบบนี้ไว้ให้ได้ในอีกสามเกมที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…สองเกมเยือน!”
“เด็ก ๆ พวกนี้มีโอกาสทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว!”
หลังจบเกม กลุ่มนักข่าวกรูเข้ามาหา “ซูเคอร์” ทันทีขณะเขากำลังเดินกลับเข้าห้องแต่งตัว
หนึ่งในนักข่าวชาวเยอรมันเอ่ยถามว่า
“คุณจะประเมินฟอร์มตัวเองในเกมนี้ยังไง?”
ซูเคอร์ยิ้มแล้วตอบอย่างมั่นใจ
“ยอดเยี่ยมครับ! พวกเราเริ่มจับจังหวะได้แล้ว และผมเชื่อว่าเราจะทำได้ดียิ่งขึ้นไปอีกในนัดต่อ ๆ ไป”
จากนั้น เขาหันกลับมาถามนักข่าว
“คุณเป็นนักข่าวเยอรมันใช่ไหม?”
อีกฝ่ายพยักหน้า
“ใช่ครับ จาก Berlin Evening News”
ซูเคอร์หัวเราะ
“เคยมีแนวรับชาวเยอรมันคนหนึ่งเคยพูดกับผมว่า ‘นักเตะแบบนาย...หมดอนาคตในวงการแล้ว’”
“แต่ตอนนี้ ผมอยากรู้เหมือนกันว่า พอรู้ว่าเราชนะทีมอันดับสามจากเยอรมนีในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เขาจะมีสีหน้าเป็นยังไงบ้างนะ”
“เจอกันใหม่!” ซูเคอร์โบกมือ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่หันกลับ
คนที่คงอ้าปากค้างแน่นอนถ้าได้ยินข่าวนี้ ก็คงไม่พ้น บาซเซิล กองหลังชาวเยอรมันของสโมสรซาราเยโว เอฟซี ที่เคยออกมาวิจารณ์เขาอย่างแรง...
แค่คิดถึงสีหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้ ซูเคอร์ก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเดินกลับมายังห้องแต่งตัว เสียงเฮฮาก็ดังกระหึ่มเต็มพื้นที่ ทุกคนต่างกอดคอกันหัวเราะร่า ชัยชนะในเกมนี้มีค่ามากกว่าที่เห็น
มันไม่ใช่แค่สามแต้มธรรมดา แต่ยังหมายถึงโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของแชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงเป็นการยืนยันว่า ฟอร์มของพวกเขาไม่ได้มาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม
และที่สำคัญกว่านั้น... พวกเขาเริ่มมองเห็น “ความหวัง”
การได้เข้าร่วมศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฐานะน้องใหม่ แล้วสามารถเบียดเอาชนะยอดทีมอย่างเรอัล มาดริด, เลเวอร์คูเซ่น และโรม่า ได้... นี่มันไม่ใช่แค่ฝันไปใช่ไหม?
แค่คิดภาพตอนจบของรอบแบ่งกลุ่มที่พวกเขากลายเป็น “ผู้อยู่รอด” ท่ามกลางยักษ์ใหญ่ ก็ตื่นเต้นจนใจเต้นแรง
และไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น—ทั้งทวีปยุโรปแทบจะลุกเป็นไฟ!
กลุ่ม B ของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กลายเป็นหัวข้อสุดร้อนแรง หลังจากที่เลเวอร์คูเซ่นพ่ายแพ้ในนัดล่าสุด ความวุ่นวายที่มีอยู่แล้วก็ปะทุขึ้นอีกระดับ
ใครจะไปคาดคิดว่า หลังผ่านไปเพียงครึ่งทางของรอบแบ่งกลุ่ม ทีมโนเนมจากคาบสมุทรบอลข่านอย่าง "ดินาโม ซาเกร็บ" จะผงาดขึ้นนำเป็นจ่าฝูง!
3 นัด ชนะ 2 เสมอ 1 พวกเขาเก็บ 7 แต้มเต็ม ๆ และเอาชนะเลเวอร์คูเซ่นในบ้านตัวเองด้วยสกอร์ 3–1 อย่างเด็ดขาด
หนังสือพิมพ์ทั่วทั้งยุโรปต่างพาดหัวข่าวด้วยความตื่นตะลึง
“ดินาโม ซาเกร็บ 3-1 เลเวอร์คูเซ่น!”
“ทีมไม้ประดับ? ตบหน้าคำปรามาสอย่างทรงพลัง!”
“B กลุ่มบ้าคลั่ง! ทุกสายตาจับจ้อง!”
“เด็กหนุ่มสร้างเกมสุดเดือด!”
“ลมพายุแห่งคาบสมุทรบอลข่าน กำลังโหมกระหน่ำ!”
”
แม้แต่ Sky Sport Italia ก็ยังอุทิศคอลัมน์พิเศษในหัวข้อ “พายุแห่งวัยเยาว์”
ผู้เขียนคือ ตำนานนักข่าวชื่อดัง "ทิตเซียโน ครูเดลี" หรือที่เหล่าสาวกปีศาจแดงดำรู้จักกันในชื่อ "พ่อทูนหัวแห่งรอสโซเนรี"
“ในฐานะที่ผมติดตามเอซี มิลานมาเกือบทั้งชีวิต ผมเคยเห็นทีมมากมายที่ลุกขึ้นมาท้าทายเรา แต่หนึ่งในทีมที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดก็คืออาแจ็กซ์จากฮอลแลนด์”
“พวกเขาเล่นกันอย่างสมดุล สมบูรณ์เกินวัย พวกเขาคือพายุแห่งวัยเยาว์”
“วันนี้ ผมได้เห็นทีมที่มีจิตวิญญาณแบบเดียวกัน—ดินาโม ซาเกร็บ!”
“พวกเขากล้าบุก กล้าท้าชน ปราบเรอัล มาดริด เสมอกับโรม่า แล้วล่าสุด ถล่มเลเวอร์คูเซ่นอย่างราบคาบ”
“เด็กหนุ่มเหล่านี้อาจบ้าบิ่น อาจใจร้อน อาจไม่กลัวใคร แต่พวกเขาเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์”
“ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อ ‘ซูเคอร์’ ผมนึกถึง ดาวอร์ ซูเคอร์ แต่แน่นอน ‘ซ้ายทองคำ’ คนเก่าได้แขวนสตั๊ดไปแล้ว”
“แต่ซูเคอร์คนใหม่—หมายเลข 9 ของดินาโม—กำลังสร้างปาฏิหาริย์ใหม่ที่แชมเปี้ยนส์ลีก!”
“พวกเขามีจุดเริ่มต้นที่ต่ำกว่าอาแจ็กซ์ มีอุปสรรคมากกว่า แต่พวกเขาก็ไม่หวั่น และพร้อมเผชิญหน้า”
“ขอต้อนรับพวกเขาสู่เวทีใหญ่—พายุจากคาบสมุทรบอลข่าน!”
”
ดินาโม ซาเกร็บกลายเป็นทีมที่ถูกจับตามองทันที และตามมาด้วยสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้—ข่าวลือ และความวุ่นวาย
เมื่อชื่อของพวกเขาโด่งดังในชั่วข้ามคืน สื่อทั่วทั้งยุโรปก็เริ่มขุดคุ้ยรายละเอียดเกี่ยวกับนักเตะแต่ละคน โดยเฉพาะข่าวการย้ายทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
ข้อเสนอที่ถูกปิดไว้ก็ถูกแฉออกมา ไม่มีอะไรพ้นสายตาของพวกเขา
“บ้าจริง! ข่าวหลุดมาจากไหน?! มีหนอนบ่อนไส้แน่ ๆ!”
เสียงสบถของเบซิชดังลั่นห้องทำงาน เขามองเอกสารการเสนอราคาที่สื่อแฉออกมาทีละฉบับด้วยความโกรธจัด
“บางทีมันไม่ใช่พวกเรา... อาจเป็นสโมสรฝั่งนั้นแหละที่ตั้งใจปล่อยข่าว ยั่วน้ำลายคนอื่น”
ยาเทอร์ เกนิชเพื่อนสนิทของเขาว่าเสียงเรียบ แต่ก็คงไว้ซึ่งความจริง
เบซิชถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
“อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันรู้ว่าตัวเองมีคู่แข่ง” ยาเทอร์ เกนิชยักไหล่ “ถ้าพวกเขาคิดจะยื่นข้อเสนอ... งั้นเราก็ขอเพิ่มราคา!”
“ยังไงซะ... ซัมเมอร์หน้า พวกเด็ก ๆ พวกนี้ก็ต้องไปอยู่ดี ใช่มั้ย?”
เบซิชถอนหายใจยาว “ก็จริง... ฉันแค่รำคาญพวกสื่อที่ไม่รู้จักกาลเทศะ”
“ยุโรปไง นายจะหวังอะไรจากนักข่าวพวกนี้ล่ะ?”
เบซิชหรี่ตามองเพื่อน “ว่าแต่... นายมาทำไม?”
ยาเทอร์ เกนิชหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมา แล้วเปิดหน้าสุดท้ายให้ดู
“ข้อเสนอใหม่เพิ่งเข้ามา... ซูเคอร์ ราคาพุ่งไปที่ 9.8 ล้านยูโร ส่วนโมดริชอยู่ที่ 8.4 ล้านยูโร แต่ราคานี่ยังไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับรายละเอียด”
เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดว่า “ดูท่าเรากำลังจะรวยเละเลยล่ะ!”
หมายเหตุจากผู้เขียน:
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2004 ซึ่งมูลค่านักเตะในยุคนั้นยังไม่สูงลิบลิ่วเหมือนปัจจุบัน "นักเตะหลักร้อยล้านยูโร" ยังเป็นแค่จินตนาการ ลองเปรียบเทียบกับตอนนั้น: คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายไปแมนยูฯ ในราคาแค่ 12 ล้านยูโร หรือ อิบราฮิโมวิชที่ย้ายไปยูเวนตุสก็อยู่ที่ 16 ล้านยูโรเท่านั้น — ตลาดซื้อขายตอนนั้นยังบริสุทธิ์ ไม่ใช่ยุคทองคำปลอมแบบปัจจุบัน!
”