เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - มาเตะบอลกับพวกเราสักหน่อยไหม

บทที่ 11 - มาเตะบอลกับพวกเราสักหน่อยไหม

บทที่ 11 - มาเตะบอลกับพวกเราสักหน่อยไหม


สนามเหย้าริมฟาร์มยังคงอยู่ในสภาพทรุดโทรมเช่นเคย ไม่มีการดูแลใด ๆ ทั้งสิ้น — พื้นสนามแห้งกรังจนแทบไม่มีหญ้า ทรายและฝุ่นปลิวว่อนตามลมพัด บรรยากาศไม่ได้ต่างอะไรจากสนามฟุตบอลของหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลจากความเจริญ

แม้ว่าทีมโมสตาร์ วอนเดอเรอร์ส จะอยู่ในลีกระดับดิวิชั่นสองของบอสเนีย แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ทั้งประเทศมีเพียงลีกสูงสุดเท่านั้นที่ดูจะพอมีความเป็นมืออาชีพอยู่บ้าง ที่เหลือ...แทบจะเรียกได้ว่าเป็นลีกสมัครเล่นเสียมากกว่า

นักเตะของวอนเดอเรอร์สส่วนใหญ่ต่างก็มีอาชีพหลักของตัวเอง บ้างเป็นช่างไม้ บ้างเป็นพนักงานคลังสินค้า หรือไม่ก็ขับแท็กซี่ พวกเขาจึงแทบไม่มีเวลาให้ฝึกซ้อมอย่างจริงจัง และในหนึ่งสัปดาห์ วันรวมตัวฝึกซ้อมเพียงวันเดียวก็คือโอกาสเดียวที่พวกเขาจะได้สร้างความเข้าใจในทีมร่วมกัน

บ่ายโมงของวันนั้น นักเตะเริ่มทยอยกันมาถึงสนาม

มีเพียง 12 คนเท่านั้น...พอแค่ให้จัดทีมซ้อม 6 ต่อ 6 ได้พอดีเป๊ะ

แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

“ผู้รักษาประตูของทีมอย่าง บาคคิชขอลาหยุด บอกว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย” มลินาร์เอ่ยกับโค้ชโอริเป้

โอริเป้ถอนหายใจเงียบ ๆ พลางยกมือขึ้นกุมขมับ สีหน้าแสดงความลำบากใจอย่างชัดเจน

นักเตะมีจำนวนน้อยมาก การขาดใครไปหนึ่งคนเท่ากับเสียสมดุลทันที และในลีกระดับนี้ บางครั้งการแข่งขันก็ต้องถูกยกเลิกไปเพียงเพราะทีมไม่สามารถส่งผู้เล่นได้ครบตามจำนวน

“ไม่เป็นไร ฉันจะลงแทนเอง” โอริเป้พูดจบก็ถอดเสื้อโค้ชออก เตรียมตัวลงสนามด้วยตัวเอง—เฮดโค้ชลงเตะเองเลย!

ผู้เล่นทุกคนรวมตัวกันกลางสนาม โอริเป้เริ่มอธิบายแผนการเล่น

“วันนี้...พวกเราเปลี่ยนรูปแบบการเล่นกันหน่อย” เขากล่าวเสียงเรียบ “ปกติแล้วเรามีแค่มลินาร์เป็นตัวสร้างเกมคนเดียว แต่วันนี้...เราจะเพิ่มตัวปั้นเกมอีกคน”

“ผม! ผมเอง!” ซูเคอร์โพล่งขึ้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ผมจะเป็นคนขึ้นเกมบุกในแดนหน้าเอง!”

ทุกคนถึงกับหันมามองเขาอย่างงงงัน แม้แต่มลินาร์เองก็ยังเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ

“แน่ใจนะว่านายทำได้?” มลินาร์ถามขึ้น

ซูเคอร์ชูนิ้วโป้งขึ้นทันที “ถ้าผมทำได้ พี่จะยอมอยู่ช่วยทีมต่ออีกครึ่งฤดูกาลไหมล่ะ?”

มลินาร์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเกาท้ายทอยอย่างลังเล

คนอื่น ๆ ถ้าเห็นใครลำบากใจก็มักจะยอมถอย แต่ไม่ใช่ซูเคอร์ เขาไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ

“เอาแค่นี้แหละ ครึ่งฤดูกาล ถ้าพี่ยังคิดว่าไม่ไหว ผมจะไปกับพี่ด้วย!”

มลินาร์หันไปมองโอริเป้ สีหน้าเหมือนต้องการคำยืนยัน

โอริเป้พยักหน้าเบา ๆ “ครึ่งฤดูกาล ยังพอไหวใช่ไหม?”

มลินาร์ถอนหายใจเบา ๆ “ก็ได้...แค่ครึ่งฤดูกาลนะ นี่คือขีดจำกัดแล้วจริง ๆ”

ทันทีที่คำตอบนั้นหลุดออกจากปาก รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของทุกคน

มลินาร์เป็นแกนหลักที่สำคัญของทีม หากเขายังอยู่ต่ออีกครึ่งฤดูกาล นั่นหมายถึงซูเคอร์ยังมีเวลาปรับตัวและเรียนรู้อีกมาก

“เอาล่ะ! ไปลงสนามกันเลย!”

ซูเคอร์โบกมือเรียกเพื่อนร่วมทีม ทุกคนพากันวิ่งลงสนาม

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง...

เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อฮู้ดเดินเข้ามาจากซุ้มประตูข้างสนาม ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“ที่นี่มีแข่งบอลเหรอ?”

เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อ ลูก้า โมดริช เขาเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ แล้วหยุดมองเกมฝึกซ้อมที่กำลังเกิดขึ้น

เพียงไม่นาน เขาก็ส่ายหัวเบา ๆ

“วินัยหละหลวม ประสานงานไม่มี ระบบรับก็หลวม...”

โมดริชพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

สภาพของทีมตรงหน้าช่างกระจัดกระจายจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือทีมที่ลงแข่งในดิวิชั่นสอง

อย่างไรก็ตาม นักเตะบางคนก็มีแววอยู่บ้าง...

อย่างเช่นหมายเลข 10 ในตำแหน่งมิดฟิลด์ แม้จะอายุเยอะแล้ว แต่ทักษะพื้นฐานยังแน่น การส่งบอลและควบคุมจังหวะถือว่าน่าชื่นชม แต่เขากลับติดนิสัยเลี้ยงมากเกินไป ทำให้จังหวะสวนกลับของทีมสูญเปล่า

แล้วก็ไอ้เตี้ยคนนั้น...มันวิ่งมั่วอะไรของมัน?

โมดริชมองไปยังซูเคอร์ที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้า

ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้น ๆ

จู่ ๆ เสียงตะโกนก็ดังขึ้น

“ไม่ใช่! ไม่ใช่แบบนี้!”

ซูเคอร์ตะโกนลั่นสนาม หยุดเกมกลางคันแล้ววิ่งเข้าไปหามลินาร์

“พี่! ส่งให้ผมสิ อย่าส่งทะลุช่อง ผมอยากได้ที่เท้า!”

มลินาร์ยิ้มแห้ง ๆ “แน่ใจเหรอ? หลังนายคือโรเทนมาสคิชนะ...”

ซูเคอร์หันหลังกลับไปมอง ชายร่างยักษ์สูงเกือบสองเมตรยืนขยับอกโชว์กล้ามเนื้ออย่างภาคภูมิใจ

“ช่างเขาเถอะ! พี่ส่งให้ผมก็พอ!”

มลินาร์พยักหน้า “เข้าใจล่ะ”

เกมเริ่มอีกครั้ง ซูเคอร์ขยับไปรอบ ๆ สนาม พอเห็นมลินาร์เริ่มขยับทำเกม เขาก็ถอยต่ำลงมารับบอล

พอรับได้ก็พยายามลากบอลหนีโรเทนมาสคิช แทนที่จะหมุนตัว เขากลับวิ่งอ้อมกว้างหวังใช้ความคล่องตัวเอาชนะ

เมื่อหลุดมาได้และจะจ่ายบอล...แต่กลับพบว่าแดนหน้าว่างเปล่า

“เอ้า! คนหายไปไหนหมดวะ?!”

สองปีกของทีมยืนขนานกับเขา ไม่ได้สอดขึ้นมาเลย มลินาร์ก็ไม่วิ่งเติม

ซูเคอร์แทบจะสำลักความโมโห...แต่ก็ยังฝืนไปต่อ

และแน่นอน...โดนเตะล้มกลิ้ง

ภาพแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

ทุกคนยังงง ๆ ว่าซูเคอร์ต้องการทำอะไร แต่โมดริชที่ยืนดูอยู่ข้างสนามกลับเริ่มรู้สึกแปลก ๆ

ทำไมไม่มีใครเติมเกม?

ซูเคอร์ดึงตัวประกบแล้ว แต่ไม่มีใครวิ่งสอดขึ้นมาเลย

แบบนี้ก็เท่ากับปล่อยให้ไอ้เตี้ยคนนั้นวิ่งอยู่คนเดียว

แต่ซูเคอร์ไม่ยอมแพ้ ยังคงวิ่ง ยังคงตะโกนสั่งเพื่อน

แม้เกมจะเริ่มมั่ว...

แม้ทุกอย่างดูวุ่นวาย...

แต่เขายังสู้ต่อไปด้วยหัวใจนักสู้

...จนกระทั่ง

“อ้วก!”

เสียงอาเจียนดังขึ้นจากข้างสนาม

ซูเคอร์เหยียบลูกบอล ก่อนจะหันมองไปยังริมสนามตามเสียงบางอย่างที่แว่วมา

แล้วภาพที่เขาเห็นก็คือ โอริเป้ ที่กำลังนั่งยองๆ อยู่ข้างสนาม ใบหน้าซีดเผือด ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างน่าเป็นห่วง

แน่นอน...เขาวิ่งจนหมดแรง แล้วก็อาเจียนออกมาจนแทบทรุด

เมื่อทุกคนรีบวิ่งกรูกันไปดูอาการ สีหน้าโอริเป้แดงก่ำ ริมฝีปากเผยอหอบหายใจหนักแทบไม่ทัน

“ไม่ไหวแล้ว...วิ่ง...วิ่งไม่ไหวแล้ว...” เสียงของเขาขาดห้วง พูดแทบไม่เป็นคำ

ไม่มีใครพูดอะไรออกมา เพียงแต่มองหน้ากันไปมาเงียบๆ

คนขาดแบบนี้ แล้วจะฝึกซ้อมกันต่อยังไงล่ะ?

“เฮ้! ตรงนั้นมีคนนะ!”

เสียงซูเคอร์ดังขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังข้างสนาม

สายตาทุกคนพลันหันไปมองตามทันที

และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง “โมดริช” ที่เสื้อแจ็กเก็ตที่ปิดมิดชิดขณะกำลังฝึกซ้อมอยู่คนเดียวก็หันมาเห็นกลุ่มคนเช่นกัน

ซูเคอร์ไม่รอช้า เขาวิ่งพรวดพราดเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที

“เฮ้! มาช่วยเล่นกับพวกเราหน่อย คนไม่พอ!”

คำพูดนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา

โมดริชยังไม่ทันจะเอ่ยปากปฏิเสธ ก็ถูกอีกฝ่ายคว้าแขนลากออกมาเรียบร้อย

“เดี๋ยวสิ...” โมดริชอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่ทันไร ซูเคอร์ก็หันไปตะโกนกับเพื่อนร่วมทีมแล้ว

“เขาตกลงแล้ว!”

โมดริชเบิกตากว้างอย่างงุนงง — เขาไม่เห็นจะจำได้เลยว่าตกลงไปเมื่อไหร่!

แต่ซูเคอร์ก็เริ่มจัดแผนทันที

“นายเล่นกลางนะ ดูจากรูปร่างแล้วคงเล่นหลังไม่ได้แน่ๆ”

รูปร่างของโมดริชค่อนข้างผอมบาง แค่สูงกว่าซูเคอร์เล็กน้อยเท่านั้น

โมดริชเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอะไรมาก เพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงตกลง

ก็ไม่ได้จริงจังอะไรนี่นา แค่เตะบอลเล่นๆ เท่านั้นเอง แถมการฝึกซ้อมคนเดียวก็ออกจะน่าเบื่อพอสมควร

ที่สำคัญที่สุดคือ...เขาอยากรู้ว่าเจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร

โมดริชจำได้แล้ว — นี่คือเด็กหนุ่มที่กระโดดลงน้ำช่วยคนวันนั้น!

แต่เขาไม่คิดเลยว่าจะเล่นฟุตบอลด้วย

“ไม่ถอดเสื้อคลุมออกเหรอ?” ซูเคอร์ชี้ไปยังเสื้อแจ็กเก็ตที่ปิดหน้าเขาอยู่

โมดริชส่ายหัวเบาๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบและมั่นใจว่า “ไม่จำเป็น”

จากนั้น โอริเป้้ก็ออกจากสนาม และโมดริชลงไปแทนในตำแหน่งด้านหลังของซูเคอร์

เกมเริ่มต้นอีกครั้ง โมดริชก็เข้าสู่บทบาทอย่างเงียบๆ

เขาไม่วิ่งแบบบ้าคลั่ง แต่สิ่งที่แตกต่างคือ...ศีรษะของเขาเงยขึ้นตลอดเวลา!

ต่างจากผู้เล่นคนอื่นที่มักจะก้มหน้ามองบอล — นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่น

ครั้งแรกที่ได้สัมผัสบอล โมดริชแค่ส่งบอลไปทางริมเส้นขวา — ไม่มีการเก็บบอล ไม่มีการโชว์ลีลา

แต่ทันทีที่ส่งบอลเสร็จ เขาก็วิ่งทำทางต่อทันที

“ส่งมา!” เขาตะโกนให้เพื่อนที่กำลังถูกกดดัน

วิทอริชครองบอลอยู่ด้านข้าง ถูกฟูลแบ็คบีบพื้นที่ เขาไม่ลังเลที่จะส่งบอลกลับไปให้โมดริช

ตอนนั้นเอง...เซ็นเตอร์ฮาล์ฟของอีกฝั่งเริ่มขยับขึ้น

โมดริชมองเห็นทุกอย่าง เขาก้าวขาเล็กน้อย แล้วยกเท้าหลอกให้เหมือนจะส่งบอล — แต่กลับปล่อยบอลลอดหว่างขาให้วิ่งต่อไปด้านหลัง

ทั้งจังหวะ ทั้งการเคลื่อนไหว — ลื่นไหลและสง่างามยิ่งนัก

“ว้าว!”

เสียงอุทานหลุดออกมาจากโอริเป้ที่นั่งดูอยู่ข้างสนาม

แม้แต่มลินาร์ในสนามยังอดไม่ได้จะชมว่า “สวย!”

ซูเคอร์ฉวยจังหวะนั้น วิ่งแซงกแงหลังสองคน สอดเข้าเขตโทษ ก่อนจะสับไกด้วยเท้าขวา!

แต่บอลไม่แรงพอ ผู้รักษาประตูปัดออกได้อย่างหวุดหวิด

“อ้าาาาาา~!!!” ซูเคอร์โวยวายอย่างหงุดหงิด พลางขยี้ผมตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่ลืมหันมายกนิ้วโป้งให้โมดริช

“ส่งได้สุดยอดมาก!”

โมดริชยิ้มบางๆ พยักหน้าเบาๆ

สำหรับเขาแล้ว เกมระดับนี้แทบไม่มีความกดดันเลย

ยังดีไม่พอให้เขาจริงจังด้วยซ้ำ — แค่ลีกบอสเนียฯ เขายังไม่มองเลย

และเพราะจังหวะสวยๆ ของโมดริชนี่แหละ ทุกคนเริ่มไว้ใจเขามากขึ้น บอลถูกส่งมาหาเขาบ่อยครั้งขึ้น

ซูเคอร์เองก็ถอยต่ำมารับบอล

เมื่อโมดริชเห็นเพื่อนเปิดทาง เขาก็ส่งบอลกลับไปยังซูเคอร์

ลูกส่งนั้นไม่ได้แรงนัก ดูเหมือนจะเตรียมเล่นชิ่งกับซูเคอร์แบบ 1-2

แต่แทนที่ซูเคอร์จะจ่ายกลับ เขากลับหยุดบอลแล้วหมุนตัว หันหลังให้โมดริช

เหมือนไม่คิดจะเล่นต่อ

โมดริชขมวดคิ้วนิดหน่อย แต่ในจังหวะถัดไป ซูเคอร์กลับแทงทะลุช่องด้วยจังหวะเดียว

บอลลอดระหว่างเซ็นเตอร์แบ็คโคบาโร่ กับแบ็คซ้ายบาสโตชี่ ตรงเข้าไปยังพื้นที่ว่างริมเส้น และมาเข้าทางของ “มาสโลซิช” ที่วิ่งเติมขึ้นมา!

วินาทีนั้น บอลถูกส่งอย่างแม่นยำเข้าสู่กรอบเขตโทษ!

“โอ้วววววววววววววว!!!”

โอริเป้ตะโกนเสียงดังจนลุกขึ้นยืน

ทุกคนบนสนามต่างตะลึง — ทั้งความเร็วของจังหวะ ทั้งวิสัยทัศน์

แม้แต่โมดริชก็ยังต้องยอมรับว่า นี่ไม่ใช่แค่การจ่ายบอลธรรมดา

แต่นี่คือสายตาแบบ...มิดฟิลด์ระดับท็อปของจริง

ไม่ใช่แค่จ่ายบอลแม่น — แต่มองเกมขาด เขาใช้ตัวเองเป็นตัวล่อ แล้วส่งบอลไปยังจุดที่มีความอันตรายมากกว่า

ถ้ามันไม่ใช่แค่ความบังเอิญ...

เด็กคนนี้ อาจเป็นอัจฉริยะในตำแหน่งมิดฟิลด์ก็เป็นได้

{ปล.ตอนนี้ในนิยาย โมดริช ถูกยืมตัวมาจากทีม Dinamo Zagreb ลีกสูงสุด โครเอเชีย ถูกยืมตัวมาทีม Zrinjski Mostar ลีกสูงสุดประเทศบอสเนีย ประเทศเดียวกับพระเอกอยู่ แล้วก็อยู่เมืองเดียวกัน เมืองโมสตาร์ แต่พระเอกอยู่ ''ลีกรอง'' จากที่ผมอ่านน่าจะเป็นแบบนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบบทที่ บทที่ 11 - มาเตะบอลกับพวกเราสักหน่อยไหม

คัดลอกลิงก์แล้ว