- หน้าแรก
- ภารกิจปั้นน้องสาวให้เป็นเทพ ส่วนข้าขอเป็นราชันย์
- บทที่ 10 - ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: พลังแห่งติ่ง
บทที่ 10 - ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: พลังแห่งติ่ง
บทที่ 10 - ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: พลังแห่งติ่ง
บทที่ 10 - ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง: พลังแห่งติ่ง
"วิญญาณยุทธ์ของผมน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายครับ" เซียวอวิ๋นบอกเล่าสถานการณ์ของวิญญาณยุทธ์ให้พ่อฟัง
เซียวหยางเองก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในตัวเซียวอวิ๋น แม้ในใจจะยังสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
"เป็นไง ได้ทักษะที่อยากได้ไหม" เซียวหยางถอนหายใจโล่งอก น้ำเสียงกลับมาสงบนิ่ง เซียวอวิ๋นพยักหน้า วงแหวนวิญญาณสีเหลืองวงหนึ่งลอยขึ้นมาจากติ่งเก้ามังกรสยบสวรรค์
วินาทีนี้ กระถางยักษ์ที่เดิมทีก็หนักอึ้งอยู่แล้ว จู่ๆ ก็ทวีความหนักหน่วงยิ่งขึ้น รอบตัวกระถางถึงกับมีหมอกดำจางๆ ลอยอ้อยอิ่ง ดูลึกลับน่าค้นหา
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่งของผมชื่อว่า พลังแห่งติ่ง เมื่อใช้แล้วจะเพิ่มน้ำหนักให้วิญญาณยุทธ์หนึ่งเท่าตัว แถมไม่กินพลังวิญญาณเพิ่มด้วยครับ อ้อ แล้วก็ถ้าในอนาคตระดับพลังของผมเพิ่มขึ้น น้ำหนักที่ทักษะนี้มอบให้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย"
"อะไรนะ!"
เซียวหยางฟังจบก็ตาค้าง
เพิ่มน้ำหนักหนึ่งเท่าตัว แถมน้ำหนักยังเพิ่มตามระดับพลัง อันนี้ยังพอว่า แต่ไอ้ที่ไม่กินพลังวิญญาณเพิ่มเนี่ย มันทักษะเทพชัดๆ!
ต้องรู้ก่อนว่าวิญญาณยุทธ์สายหนักแบบนี้ ยิ่งน้ำหนักมาก ก็ยิ่งกินพลังวิญญาณของผู้ใช้มาก แต่ด้วยผลลัพธ์นี้ เซียวอวิ๋นแทบไม่ต้องกังวลเรื่องพลังวิญญาณหมดเร็วเลย เท่ากับว่านอกจากพลังวิญญาณที่ใช้เรียกทักษะและคงสภาพวิญญาณยุทธ์แล้ว เซียวอวิ๋นสามารถเพิ่มน้ำหนักให้วิญญาณยุทธ์ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ!
น่ากลัวเวอร์!
"นี่คือข้อดีของวิญญาณยุทธ์กลายพันธุ์สินะ สุดยอดจริงๆ" เซียวหยางไม่เชื่อหรอกว่าทักษะแบบนี้จะได้มาจากหมีศิลาปฐพีอายุห้าร้อยกว่าปี น่าจะเป็นผลพวงมาจากตัววิญญาณยุทธ์ของเซียวอวิ๋นเองมากกว่า
"ทักษะเทพจริงๆ ครับ" เซียวอวิ๋นเองก็พอใจกับทักษะที่หนึ่งนี้มาก พอกดใช้ทักษะ น้ำหนักของวิญญาณยุทธ์ก็น่าจะปาเข้าไปเฉียดพันชั่งแล้ว กระถางยักษ์หนักขนาดนี้ทุ่มลงไป อย่าว่าแต่วิญญาจารย์ระดับเดียวกันเลย เกรงว่าระดับมหาวิญญาจารย์สองวงแหวนบางคนก็คงรับไม่ไหว
แถมในอนาคตน้ำหนักของติ่งเก้ามังกรฯ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลของทักษะก็จะยิ่งทวีคูณ... เซียวอวิ๋นขี้เกียจจะจินตนาการต่อแล้ว
เรียกได้ว่า ต่อให้วันหน้าเซียวอวิ๋นไม่ใช้ทักษะอื่น ลำพังแค่ทักษะนี้ บวกกับน้ำหนักเดิมของวิญญาณยุทธ์ ก็สู้ได้สบายๆ
เก็บวิญญาณยุทธ์กลับคืน สองพ่อลูกเซียวอวิ๋นกับเซียวหยางก็ไม่รั้งรออยู่ที่เดิมนาน แม้ตรงนี้จะเป็นแค่รอบนอกป่าซิงโต่ว แต่บางทีก็อาจมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ ทั้งสองจึงรีบเดินทางกลับ
เพียงแต่ สองพ่อลูกหารู้ไม่ว่า
ในวินาทีที่วิญญาณยุทธ์ของเซียวอวิ๋นเกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ ส่วนลึกของป่าซิงโต่ว ริมทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา สัตว์วิญญาณรูปร่างงดงามคล้ายสิงโตที่มีขนสีทองอร่ามทั่วร่างตัวหนึ่ง จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น
"นี่มัน พลังแห่งโชคชะตา?"
มันกระพริบตาปริบๆ "ข้ารู้สึกไปเองรึ?"
ยืดคอมองไปรอบๆ ก็ไม่พบพลังสายนั้นอีก มันจึงก้มหัวลงนอนต่อ
สองพ่อลูกกลับเข้าสู่เขตเมืองทิศตะวันออก เซียวอวิ๋นก็เจอคนรู้จักบ้าง แต่เด็กผู้หญิงหลายคนกลับจ้องมองเซียวอวิ๋นตาไม่กระพริบ
เซียวอวิ๋นรู้สึกพูดไม่ออก แต่เซียวหยางกลับกลั้นขำจนตัวสั่น
"พ่อขำอะไรครับ" เซียวอวิ๋นถามอย่างอ่อนใจ เซียวหยางหัวเราะร่า "เจ้าลูกชาย ตอนนี้พอดูดซับวงแหวนเสร็จ เจ้าหล่อขึ้นเป็นกองเลยนะ นอกจากตัวจะสูงขึ้นแล้ว หน้าตาก็ดูโตขึ้นด้วย อืม เหมือนแม่เจ้าเด๊ะเลย"
ลูบหน้าตัวเอง เซียวอวิ๋นได้แต่ยิ้มขื่น
หน้าตาเซียวเซียวเหมือนพ่อ ส่วนเขาเหมือนแม่มากกว่า
เสิ่นหว่านชิงสมัยสาวๆ ก็เป็นคนสวยสะพรั่ง เซียวอวิ๋นหน้าเหมือนแม่ ความหล่อเหลาย่อมไม่ต้องพูดถึง
เซียวอวิ๋นในตอนนี้แม้จะยังดูเด็กอยู่บ้าง แต่ส่วนสูงที่พุ่งพรวดไปร้อยสามสิบกว่าเซ็นฯ บวกกับเครื่องหน้าประณีตงดงาม ไม่เพียงดึงดูดเด็กหญิงวัยเดียวกัน แม้แต่เด็กสาววัยสิบเอ็ดสิบสองปีก็ยังอดเหลียวมองไม่ได้
กลับถึงบ้านก็มืดค่ำพอดี เสิ่นหว่านชิงทำมื้อเย็นเสร็จรออยู่แล้ว สองพ่อลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าง่ายๆ แล้วมานั่งโต๊ะกินข้าว
เซียวเซียวจ้องหน้าพี่ชายตาแป๋วเหมือนคนบ้าดารา สำหรับเด็กผู้หญิงข้างนอกเซียวอวิ๋นอาจจะรำคาญบ้าง แต่นี่น้องสาวตัวเอง อยากมองเท่าไหร่ก็เชิญเลย
"ลูกแม่ ทำไมไม่กินข้าวล่ะลูก มัวแต่จ้องหน้าพี่เขาอยู่นั่นแหละ" เสิ่นหว่านชิงเห็นภาพนี้ก็อดขำไม่ได้ มองลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ยิ่งดูก็ยิ่งชอบ "เสี่ยวอวิ๋นของแม่หล่อวันหล่อคืนจริงๆ โตขึ้นไม่รู้จะไปหลอกลูกสาวบ้านใครมาได้กี่คนนะเนี่ย"
มุมปากเซียวอวิ๋นกระตุก "ทำไมผมต้องไปหลอกลูกสาวบ้านอื่นด้วยล่ะครับ"
"พ่อจะบอกให้นะ สมัยพ่อเรียนอยู่ที่สื่อไล่เค่อ เจอสาวสวยเพียบเลย ไม่แน่พอลูกไปที่นั่นอาจจะเจอสาวสวยเยอะกว่าพ่ออีก ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อสอบไม่ผ่าน ป่านนี้..."
"ป่านนี้ทำไมคะ?" เสิ่นหว่านชิงยิ้มหวานหยดย้อยมองสามี เซียวหยางกลืนน้ำลายเอือก รู้สึกว่าตัวเองปากพาซวยแล้ว
"เปล่าจ้ะ พี่จะบอกว่าโชคดีที่พี่สอบไม่ผ่าน ไม่งั้นพี่คงไม่ได้เจอเมียจ๋าไงล่ะ"
"เอาตัวรอดเก่งนะเนี่ย เอ้า รางวัล น่องไก่หนึ่งชิ้น~"
เซียวหยางแทะน่องไก่ที่ภรรยาคีบให้ พลางพูดกับเซียวอวิ๋น "เกณฑ์รับสมัครของสื่อไล่เค่อปกติอยู่ที่อายุประมาณสิบเอ็ดปี เดิมทีพ่อกะว่าจะให้พวกลูกไปเรียนโรงเรียนวิญญาจารย์ขั้นต้นก่อน แต่มาคิดดูอีกที ครูที่โรงเรียนพวกนั้นพลังยังไม่เท่าพ่อเลย แถมเรียนไปก็แค่ทางผ่าน พ่อเลยกะว่าจะปิดร้าน แล้วมาสอนพื้นฐานการฝึกฝนให้พวกลูกเอง"
สำหรับคำพูดของเซียวหยาง เสิ่นหว่านชิงไม่ได้คัดค้าน เห็นได้ชัดว่าสองสามีภรรยาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
"พ่อครับ ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอกครับ" เซียวอวิ๋นยิ้มบาง "ความจริงเรื่องนี้ผมมีความคิดอยู่อย่างหนึ่ง ถึงพ่ออาจจะไม่ค่อยเชื่อ แต่ผมว่าโอกาสสำเร็จสูงมาก"
"ว่ามาสิ"
สำหรับลูกชายคนนี้ เซียวหยางค่อนข้างคาดหวัง ไม่ว่าจะพรสวรรค์หรือสมอง ก็เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ดังนั้นคำพูดของลูก เขาจะไม่มองว่าเป็นเรื่องล้อเล่นของเด็กเหมือนพ่อแม่ทั่วไป แต่จะตั้งใจฟัง
"ผมกะว่าจะไปที่จวนเจ้าเมืองก่อนครับ"
เซียวอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม "แบบนี้ นอกจากจะช่วยลดภาระทางบ้านเราแล้ว จวนเจ้าเมืองต้องยินดีทุ่มเทปั้นวิญญาจารย์รุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์อย่างผมกับเซียวเซียวแน่นอน เพราะวันหน้าถ้าเราได้ดีจริงๆ สำหรับพวกเขาก็ถือเป็นเรื่องดี แถมบวกกับชื่อเสียงของน้าไช่และคณะ ผมว่าจวนเจ้าเมืองไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ"
เซียวหยางชะงัก แล้วมองเซียวอวิ๋นด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"ไอ้ลูกชาย นี่เอ็งกะจะจับเสือมือเปล่าเรอะ"
เซียวอวิ๋นยังคงยิ้ม "เรียกว่าจับเสือมือเปล่าไม่ได้หรอกครับ เรียกว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ดีกว่า"
"สมองเอ็งนี่มัน... ไม่ได้โม้นะ เหมือนพ่อสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิด อืม สมกับเป็นลูกพ่อ ฮ่าฮ่า!" ตอนนี้เซียวหยางทิ้งมาดปัญญาชนผู้สุภาพไปจนหมดสิ้น หัวเราะร่าอย่างภูมิใจราวกับเด็กๆ
[จบแล้ว]